ทุกคำถามเกี่ยวกับร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ นพ.วิชัย โชควิวัฒน มีคำตอบ

ประชุมล่ม!..หมอต้านพรบ.ล้มกระดานครั้งที่ 3

ประชุมคณะกก.หมอ+คนไข้ 63 คน ถกเรื่องพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายวันนี้

การประชุมยังไม่เริ่ม  กลุ่มหมออ่านแถลงการณ์แล้วก็พากัน walk out ออกจากห้องประชุม  กล่าวหาว่าการประชุมมีวาระซ่อนเร้น

ภาค ประชาชนได้แต่งง  ว่าเราซ่อนเร้นอะไร  มีแต่เรื่องจริงข้อเท็จจริงที่ท่านไม่กล้าสู้กับเราต่างหาก  นี่เป็นการล้มกระดานไม่ยอมคุยครั้งที่ 3 แล้ว

5 ตุลาคม 2553 เครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์  จะไปชุมนุมร่วมกับกลุ่ม NGO หน้ารัฐสภาเพื่อเรียกร้องรัฐบาลให้นำร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ เข้าสู่ที่ประชุมให้ทันในสมัยประชุมนี้

ดูรูปกันไปก่อนนะคะ  เดี๋ยวเพื่อน ๆ จะพากันเข้ามารายงานความคืบหน้าค่ะ

แพทยสภา แพทยสมาคม สมาพันธ์แพทย์ อ่านแถลงการณ์ในห้องประชุม ก่อนการประชุมจะเริ่ม
เสร็จแล้วก็พากันเดินออกห้องประชุม
ไปแล้วไปลับไม่กลับมาอีกเลย
ดูสิพากันกลับไปหมดเลย ไม่คิดว่าคนอื่นเขาอุตส่าห์มาไกลเพื่อประชุม
เสร็จแล้วก็ลงมาแถลงข่าวที่ด้านล่างตึกสำนักงานปลัดกระทรวงฯ
มีอ.วันชาติ นายกแพทยสมาคมเป็นโต้โผใหญ่
นักข่าวรุมสัมภาษณ์
แถมเขาจัดม็อบมาด่า NGO พันธมิตรของเราด้วย
ท่านปลัดถูกล้มโต๊ะ 3 ครั้ง ท่านก็ยังบอกว่าจะไปคุยกับแพทย์ต้านพรบ.เพื่อให้มาประชุมอีก
พวกเราเครียด คิดว่าวันนี้จะมีทางออก แต่ก็ต้องผิดหวัง
ใครเป็นใครดูกันเอาเองค่ะ
อ.ธันย์ ผอ.รามาท่านเป็นผู้ใหญ่ที่น่านับถือมาก มีวุฒิภาวะ

แม่ลูกดก..6 คนฟ้องสธ.!

ศรีวรรณแม่ลูกดก ตั้งท้องลูกคนที่ 7 (ลูกคนที่ 5 เสียชีวิต)  ฝากครรภ์ตามนัดสม่ำเสมอ ลูกกับแม่แข็งแรงดีไม่มีโรคแทรก  แต่พยาบาลเขียนระบุว่าเป็นครรภ์ความเสี่ยงสูง (HIGH RISK) เนื่องจากศรีวรรณมีน้ำหนักเพิ่มจากเดิมถึง 23.6 กก.(จาก 60 เป็น 83.6 กก.)

*กฎหมายบัญญัติให้พยาบาลทำคลอดได้เฉพาะการคลอดปกติ ยกเว้นครรภ์ที่มีความเสี่ยงสูง ต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

25 ก.ย. 52
ครบกำหนด ปวดท้องคลอด จึงไปคลอด ที่รพ.ตาคลี เป็นการคลอดที่ลำบากและปวดมากผิดจากท้องก่อน ๆ ที่ เคยมีประสบการณ์มา

เมื่อเวลา 13.40 น.
ขณะ ที่ปากมดลูกขยายเต็มที่แล้ว พยาบาลได้เจาะถุงน้ำคร่ำและระบุว่ามีขี้เทาเล็กน้อยในน้ำคร่ำ ซึ่งเป็นอาการของเด็กในท้องที่กำลังมีปัญหาได้ แต่ก็ไม่มีหมอมาประเมินเพื่อนำศรรีวรรณไปผ่าตัดแต่อย่างใด

ศรี วรรณต้องทนทุกข์ต่อความเจ็บปวด เนื่องจากเด็กในท้องมีขนาดใหญ่ คลอดลำบาก แม้หัวเด็กจะคาอยู่ปากช่องคลอด  แต่ก็ยังออกมาไม่ได้ แม้ศรีวรรณจะพยายามเต็มที่จนหมดแรง  และมีพยาบาลช่วยกันขย่มกดหน้าท้องใต้ราวนม และมีการช่วยดึงกันนานทุลักทุเล

จนลูกคลอดออกมาได้ ในสภาพที่กระดูกไหปลาร้าหักทั้งสองข้าง และปอดสำลักขึ้เทา มีน้ำหนักมากถึง 4,080 กรัม ต้องได้รับการดูแลในตู้อบที่มีอ๊อกซิเจน 100 % และได้รับการดูแลเรื่องปอด เรื่องการหายใจอยู่ในรพ. 4 วันจึงกลับบ้านได้ ขณะที่ศรีวรรณกลับบ้านไปในสภาพที่ปวดหลังร้าวไปที่ขาและเดินกระเผลก ลุกช่วยเหลือตัวเองไม่ได้

ปัจจุบัน
ศรี วรรณยังมีอาการบาดเจ็บปวดหลังร้าวไปที่ขา ขณะที่ลูกไหปลาร้าติดแต่ยังมีเสียงดัง  และต้องเข้าออกรพ.บ่อย ๆ เพื่อรักษาเรื่องปอดอักเสบเรื้อรัง และหลอดลมอักเสบจากการสำลักขี้เทา  ต้องนอนรพ.ถึง 3 ครั้งเป็นเวลาหลายวันในช่วงเวลา 1 ปีที่ผ่านมา ซึ่งอาการปอดอักเสบเรื้องรังนั้นอาจเป็นตลอดชีวิต  ลูกจะมีอาการหอบบ่อย ป่วยบ่อย ทำให้ศรีวรรณไม่เป็นอันทำมาหากิน

ศรีวรรณแม่ลูกดก ตั้งท้องลูกคนที่ 7 (ลูกคนที่ 5 เสียชีวิต)  ฝากครรภ์ตามนัดสม่ำเสมอ ลูกกับแม่แข็งแรงดีไม่มีโรคแทรก  แต่พยาบาลเขียนระบุว่าเป็นครรภ์ความเสี่ยงสูง (HIGH RISK) เนื่องจากศรีวรรณมีน้ำหนักเพิ่มจากเดิมถึง 23.6 กก.(จาก 60 เป็น 83.6 กก.)

*กฎหมายบัญญัติให้พยาบาลทำคลอดได้เฉพาะการคลอดปกติ ยกเว้นครรภ์ที่มีความเสี่ยงสูง ต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

25 ก.ย. 52
ครบกำหนด ปวดท้องคลอด จึงไปคลอด ที่รพ.ตาคลี เป็นการคลอดที่ลำบากและปวดมากผิดจากท้องก่อน ๆ ที่ เคยมีประสบการณ์มา

เมื่อเวลา 13.40 น.
ขณะ ที่ปากมดลูกขยายเต็มที่แล้ว พยาบาลได้เจาะถุงน้ำคร่ำและระบุว่ามีขี้เทาเล็กน้อยในน้ำคร่ำ ซึ่งเป็นอาการของเด็กในท้องที่กำลังมีปัญหาได้ แต่ก็ไม่มีหมอมาดูศรีวรรณแม้แต่คนเดียว

ศรีวรรณต้องทนทุกข์ ต่อความเจ็บปวด เนื่องจากเด็กในท้องมีขนาดใหญ่ คลอดลำบาก แม้เธอจะพยายามเต็มที่จนหมดแรงก็คลอดไม่ได้  หัวเด็กคาอยู่ปากช่องคลอด มีพยาบาลช่วยกันขย่มกดหน้าท้องใต้ราวนม และมีการช่วยดึงกันนานทุลักทุเล

จนลูกคลอดออกมาได้ ในสภาพที่กระดูกไหปลาร้าหักทั้งสองข้าง และปอดสำลักขึ้เทา มีน้ำหนักมากถึง 4,080 กรัม ต้องได้รับการดูแลในตู้อบที่มีอ๊อกซิเจน 100 % ได้รับการดูแลเรื่องปอด เรื่องการหายใจอยู่ในโรงพยาบาล 4 วันจึงกลับบ้านได้ ศรีวรรณกลับบ้านไปในสภาพที่ปวดหลังร้าวไปที่ขาและเดินกระเผลก ลุกช่วยเหลือตัวเองไม่ได้

ปัจจุบัน
ศรี วรรณยังมีอาการปวดหลังร้าวไปที่ขา ขณะที่ลูกคนที่ 7 ต้องเข้าออกรพ.เพื่อรักษาเรื่องหลอดลมอักเสบบ่อย จากการสำลักขี้เทา ต้องนอนรพ.ถึง 3 ครั้งเป็นเวลาหลายวันในช่วงเวลา 1ปีที่ผ่านมา

ทางรพ.มอบเงินให้ศรีวรรณ 6 หมื่นบาท  และได้รับเงินช่วยเหลือเบื้องต้นตามม.41 จากสปสช. 3 หมื่นบาท  รวม 9 หมื่นบาท

การ ที่ลูกเจ็บป่วยบ่อยไข้สูง หอบ ต้องพ่นยา ทำให้เธอต้องหยุดงานขายเสื้อผ้ามือสอง  พาลูกไปรพ.บ่อย ๆ และบางครั้งต้องอยู่นานหลายวัน  ทำให้เงินจำนวน 9 หมื่นบาทนั้นไม่เพียงพอต่อการดูแลรักษาลูก และการดำรงชีวิตที่มีลูกต้องดูแลถึง 6 คนในวัยกำลังกินกำลังนอน

เธอจึงต้องมาขอบารมีศาลเป็นที่พึ่ง  เธอบอกว่าหากมีพรบ.เธอจะไม่มาฟ้องศาล  เนื่องจากนานหลายปีกว่าจะต่อสู้คดีจบ


วันนี้มาแค่ 5 ลูกคนโตไปสอบ กำลังกินกำลังนอน
เมื่อไหร่ฝนจะหยาดจากฟ้าสุราลัยสู่แดนดิน ให้คนไข้ไทยไม่ต้องลำบากกันมากขนาดนี้

ทวงสัญญาลูกผู้ชาย..จากรัฐมนตรีจุรินทร์!

วันนี้ฉันพาผู้เสียหาย ไปฟ้องกระทรวงสาธารณสุข 2 คดี (จะเขียนเล่าในบันทึกฉบับต่อไป)

รัฐบาล คะ  ต่อไปนี้ท่านไม่ต้องบ่นนะคะว่าหมอเดือดร้อนถูกคนไข้ฟ้อง  เพราะในเมื่อมีคน ไข้ตาย และพิการทุกวัน  แต่ท่านไม่หาทางออกให้เรา

ร่างพรบ. คุ้มครองผู้เสียหายถูกดองเค็มอยู่ในสภา เพราะท่านไปเชื่อฟังกลุ่มหมอต้านพรบ .ที่ปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง  ทำไมท่านไม่ฟังหมอส่วนใหญ่ที่สนับสนุนพรบ.บ้างเพียงแต่เขาไม่ออกมาชุมนุมกัน เท่านั้น

ท่านจะให้เราไปพึ่งใคร นอกจากพึ่งศาล  วันนี้สองคดี  วันถัดไปจะตามมาอีกไม่รู้กี่คดี

คน ไข้ไทยต่อไปนี้ก้มหน้าก้มตาแก้ปัญหาเฉพาะหน้ากันไปก็แล้วกัน  ในเมื่อรัฐบาลไม่เห็นความทุกข์ของประชาชน  ทั้งที่เราเรียกร้องจากความเจ็บ  ความตาย และความพิการ  แต่อีกฝ่ายปกป้องผลประโยชน์  แต่ดูเหมือนท่านเลือกฟังฝ่ายต้านพรบ.มากกว่าฟังชาวบ้าน

รัฐมนตรีจุรินทร์ คะ
เรามาทวงสัญญาลูกผู้ชายกับท่าน  ที่รับปากต่อหน้าชาวบ้านมากกว่า 100 คนที่กระทรวงสธ.ว่า

"ผมจะผลักดันพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายล้านเปอร์เซนต์" 

ท่านพูดว่าล้านน%  ท่านทำให้ชาวบ้านมีความหวัง  ทุกคนลุ้นว่าเรื่องของตนเองจะไม่ไปจบที่ศาล  ทุกคนรอจะไปพึ่งพรบ.

ฉันต้องรับโทรศัพท์ทุกวันคอยตอบคำถามว่า  พรบ.ไปถึงไหนแล้ว  แล้ววันนี้ท่านจะให้ฉันตอบกับชาวบ้านเขาว่าอย่างไร

กรรมการที่ท่านตั้งขึ้นมาแก้ปัญหาเฉพาะหน้าก็ประชุมแค่ครั้งเดียว  แก้ไม่ได้สักปัญหา

สุดท้ายปัญหาของกระทรวงแท้ ๆ   ต้องมาให้ชาวแก้ปัญหาเอง  

ทำไม..วันนี้ท่านต้องให้ฉันพาชาวบ้านไปศาลอีก? 

สุดท้ายก็ต้องมาจบลงที่ศาล..ท่านอย่าฟังแต่รายงาน
ครอบครัวนี้ลูก 6 คน กระจองอแง จะให้เขาสู้ไปอีกกี่ปี
คนนี้เมียหอบลูกหนี เมื่อหูหนวก ทำอาชีพนักจัดรายการวิทยุไม่ได้อีกต่อไป ยังไม่รู้จะจัดการชีวิตตนเองอย่างไรดี
อย่าโกรธ อย่าเกลียดพวกเรา ในเมื่อเราไปหาให้ท่านแก้ปัญหาให้แล้วท่านไม่แก้
ทำพวกเราเจ็บ ตาย พิการทุกวัน แต่ไม่เคยหาทางออกให้ จะให้จนตรอกกันไปถึงไหน

เมื่อฉันปสอนหมอ

ฉันมีโอกาสพาเพื่อนผู้เสียหายในเครือข่ายฯ ไปเป็นวิทยากรพิเศษบรรยายให้นักศึกษาแพทย์ฟังอยู่เสมอ

ครั้งหนึ่งฉันไปที่คณะแพทย์ศาสตร์แห่งหนึ่ง หลังบรรยายเสร็จอาจารย์ตั้งคำถามกับ นศพ.ว่าได้อะไรและมีความความคิดเห็นอย่างไร สิ่งที่ได้จะนำไปใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์อย่างไร

ขออนุญาตนำส่วนหนึ่งของความรู้สึกของนศพ.มาให้อ่านกันค่ะ (ขณะนั้นฉันยังใช้ชื่อเดิม”ดลพร”)



คนที่หนึ่ง
“.. ข้าพเจ้าได้เริ่มตระหนักถึงว่า สังคมที่ข้าพเจ้าอยู่ ณ ปัจจุบัน เป็นสังคมที่แคบมากกว่าที่ข้าพเจ้าคิด ได้พบเจอผู้คนแค่เพื่อนร่วมชั้นและอาจารย์  แต่ข้าพเจ้าลืมคำนึงว่าเมื่อใดที่ข้าพเจ้าก้าวเข้าไปสู่การเป็นแพทย์เต็มตัว แล้ว โลกที่เคยแคบนั้นจะขยายใหญ่ขึ้นทันที  บทบาทของการเป็นแพทย์ที่ข้าพเจ้าจะต้องรับนั้น ทั้งหนักและมีความสำคัญมากกว่าจะอยู่แค่การรักษาผู้ป่วย การได้รับฟังเรื่องราวของ “พี่อุ้ย” ทำ ให้ข้าพเจ้ายิ่งตระหนักถึงบทบาทและคุณธรรมในการประกอบอาชีพทุกอาชีพว่าการ ที่เราไม่มีคุณธรรมในวิชาชีพของตนเองเพียงน้อยนิด ก็อาจส่งผลเสียอันหนักหนาแก่บุคคลอื่นเกินกว่าที่ใครจะนึกได้  อาชีพแพทย์เป็นอาชีพที่ได้รับการนับหน้าถือตาจากผู้คนในสังคมมากมาย แต่สิ่งนี้เหมือนเป็นดาบ 2 คม ข้าพเจ้าเห็นว่า เกียรติและฐานะทางสังคมที่พวกเราได้รับการยกย่องจากผู้คนได้มาพร้อมกับความ รับผิดชอบและศักดิ์ศรี การยึดมั่นถือมั่นในสิ่งเหล่านั้นได้กลายเป็นปัญหาปมใหญ่ที่ก่อให้เกิดปัญหา ระหว่างแพทย์และคนไข้ในเวลาต่อมา..”

คนที่สอง
“..ในส่วนของวันนี้ ที่มีการเชิญคุณดลพรมาบรรยาย ลองคิดเล่น ๆ ว่า ถ้าอาจารย์เป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องราว ความน่าสนใจในตัวเนื้อความจะน้อยลงทันที ไม่ใช่ว่าอาจารย์พูดไม่เก่ง ประเด็นอยู่ที่ว่า สถานะของผู้พูดอยู่ในความสนใจของนักศึกษาแพทย์ ผู้ซึ่งได้ชื่อว่าจะเป็นแพทย์ในอนาคต ทุกครั้งที่ผู้ป่วยให้เกียรติมาปรากฏตัว ไม่ว่าจะในการเรียนการสอนวิชาใด ๆ ก็ตาม พบว่านักศึกษาแพทย์ส่วนใหญ่กระตือรือร้นที่จะฟังผู้ป่วยเป็นพิเศษ เพราะนั่นหมายถึงประสบการณ์ตรงที่จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในอนาคต..”

คนที่สาม
“.. ในคาบเรียนสุดท้ายคงเป็นบทสรุปที่สมบูรณ์ที่สุดของวิชานี้ และดีที่สุดสำหรับการเป็นแพทย์ที่ดีในอนาคต เราเรียนรู้ความผิดพลาดในอดีตเพื่อป้องกันความผิดพลาดในอนาคต ทุกสิ่งที่ดิฉันเรียนรู้มาจะถูกบันทึกไว้ในหัวใจ และในอนาคตข้างหน้า ดิฉันจะเอามันออกมาดูแลคนไข้ของดิฉันด้วยความเข้าใจกัน จะไม่ยอมถูกกลืนไปตามกระแสสังคม จะรักษาอุดมการณ์และคุณค่าแห่งวิชาชีพไว้ เพื่อเป็นที่พึ่งพิงของคนไข้  และทำหน้าที่ให้ดีที่สุดในฐานะส่วนหนึ่งของสังคม..”

คนที่สี่
“.. จุดประสงค์ที่สำคัญที่สุดที่นักศึกษาแพทย์ต้องมาเรียนวิชานี้ ซึ่งก็คือความเข้าใจสังคมภายนอกโดยไม่ได้ใช้แค่เพียงมุมมองของตัวเราเองเป็น ที่ตั้ง แต่เข้าใจสังคมในมุมมองที่ผู้อื่นในสังคมมองด้วย ซึ่งผมขอยอมรับว่าก่อนที่จะได้มาฟังบรรยายของคุณดลพรนั้น ผม ก็เป็นนักศึกษาแพทย์ผู้หนึ่งที่มองผู้เสียหายทางการแพทย์เหล่านี้ว่าเป็นคน ที่เรียกร้องหมอมากเกินไป เป็นผู้ที่ทำให้วงการแพทย์เสียหาย ทำให้ความน่าเชื่อถือของหมอในมุมมองของสังคมทั่วไปเสียไป

แต่เมื่อได้พิจารณาการบรรยายอย่างถี่ถ้วนแล้ว  ทำให้ได้รู้ว่าการมองคนในแง่มุมเดียวนั้นเป็นสิ่งที่ผิดอย่างมาก ดังนั้นก่อนที่เราจะตัดสินว่าคน ๆ นั้นเป็นอย่างไร  เราควรเอาใจเขามาใส่ใจเรา มองในแง่มุมความคิดของเขา เมื่อนั้นเราจะเข้าใจที่มาที่ไปว่า เหตุผลที่เค้าทำนั้นเพราะอะไร ทำไปเพื่ออะไร ซึ่งความคิดเช่นนี้เป็นส่วนสำคัญมากๆในการเป็นแพทย์ในอนาคต ซึ่งต้องรับผิดชอบคนไข้คนหนึ่ง ซึ่งบางทีการที่เราไม่พยายามเข้าใจคนไข้เราอาจจะใช้ความคิดของตัวเองเป็นที่ตั้ง จนในที่สุดทำให้ตัดสินใจผิดพลาดอะไรบางอย่างได้ เพราะไม่ใส่ใจในรายละเอียดต่าง ๆ ของคนไข้ที่คนไข้พยายามจะบอก

ซึ่งประวัติของคนไข้นี่แหละที่เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการที่หมอหนึ่งคนจะ วินิจฉัยโรคได้ และการเข้าใจคนไข้จะทำให้เรามีความเคารพสิทธิของคนไข้มากขึ้น ซึ่งส่งผลดีในแง่ของความน่าเชื่อถือของแพทย์ ทำให้คนไข้นั้นยินดีที่จะบอกเล่ารายละเอียดของเขาและปฏิบัติตามคำแนะนำของ แพทย์มากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ยังทำให้ผมได้ตระหนักถึงความปลอดภัยของคนไข้มากขึ้น เพราะหมอนั้นกุมชีวิตของคนไข้อยู่ในมือ  การที่หมอทำผิดพลาดแม้เพียงครั้งเดียวอาจทำให้คนไข้นั้นสูญเสียไปตลอดชีวิต ทำให้ผมมีความรู้สึกว่าการเป็นแพทย์นั้น  ไม่ใช่เพียงแค่เรียนให้คะแนนผ่านไปจนได้ปริญญาเท่านั้นแต่แพทย์จำเป็นต้อง เรียนรู้ให้เชี่ยวชาญในด้านที่ตนเองรักษาจริงๆทำให้ผมมีความมุ่งมั่นที่จะ ตั้งใจเรียนมากขึ้นเพื่อผู้ป่วยที่จำเป็นต้องพึ่งพาเราในอนาคต..”

.........................

การนำผู้เสียหายไปบรรยายและเป็นกรณีศึกษา ให้กับนักศึกษาแพทย์ตามสถาบันต่าง ๆ นอกจากทำให้ผู้เสียหายรู้สึกว่าชีวิตที่เหลือยังเป็นประโยชน์ต่อสังคมแล้ว ยังทำให้เกิดความเข้าใจซึ่งกันและกันระหว่างแพทย์กับคนไข้มากขึ้น

แต่น่าเสียใจอย่างยิ่งที่เรื่องดี ๆ เช่นนี้  ถูกกีดกันจากอาจารย์แพทย์บางคนที่ไม่เข้าใจ  ฉัน ถูกล็อบบี้ไม่ให้ไปบรรยายหลายแห่ง  ทั้งที่ฉันตั้งใจดี  เพียงอยากเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดความเสียหายที่ป้องกันได้  อยากรักษาชีวิตคนไข้ไทยให้ปลอดภัย และอยากให้น้องนักศึกษาแพทย์รู้สึกสบายใจในการทำหน้าที่แพทย์ต่อไปในอนาคต

นศพ. หลายคนพูดว่าโรงเรียนแพทย์ก็ไม่ใช่ของอาจารย์ทำไมเขาเลือกที่จะเรียนรู้ไม่ ได้ อนาคตเขาก็ต้องออกไปเผชิญโลกภายนอก องค์การอนามัยโลกก็บอกว่า การเรียนรู้ที่ดีที่สุดคือการเรียนรู้จากความผิดพลาด ฉันหวังว่าสักวันหนึ่งวงการแพทย์จะเข้าใจ ให้ฉันและเพื่อนได้ทำหน้าที่เพื่อความปลอดภัยของคนไข้ต่อไป

ครั้งหนึ่ง มีนศพ.คนหนึ่งเล่าว่า ขณะที่กรรมการแพทยสภาท่านหนึ่งบรรยายได้พูดว่า "มีอะไรไม่ต้องกลัวเราช่วยกันเต็มที่" ทำ ให้น้องหัวใจพองโตว่าวิชาชีพนี้ดีมีคนคอยปกป้อง จึงขอเบอร์โทรศัพท์เอาไว้วันหนึ่งคนในครอบครัวน้องได้รับความเสียหาย ครอบครัวสูญเสียทั้งความรู้สึกทรัพย์สินเงินทองมากมาย น้องนำเบอร์โทรศัพท์ของกรรมการแพทยสภาท่านนั้นขึ้นมาดู แต่ก็ต้องหยุดคิดว่าจะโทรไปในฐานะอะไร ในเมื่อเขาประกาศว่ามีอะไรเราช่วยกันเต็มที่ ทำให้น้องเข้าใจหัวอกคนไข้มากขึ้นว่าเมื่อเกิดความเสียหาย มันยากแค่ไหนที่จะเอาเรื่องกับหมอ

ฉันไปร่วมประชุมกับองค์การอนามัยโลก โครงการความปลอดภัยของคนไข้โดยคนไข้มีสวนร่วม ( Patient For Patient Safety) เสร็จงานเขานำฉันไปบันทึกเทปโทรทัศน์เพื่อนำไปเผยแพร่  เขามีหนังสือมาให้ฉันเซนต์ยินยอมว่ายินดีให้เปิดเผยเรื่องราว  ฉันยินดีและเต็มใจ  และในเอกสารนั้นเขาเรียกฉันว่าเป็น Patient Champion แต่กลับมาบ้านเราทำไมฉันเป็น สุนัขศรีษะเน่าอยู่คนเดียว

ฉันเต็มใจและยินดีเสมอ หากชีวิตที่เหลืออยู่จะเป็นประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย
ที่ธรรมศาสตร์ เพื่อปลูกฝังจิตสาธารณะให้น้อง ๆ คิดถึงสังคมส่วนรวม
ต่างจังหวัดก็ไป
บรรยายเสร็จ เจ้าภาพทีเชิญไปท่านบอกว่าได้ผลดีมากในการปฏิบัติงานด้วยความระมัดระวังมากขึ้น
บรรยายให้ประชาชนทั่วไปฟัง เพื่อป้องกันการเกิดเหตุการณ์ซ้ำ
งานของ WHO กลับมาเมืองไทย ฉันไม่ได้มีส่วนร่วมอะไรเลย

ควันหลง..จากการต่อสู้

สามีเพิ่งกลับจากอเมริกา 
สามี                  อุ้ย..หาใบแจ้งความเอกสารหายให้หน่อย  เฮียจะเอาไปทำใบขับขี่ใหม่(เพิ่งกลับจากอเมริกา)
ลูกสองคน          ป๊า….มันนานหลายปีแล้วนะ..ป่านนี้ “หมดอายุความ” ไปแล้ว         
____

เซ้นต์นั่งแท็กซี่พาน้องไปนอนเฝ้าแม่ที่โรงพยาบาล 
เซ้นต์                แม่ครับวันนี้ผมนั่งแท็กซี่  เขาขับเร็วน่ากลัวมาก
แม่                    โชเฟอร์บางคนเราเตือนก็ไม่ฟัง  แถมยังโมโหเรากลับอีก  ต้องระวัง
เซ้นต์                แต่แม่ครับ ผมบอกเขาไปแล้วว่าพี่ครับขับช้าลงหน่อยได้มั้ยครับผมกลัว   พี่เขาหันมามองหน้าผม  แล้วเขาก็ขับช้าลงด้วย
แม่                    แล้วเซ้นต์ไม่กลัวเขาแกล้ง   แบบยิ่งเตือนยิ่งขับเร็วน่ะ
เซ้นต์                เซ้นต์ไม่กลัวครับ...มันเป็นสิทธิของเรานะแม่  เราเป็นผู้ใช้บริการ เขาก็ต้องฟังเราบ้างสิครับแม่   เซ้นต์ไม่ได้ว่าเขาในสิ่งที่ผิดสักหน่อย  อย่างมากก็ลงเปลี่ยนคันใหม่
_____

หลังแพ้คดีลูก ๆ เห็นแม่นั่งซึม   จึงชวนแม่ว่า 
หลิงหลิง            แม่ขา...เราไหว้พระ..แล้วนอนกันเถอะดึกแล้ว  พักผ่อนนะคะ
ลูก ๆ                 กราบหนึ่ง  กราบสอง   กราบสาม  (สวดมนต์) ขอให้แม่มีความสุข  ขอให้แม่ชนะคดี  ขอให้ป๊ากลับมาเร็ว ๆ ขอให้หนูเรียนหนังสือเก่ง ๆ
แม่                    กราบหนึ่ง    กราบสอง     กราบสาม   (จิตใจลอยไปไหนไม่รู้)
                        “สวัสดีค่ะ” 
หลิงหลิง            งง..ทำหน้าเลิ่กลั่ก...แม่ขาสวัสดีใครคะ
_____

วันหนึ่งหลิงหลิงกลับจากโรงเรียน
หลิงหลิง            แม่ขา..หนูเบื่อการเป็นหัวหน้าห้องแล้ว เพื่อนไม่ค่อยฟังหนูเลย
แม่                    หนูก็บอกคุณครูสิคะลูก  ขอให้คุณครูจัดให้เพื่อน ๆ ผลัดกันเป็นหัวหน้าห้องคนละ 1 อาทิตย์  เขาก็จะได้รู้ถึงหน้าที่ความรับผิดชอบ  ว่าการเป็นหัวหน้าคนมันงานหนักแค่ไหน  หนูเองก็จะได้เรียนรู้การเป็นผู้ตามบ้าง  ไม่ใช่เราจะเป็นผู้นำอยู่ตลอด
หลิงหลิง            แม่ขา..หนูสบายใจจังเลยค่ะ   แต่ก็กลุ้มใจค่ะ  เพื่อนบางคนเขาก็ทำหน้าที่ไม่ค่อยถูกต้อง
แม่                    หลิงหลิง...เราต้องทำหน้าที่เพื่อนที่ดี  เตือนเพื่อนนะคะ  ถ้าเราทำหน้าที่แล้วเขายังไม่เปลี่ยน   ทีนี้ก็เป็นหน้าที่ของคุณครูแล้วล่ะค่ะ  ยกเว้นครูจะไม่เปลี่ยนเสียเอง  ลูกศิษย์ก็จะไม่เปลี่ยนตาม  เหมือนพวกแพทยสภากับหมอนั่นแหละลูก

______

วันหนึ่ง..หลิงหลิงนั่งเท้าคาง  แม่จึงเตือนเพราะเสียบุคลิก 
แม่                    หลิงหลิงอย่านั่งเท้าคาง  โบรานเขาว่าโตขึ้นจะยากจนนะลูก
หลิงหลิง            แม่ขา...ถ้าอย่างนั้นแสดงว่าตอนเด็ก ๆ แม่ต้องนั่งเท้าคางทุกวัน   ใช่มั้ยคะ.?
แม่                    ??!!??

______

สิ่งที่สอนลูกเสมอ 
อย่า โกรธ...อย่าเกลียดหมอ ที่เขาด่าว่าแม่และครอบครัวเรา วันหนึ่งสิ่งที่แม่เรียกร้อง  จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ของวงการแพทย์ไปในทางที่ดี พวกเขาก็จะได้รับผลที่ดีด้วย มันอาจจะช้า แม่อาจจะไม่อยู่เห็น  แต่ลูกต้องรอดู การทำดีมันช้าและยาก ต้องอาศัยความอดทนอย่างมาก  โดยเฉพาะการทำดีเพื่อคนอื่น
   
ลูก ไม่ต้องเป็นคนเก่งก็ได้  แต่ต้องเป็นคนดี  เพราะทุกวันนี้แม่สู้กับคนเก่ง ๆ ทั้งนั้น คนเก่งถ้าเป็นคนไม่ดีจะสร้างความเสียหายให้ประเทศชาติบ้านเมืองได้มากกว่า
____

ครอบ ครัวเราเหลือรถยนต์เก่า ๆ อยู่ 1 คัน  สภาพทรุดโทรมพอ ๆ กับเจ้าของ  วันหนึ่งไปส่งลูกที่โรงเรียน  ลูกบอกแม่ว่าให้จอดไกลผู้คนหน่อย เมื่อถามเหตุผลลูกนั่งก้มหน้าเงียบ คาดคั้นจึงรู้ว่าลูกอายถูกเพื่อนล้อเรื่องสภาพรถของแม่ ฉันจึงสอนลูกว่า สิ่งที่จะชี้วัดคุณค่าความเป็นคนนั้นไม่ได้อยู่ที่ฐานะ คุณงามความดีต่างหากคือสิ่งสำคัญที่สุด  การที่แม่ต้องขับรถเก่า ๆ แต่แม่ไม่เคยดูถูกใคร แม่ไม่เคยโกง ไม่เคยเอาเปรียบใคร ไม่เคยทิ้งลูกไปเที่ยวเตร่ยามสามีต้องจากไปไกล แม่ไม่เคยนิ่งดูดายที่จะช่วยเหลือผู้คนที่ตกทุกข์ได้ยาก รถเก่า ๆ คันนี้ไม่ใช่หรือที่จอดรับเพื่อนลูก  คุณครู  ผู้ปกครองได้โดยสารบ่อย ๆ   แม่ขอถามว่า..ลูกมีอะไรต้องอับอาย  รุ่งขึ้นลูกบอกว่า..ให้แม่ไปจอดใกล้ ๆ ก็ได้..(ฉันยิ้มในใจ)  

คุณ ค่าของความเป็นคน  คือการที่เราตายไปแล้วจะให้คนเขาพูดถึงเราในทางไหน ต้องซื่อสัตย์สุจริต  รู้จักละอายและเกรงกลัวต่อบาป ขอให้ลูกเอาตัวรอดในสังคม  ดำเนินชีวิตแบบพอเพียงและเป็นคนดีของสังคม  อย่างสม่ำเสมอ ทำผิดแล้วต้องรู้จักขอโทษ  รับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง  และต้องมีส่วนร่วมในการปกป้องสังคม   ทุกครั้งที่มีโอกาส

เท่านี้แม่ก็นอนตายตาหลับแล้ว

ฉันคือ..แบล็คลิสต์วงการแพทย์!

เหตุการณ์ที่ 1
ปลาย ปี 47 ฉันป่วยเป็นเนื้องอกในมดลูก หมอคนแรกบอกว่าเป็นโรคกระเพาะ แจ้งหมอว่ามีก้อนอยู่ในท้องน้อย หมอบอกคิดมากให้ยามากิน  ยิ่งกินยิ่งปวด  ไปหาหมอคนที่เอกซ์เรย์ดูบอกว่ามีร่องรอยนิ่วแต่หลุดแล้วได้ยามากิน   สามวันต่อมาปวดจนแทบขาดใจล้มลงกับพื้น  จึงไปหาคุณหมอเทพที่ปรึกษาเครือข่ายฯ  ท่านคลำดูมีก้อนจึงทำใบส่งตัวไปรพ.เอกชนแห่งหนึ่ง หมอสูติฯ คนหนึ่งบอกว่า “ผมไม่รู้จักหมอคนนี้ (ชื่อคุณหมอเทพในใบส่งตัว) ทำไมต้องมาหาผม” ฉันรู้สึกไม่ดีแต่ก็เฉยเสีย  สุดท้ายส่องกล้องตรวจดูพบก้อนเนื้ออยู่ในถุงน้ำในรังไข่บิดตัวต้องผ่าด่วน   หมอบอกว่า”ไปผ่าที่อื่นก็ได้นะ” ฉันขอร้องให้หมอท่านนี้ผ่าตัดให้ 

เซ้นต์ ขวัญเสีย ฉันปลอบว่าลูกต้องเข้มแข็งแล้วนะ  ถ้าแม่ไม่ฟื้นให้ดูแลน้องให้ดีจนกว่าป๊าจะกลับ  ผ่าตัดสามทุ่มเสร็จราว ๆ ตีหนึ่ง  คุณหมอเทพอุตส่าห์มาช่วยดูด้วย  ตัดมดลูก ปีก รังไข่  ไส้ติ่ง  และเลาะพังผืดถือเป็นการผ่าตัดใหญ่ทางหน้าท้อง

พักฟื้นในโรง พยาบาล 5 วัน ไม่มีหมอมาดูแม้แต่คนเดียว  แม้แต่หมอที่ผ่าตัด ถามลูกว่าตอนแม่หลับมีหมอมาหรือเปล่า  ลูกบอกว่าไม่มีเลย  เขาสองคนเสียใจมากที่หมอไม่มาดูแม่  หมอเวรก็ไม่มีมาสักคน พยาบาลเอายามาให้ตามที่หมอสั่งทางโทรศัพท์

เซ้นต์กลับไปรับ น้องมานอนเฝ้าแม่ด้วยกัน  ทั้งคู่คอยป้อนข้าวป้อนน้ำเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้แม่  แผลติดเชื้อปวดมากฉันมีไข้สูงจนเพ้อตัวสั่นฟันกระทบกึก ๆ บอกให้พยาบาลโทรเรียกหมอ หมอก็ไม่มา  ลูก ๆ กลัวฉันตายเพราะได้ยินฉันพูดบ่อยว่า การติดเชื้อทางกระแสเลือดอาจทำให้ตายได้  จึงโทรไปขอให้คุณหมอเทพมาดูให้

ฉัน นอนร้องไห้ทุกวัน  เสียใจว่าทำไมคุณหมอไม่รู้จักแยกแยะ  ฉันไม่เคยโกรธคุณหมอเลย  แต่เป็นความเสียใจว่านี่หรือคือบทเรียนของคนที่ฟ้องหมอลุกขึ้นมาสู้เพื่อขอ ความเป็นธรรมให้ลูก..ให้สังคมต้องได้รับ

ครบ 5 วันฉันขอกลับบ้าน อออกจากโรงพยาบาลแล้ว ฉันกลับไปตรวจตามนัด ณหมอเบี้ยวฉันถึง 3 ครั้ง ต่อให้โง่ หรือแกล้งโง่แค่ไหนก็รู้ว่าหมอหนีหน้า ไม่อยากรักษาแล้ว ผลตรวจชิ้นเนื้อที่ส่งไปตรวจที่โรงเรียนแพทย์ก็ทำให้ไม่ครบ  ฉันเลยทำใจตายเป็นตายไม่ต้องตรวจมันแล้ว   ชาตินี้ถ้าไม่มีหมอรักษา ก็จะขอกินยาหม้อจนตาย 

เหตุการณ์ที่ 2
หลิง หลิงเล่นทราย  ไม่นานนักเนื้อตัวเป็นรอยจ้ำ ๆ ฉันพาไปหาหมอร.พ.เอกชนแห่งหนึ่ง  พอจะดูออกว่าอาจารย์หมอท่านนั้นจำครอบครัวฉันได้   ถามว่าเป็นมานานแค่ไหน  แล้วสั่งเจาะเลือดตรวจละเอียด  วันนั้นฉันต้องกลับไปยืมเงินเพื่อนบ้านมาจ่ายค่ายาและค่ารักษาหลายพันบาท

หลาย วันผ่านไปอาการไม่ดีขึ้นเป็นมากกว่าเดิม  กลับไปหาหมอคนเดิมแต่ท่านไปต่างประเทศ   จึงหาหมอท่านอื่นหมอคนที่สองนี้จำฉันได้ ท่านบอกว่าเห็นใจเรื่องที่เกิดกับครอบครัว  ซักประวัติแล้วบอกว่าหลิงหลิงไม่ได้เป็นอะไรที่น่ากลัว  เกิดจากการเล่นทรายอาจมีพยาธิไชเข้ากระแสเลือด ได้ให้ไปซื้อยาถ่ายพยาธิที่ร้านขายยาให้ลูกกินจะได้ไม่สิ้นเปลืองค่าใช้ จ่าย  หากซื้อยาของโรงพยาบาลจะแพง   “ขอบคุณที่ยังมีหมอดี ๆ เสียดายจำชื่อท่านไม่ได้  เพราะมัวแต่ตื้นตันใจที่มีหมอเห็นใจครอบครัวเรา”

เหตุการณ์ที่ 3 
อา ม่าแม่ของสามีปวดท้องเป็นนิ่วในถุงน้ำดี  ฉันกับสามี(เพิ่งไปออกรายการ ”ถึงลูกถึงคน” ได้สองวัน) พาส่งร.พ.เอกชนแห่งหนึ่ง  หมอท่านนั้นจำเราได้เมื่อตรวจอาม่าแล้วก็สั่งยาแก้ปวดแล้วให้กลับบ้าน   อาม่าร้องโอดโอยปวดตลอดเวลา  สามีขอร้องว่าให้รับตัวอาม่าไว้นอนโรงพยาบาลเพื่อดูอาการ  แต่หมอก็บอกว่าให้ไปโรงพยาบาลอื่นเถอะตอนนี้ไม่มีหมอเฉพาะทาง  สามีต้องเรียกน้องชายให้พาไปอีกโรงพยาบาล  ซึ่งต้องนำอาม่าเข้าห้องผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดีทันที

เหตุการณ์ที่ 4 
สามี ขับรถไปทำงาน  เกิดวูบจึงจอดรถข้างทาง  คุณหมอเทพช่วยพาส่งโรงพยาบาล ฉันกับลูกรีบตามไป  เห็นสามีนอนพักหน้าซีด  หมอในห้องฉุกเฉินมีมากมาย  แต่กลับไม่มีหมอมาคุยกับฉันแม้แต่คนเดียว  ถามคนไหนก็บอกว่าไม่ได้เป็นคนตรวจ  สุดท้ายมีพยาบาลเดินมาบอกว่าถ้ารู้สึกดีขึ้นให้กลับบ้านได้  ไม่มีใครมาอธิบายว่าเขาเป็นอะไร  ทำไมถึงให้กลับบ้าน  ต้องตรวจอะไรต่อไป  ต้องรักษาอะไรอีก  สามีบอกว่าอย่าไปรบกวนเขาเลย  พาเฮียกลับบ้าน  กลับไปตั้งหลักที่บ้าน

เหตุการณ์ที่ 5 
ฟัน หน้าของเซ้นต์ยื่น  เพื่อนบ้านแนะนำให้ไปหาหมอฟันที่คลีนิกทันสมัยเครื่องมือพร้อม  ว่าจะจัดฟันได้หรือไม่ หลังจากตรวจและวางแผนการจัดฟันแล้ว หมอหายไปพักใหญ่ แล้วมอบฟิล์มเอกซ์เรย์ แบบฟัน  สำเนาเวชระเบียนให้  บอกว่าอุปกรณ์เครื่องมือที่คลินิกไม่พร้อมให้ไปที่อื่น ทั้งที่เพื่อนบ้านก็จัดฟันที่นี่หลายคน

เหตุการณ์ที่ 6 
ฉัน พาน้องเซ้นต์ไปรักษาโรคผิวหนังในห้างสรรพสินค้า  วันแรกตรวจเสร็จได้ยามาทา   ครั้งที่สองพบหมออีกท่านตรวจเสร็จสั่งยา  พร้อมกับให้เจ้าหน้าที่ถ่ายสำเนาเวชระเบียน  แล้วบอกว่าไปรักษาที่อื่นได้  ฉันงงว่าไม่เคยแจ้งหมอว่าจะไปรักษาที่อื่น  แทบไม่ได้คุยกับหมอด้วยซ้ำ ฉันรู้สึกเสียใจแต่ก็ไม่อยากคิดว่าหมอจะผลักไสเรา  จึงถามคนไข้อื่น ๆ ปรากฏว่าเขาทำแบบนี้กับฉันคนเดียวทั้งที่คนไข้แน่นคลีนิก

เหตุการณ์ที่ 7
บ้าน ทรุดโทรม  สามีให้ฉันติดต่อช่างมาตีราคา  นัดเวลาลงมือซ่อมเรียบร้อย  เขาไปเห็นรายชื่อจำเลยที่ฉันแปะไว้ข้างฝาบ้าน เขาบอกว่ามีน้องเป็นหมอ  แล้วเขาก็หายหน้าไปเลย

ครอบครัวเราตกที่นั่งลำบากทุกวันนี้จะ กิน  จะนั่ง  จะยืน  จะเดิน  ต้องระมัดระวังหวาดระแวงไปหมด  ห่วงว่าเจ็บป่วยขึ้นมา ต้องนั่งช้ำใจกับการถูกหมอไม่อยากรักษา  ทำให้รู้สึกว่าสิทธิของคนในครอบครัวถูกละเมิดอย่างแรง  แต่ก็ไม่อยากก่อศึกหลายด้าน  นี่คือความขมขื่นของครอบครัว “ล้อเสริมวัฒนา”

เพื่อความสบายใจ  ทุกคนในครอบครัวยอมเปลี่ยนชื่อ แต่วันหนึ่งเมื่อพาลูกไปหาหมอ  เขียนชื่อใหม่แต่หมอมองหน้าแล้วถามว่า “คุณไม่ได้ชื่อนี้..ชื่อดลพรไม่ใช่หรือ”

ฉันยอมรับในชะตากรรม  จึงตั้งจิตอธิษฐานว่า
“ชีวิต นี้..หากการต่อสู้เพื่อลูก เพื่อสังคมโดยไม่เคยหวังสิ่งใดตอบแทนนั้น เป็นการกระทำที่ถูกต้องก็ขอให้ฉันและครอบครัวมีสุขภาพดี  แต่หากเมื่อถึงเวลาจะต้อง “หมดอายุขัย”  ก็ขอให้กุศลผลบุญนั้นได้ช่วยให้ฉันกับญาติพี่น้อง ไปอย่างสงบ โดยไม่ต้องพึ่งหมอ”

6 มกราคม 2549
คำ อธิษฐานเป็นจริง พ่อของฉันอยู่เชียงราย กับแม่ของสามีอยู่กรุงเทพฯ  อายุ 71 ปีเท่ากัน ได้เสียชีวิตอย่างสงบ ในเช้าตรู่ของวันเดียวกัน เวลาไล่เลี่ยกัน  ท่ามกลางงุนงงของญาติพี่น้องและคนที่รู้จักเป็นอย่างยิ่ง  จะโดยบังเอิญหรือไม่..ฉันเท่านั้นที่รู้...

“ขอบคุณสวรรค์ที่ได้ยินคำอธิษฐาน..ของคนที่หมอเกลียดอย่างฉัน”

ชีวิตฉันมักเจออะไร 2 เด้งเสมอ

วันนี้..ครอบครัวถูกหมอต่อต้านอย่างนี้ “แล้วใครจะผ่าตัดให้ลูก” ลูกยิ่งโตยิ่งใกล้เวลาผ่าตัดใส่ข้อสะโพกเทียม  ภาพความกลัว เจ็บปวด ทุกข์ทรมาน มันยังฝังอยู่ในใจไม่เคยลืม  ไม่อยากให้เกิดขึ้นอีก

ขอให้มีปาฏิหาริย์ช่วยให้เซ้นต์หายโดยไม่ต้องพึ่งหมอ 
ก่อนที่ฉันจะแก่และไม่มีแรงสู้เพื่อเขาอีกต่อไป 


ถ่ายรูปกับพ่อครั้งสุดท้าย
สู่สุขคติค่ะพ่อ..เช้าตรู่ของวันที่ 6 ม.ค.49
สู่สุขคติค่ะอาม่า..เช้าตรู่ของวันที่ 6 ม.ค.49
เซ้นต์บวชหน้าไฟให้คุณตา เสร็จงานคุณตาที่เชียงราย..ต้องรีบกลับมางานของอาม่าที่กรุงเทพฯ

มวยวัด..สู้กับแชมป์โลก (ตอนที่ 4 ดับเครื่องชน)

เมื่อน้องเซ้นต์อายุได้ 17 ปี มีอาการปวดหลังร้าวลงไปที่ขาอย่างรุนแรง หลายครั้งไม่สามารถนอนหลับลงได้ ผลการตรวจเอกซ์เรย์คอมพิวเตอร์เมื่อ 14 มิ.ย. 51 มีความเสียหายใหม่ เกิดขึ้นต่อเนื่องจากความเสียหายเดิม “กระดูกสันหลังเคลื่อน โพรงกระดูกสันหลังตีบแคบ หมอนรองกระดูกเคลื่อนกดทับไขสันหลังและเส้นประสาท”

วัน ที่พาลูกไปทำ MRI ที่ศูนย์เอกซ์เรย์คอมพิวเตอร์แห่งหนึ่ง  เราสี่คนพ่อแม่ลูกต้องรอนานเกือบ 13 ชั่วโมง เนื่องจากเขาไม่ยอมอ่านผลให้  (เรื่องคงถึงรพ.พญาไท 1) เขาคงคิดว่าฉันจะนำผลเอกซ์เรย์ไปฟ้องตามกฎหมายใหม่  เขาอ้างคนอ่านผลไม่อยู่  ทั้งที่นัดล่วงหน้าและศูนย์ยืนยันว่ามีหมอด้านนี้อ่านผลให้  เราไม่กลับบ้านอดทนรอ กลางดึกถึงได้ฟิล์มพร้อมผล ค่าเอกซ์เรย์ 36,000 บาท

ปี 2551 ประเทศไทยมีกฎหมายใหม่ “พรบ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551” มาตรา 13 บัญญัติว่า “ในกรณีที่ความเสียหายเกิดขึ้นต่อชีวิต ร่างกาย สุขภาพ หรืออนามัย...เป็นกรณีที่ต้องใช้เวลาใการแสดงอาการ ผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้บริโภค ต้องใช้สิทธิเรียกร้องภายในสามปีนับแต่วันที่รู้ถึงความเสียหาย ....”

แน่นอนที่สุด
19 พ.ค. 52
ฉัน กับลูกยื่น ฟ้องรพ.พญาไท 1 เป็นคดีผู้บริโภค ตามกฎหมายใหม่ ทางรพ.พญาไท 1 ไม่ประสงค์เจรจาไกล่เกลี่ย และต่อสู้โดยยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาด  ว่าเป็นคดี "ฟ้องซ้ำและหมดอายุความ"  เป็นไปตามคาด 28 ก.ค. 52  ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องว่า “ฟ้องซ้ำและหมดอายุความ” ฉันยื่นอุทธรณ์ ไม่รู้ว่าจะต้องสู้ไปจนแก่คาศาลหรือเปล่า

“มีนาคม”  เดือนเกิดน้องเซ้นต์ ถึงเดือนนี้ทีไร...ฉันต้องน้ำตาตกใน  19 ปีผ่านไป ปีแล้วปีเล่า..กับการตั้งตารอคอยความเป็นธรรม  ไม่มีวี่แวว  ไม่มีใครรู้ว่า...ต้องรอจนสิ้นลมหรือไม่กับคำว่า...ยุติ..ธรรม

โบราณว่า  ”กินขี้ดีกว่าขึ้นศาล“ ได้ยินคำนี้ทีไร..ฉันอยากกระอักออกมาเป็นเลือด ”ความอยุติธรรม” ไม่เกิดกับใครก็ยากจะเข้าใจ

ชาติ นี้เกิดมาเป็นมนุษย์ ไม่เคยคิดเลยว่าจะทุกข์ได้ขนาดนี้  ลูกไม่ได้ทำให้ทุกข์ แต่เป็นทุกข์ที่เกิดจากน้ำมือของรพ.พญาไท 1 และแพทยสภา นับเป็นเรื่องสาหัสสำหรับผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ลูกชาวไร่ชาวนา เส้นสายไม่มี นามสกุลก็ไม่ใหญ่โต เฝ้าอดทนต่อสู้เรียกร้องหาความเป็นธรรม ให้กับลูกตามสำนึกหน้าที่ของคนเป็นแม่มาโดยตลอด  ใช้เวลาต่อสู้ที่ยาวนานล่าช้า และยากลำบากเพราะ   ระบบอำนาจอุปถัมภ์ที่มีอยู่จริงในบ้านเมืองเรา..เป็นอุปสรรค

รพ. พญาไท 1 และแพทยสภาต่างรู้ดีว่า ได้ทำผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง แต่กลับอาศัยความเหนือกว่าทุกด้านนิ่งเฉย  ไม่เคยรับว่าตัวเองทำผิดพลาดไป แล้วเอ่ยคำขอโทษ  ปลอบโยน  ให้กำลังใจ หรือการแสดงน้ำใจใด ๆ เจ้าของเป็นนักการเมืองใหญ่  จนถึงใหญ่ที่สุด  มีอิทธิพล  มีเงินจ้างทนายดี ๆ เป็นถึงอดีตผู้พิพากษา

ฉันต้องเถียง เรื่องการแพทย์กับหมอที่หัวหมอยังไม่พอ ยังต้องสู้กับอิทธิพลของแพทยสภาทั้งคณะ กลุ่มอาจารย์หมอที่สังคมยกย่องนับถือให้เกียรติ หลายคนล้วนแต่เป็นใหญ่เป็นโตในบ้านในเมือง  ใครก็ทำอะไรพวกเขาไม่ได้  แต่คนกระจอกอย่างฉันไม่เคยให้ความสำคัญ เพราะคนที่กล้าทำสิ่งไม่ถูกต้องในบ้านในเมืองนั้น  ส่วนมากก็เป็นใหญ่เป็นโตแทบทั้งสิ้น จึงไม่มีค่าอะไรที่ต้องไปกลัวเกรง

ฉัน ไปทางไหนเจอแต่ทางตัน ขึ้นศาลก็ต้องไปร้องอธิบดีศาลว่าศาลไม่ยุติธรรม   เชิญหมอเป็นปีก็ไม่มีหมอมาเป็นพยานในศาลให้ ร้องแพทยสภาก็เจอเจ้าของโรงพยาบาลเป็นรมว.สธ. เป็นสภานายกพิเศษ เจอกรรมการแพทยสภาเป็นเพื่อนสนิทกับผอ.โรงพยาบาล เจอศาลมีลูกเป็นหมอ แถมยังมีเรื่องไม่ชอบมาพากล จนต้องไปฟ้องแพทยสภาต่อศาลว่าปฎิบัติหน้าที่มิชอบ

เหมือนมด สู้กับช้างเป็นโขลง ร้องไปหน่วยงานไหนก็เงียบ บางหน่วยงานพอช่วยได้แต่ก็ไม่มีอำนาจ ไปถือป้ายท้าที่หน้าแพทยสภาและหน้ารพ.พญาไท 1 ก็ไม่มีใครยอมออกมาชี้แจง  ชวนไปโต้กันออกทีวีก็ไม่มีใครไป  ร้องเรียนต่อสำนักประธานศาลฎีกา  คนรับเรื่องก็นามสกุลเดียวกันกับกรรมการแพทยสภาชุดที่ฉันฟ้องเขาอีก ไปทางไหน..เจอแต่ทางตัน  โยนก้อนหินถามทาง..เจอแต่ตอ

ฉันกลาย เป็นตัวตลกของสังคม กลายเป็นคนโง่ แปลก บ้า เล่นไม่เลิก  บังอาจมีเรื่องกับหมอ สู้จนหมดตัว บ้านก็ถูกยึดเกือบไม่มีที่ซุกหัวนอน  ครอบครัวเหมือนแพแตก เกือบล่มสลาย หมดสิ้นเกือบทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต ไม่เหลือเลย..แม้กระทั่งศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ 

บางกระบวนการที่หวังจะพึ่งพา...แต่กลับล่าช้าและขาดจิตวิญญาณของความยุติธรรม เหยียบย่ำซ้ำเติมความทุกข์ให้หนักขึ้นไปอีก

จะ เปรียบไปแล้วฉันคือมวยวัด โรงพยาบาลกับแพทยสภาคือแชมป์โลก เขามีทุกอย่างอยู่ในมือ อำนาจเงิน อำนาจรัฐ อำนาจกฎหมาย อำนาจความรู้   ฉันแทบไม่มีอะไรเลย มีแต่ชีวิตกับใจเป็นต้นทุน  ชกก็ผิด ๆ ถูก ๆ โดนเขาไล่อัดจนน่วม  แถมมีพรรคพวกคอยเหยียบ คอยกระทืบซ้ำนอกสังเวียนอีก..อย่างไร้เมตตาธรรม

น่า สลดหดหู่ใจเป็นอย่างยิ่ง กับการได้เกิดมาเป็นมนุษย์คนไทยคนหนึ่ง   แต่...เรียกร้องหาคุณค่าความเป็นคนไทย  แทบไม่ได้เลยทุกวิถีทาง แต่ฉันเชื่อเหลือเกินว่า “ภายใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร” ฉันเป็นคนดีของสังคม  สักวันหนึ่งต้องได้เห็น...”ความยุติธรรม”

ฉัน ไม่รู้ว่าตัวเองโง่หรือบ้า  ที่ดันทุรังทำในสิ่งที่เป็นไปแทบไม่ได้  ชีวิตพลิกไปพลิกมา  บางคนบอกว่าเลิกได้แล้ว  จะเอาอะไรอีก  ทำมาหากินเถอะ  เรื่องตัวเองก็หนักพอแล้ว ทำไมต้องไปแบกเรื่องชาวบ้านอีก ไม่มีเรื่องสนุกแม้แต่เรื่องเดียว  มีคำถามมากมายว่า  อยากดังหรือไง  อยากเล่นการเมืองหรือเปล่า  หรือมีคนยุยงให้สู้...พวกเขาคิดผิด

“ฉัน เกลียด..ความอยุติธรรม  มากพอที่จะไม่ต้องมีใครมายุให้สู้”

ฉัน จึงไม่ยอมถอยให้กับความไม่ถูกต้อง จนทุกวันนี้ถือว่าเป็นหน้าที่ ที่จะต้องทำเพื่อสังคมส่วนรวม  มากกว่าเรื่องลูกซึ่งเป็นเรื่องส่วนตัว

การ นอนอยู่กับปัญหา..นานกว่า 19 ปี  ไม่ใช่ 19 วัน..หรือ 19 เดือน  กาลเวลา..ทำให้ฉันแกร่ง ฉลาดขึ้นบ้าง..ในสิ่งที่ไม่เคยรู้ ถูกหมอบางคนสบประมาทว่าเป็น“นางมารร้าย..นางปีศาจร้ายวงการแพทย์” “นางควายตัวเมีย..โง่แล้วอวดฉลาด”  ฉันไม่เคยโกรธ...แต่..สาบานว่าจะใช้ความเจ็บปวดของชีวิต สร้างสรรค์สิ่งที่ดีให้กับสังคม จะไม่มีวันยอมแพ้ต่อโชคชะตา จะต้องไม่มีใครถูกกระทำทารุณทางจิตใจเหมือนครอบครัวฉันอีก

"ฉันอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงของวงการแพทย์ไทย
จึงทำให้ต้องยืนหยัด..ทั้งอด..ทั้งทน
 อยากบ้าก็บ้าไม่ได้..อยากเลิกก็เลิกไม่ได้”

เพราะ หากวันนี้ฉันถอยไม่สู้ ไม่มีใครกล้าสู้ สังคมเราก็จะแพ้กันไปเรื่อย  กลัวกันไปหมด แล้วอีกหน่อยลูกหลานเราจะอยู่กันอย่างไร ก็คงถูกเอาเปรียบ ถูกกดขี่ข่มเหงกันต่อไปอีกไม่มีที่สิ้นสุด

ฉันรู้ดีว่าสู้ไปก็คงไม่ชนะแต่ก็ขอให้ได้สู้อย่างเต็มกำลัง..จะได้ไม่เสียชาติเกิด
แม้จะเป็นแค่ไม้ซีก..ฉันก็จะของัดกับไม้ซุง
แม้คนรังแกจะวิ่งหลบอยู่หลังกำแพงหนา ฉันก็จะขอ..ดับเครื่องชนกำแพง
แม้จะมองไม่เห็นฝั่ง..ก็จะว่าย..จนกว่าจะหมดแรง

ขออย่างเดียว....ขอให้สู้กันในเกม...
แบบลูกผู้ชายอกสามศอก....อย่าเล่นสกปรก...
โกงฉันอีกก็แล้วกัน

ไม่ว่าจะฟ้องรพ.พญาไท 1 หรือฟ้องแพทยสภา ฉันไม่เคยได้รับโอกาสพิสูจน์ข้อเท็จจริง สักคดี
ตราบใดที่แม่ยังมีลมหายใจ..แม่จะทวงถามให้ลูกเอง
ปี หน้าลูกอายุ 20 ปี จะต้องผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม ข้อเหล็กธรรมดาของบัตรทองใช้ไม่ได้กับคนเคยติดเชื้อในกระดูก ต้องใช้ข้อไทเทเนียม หรือเซรามิก ซึ่งราคาสูงมาก

มวยวัด..สู้กับแชมป์โลก (ตอนที่ 3 แพทยสภาที่รัก)

เรื่องนี้เป็น “Mission impossible” ภาระกิจที่เป็นไปไม่ได้
11 ก.พ.46 ฉันฟ้องแพทยสภาทั้งคณะ (วาระปีพ.ศ.2538–2539) เป็นคดีอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ข้อหาละเว้นและปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ ต่อศาลจังหวัดนนทบุรี

แพทยสภาคณะนี้มี 32 ท่าน บางท่านมีญาติถือหุ้นรพ.พญาไท 1 บางท่านเป็นนายกแพทยสภาคนปัจจุบัน   หลายท่านมีตำแหน่งหน้าที่ใหญ่โตในบ้านเมือง หลายท่านกลับมาเป็นกรรมการแพทยสภากันใหม่ หลังจากที่ฉันขอรื้อคดีใหม่ในปี 45 ถ้าจะเปรียบไปแล้วฉันคือมด..อาจหาญไปสู้กับกับช้างเป็นโขลง ท่านนึกภาพเอาก็แล้วกันว่า..ฉันจะตกอยู่ในสภาพไหน

ผลของคดี (ใช้เวลา 6 ปี)
ศาลชั้นต้น, อุทธรณ์ และศาลฎีกาพิพากษาไม่รับฟ้อง
“.. แม้จะเป็นความจริงว่าเป็นการช่วยเหลือแแพทย์ผู้ถูกร้องไม่ให้ถูกลงโทษ ก็มิได้ก่อให้เกิดความเสียหาย หรือกระทบกระเทือนสิทธิ์ในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนโดยตรงแต่ประการใด โจทก์ทั้งสองไม่ใช่ผู้เสียหาย ไม่มีอำนาจฟ้องแพทยสภาทั้ง 33 คน”

นั่นหมายความว่า ฉันต้องไปแจ้งความให้ตำรวจทำสำนวนส่งอัยการ   อัยการสั่งฟ้อง  ฉันใช้เวลากับคดีนี้ตั้ง 6 ปี เพียงเพื่อฟังคำว่า ไม่มีอำนาจฟ้อง  หากฉันเดินเรื่องใหม่ฉันจะต้องสู้ไปอีกกี่ปี

ฉันจึงเลือกไม่ดำเนินคดีอาญาต่ออีก เนื่องจากคณะกรรมการสิทธิฯ มีมติแล้วว่า แพทยสภาผิด  สังคมรับรู้แล้วว่าแพทยสภาผิด ฉันไม่ประสงค์จะให้ใครติดคุก เพียงแค่ต้องการปรามไม่ให้แพทยสภาทำกับคนอื่นในสังคมอีก 

แต่กลับเป็นเหตุให้แพทยสภานำคดีนี้เป็นบรรทัดฐาน ต่อสู้กับผู้เสียหายที่ฟ้องแพทยสภาเป็นคดีอาญา แทบทุกคดี

พฤษภกาสร                  อีกกุญชรอันปลดปลง
โททนต์เสน่งคง             สำคัญหมายในกายมี
นรชาติวางวาย               มลายสิ้นทั้งอินทรี
สถิตทั่วแต่ชั่วดี              ประดับไว้ในโลกา
ความดีก็ปรากฎ             กิติยศฤาชา
ความชั่วก็นินทา             ทรยศยินขจร....!

1.  ฉันร้องเรียนหมอ 3 คน แพทยสภาสอบสวนแค่สองคน ละเว้นไม่สอบสวนน.พ.สุรพงศ์ อำพันวงษ์ ผอ.รพ.พญาไท 1

2. แพทยสภาดองเรื่องนานเกือบ 3 ปี ตามแล้วตามอีกก็เงียบเป็นเป่าสาก พอฉันฟ้องรพ.พญาไท 1 ตามคำท้า  แพทยสภารีบมีมติว่า “คดีไม่มีมูล”โดยไม่เคยเรียกฉันไปชี้แจง ฉันโต้แย้งว่าฟังความข้างเดียว ก็อ้างข้อกฎหมายว่า ไม่เรียกก็ได้หากมีข้อมูลเพียงพอ คนเซ็นจดหมายคือ พ.ญ.ประสบศรี อึ้งถาวร ที่นั่งเป็นพิธีกรายการทีวีคู่กับน.พ.สุรพงศ์ อำพันวงษ์ ผอ.รพ.พญาไท 1

4. หมอสูติและหมอเด็ก ทำรายงานเท็จ โกหกว่าก้อนที่เกิดจากรอยเครื่องดูดเป็นก้อนเนื้อที่ติดตัวมา ไม่รายงานเรื่องน้องเซ้นต์มีไข้, เม็ดเลือดขาวสูงผิดปกติ, แขนขาอ่อนแรง,  น้ำหนักลด, สะดือแฉะมีหนอง, ร้องกวน  ที่ขัดต่อความเป็นจริงในเวชระเบียน  แพทยสภาที่ประกอบไปด้วยผู้เชี่ยวชาญ  ต่างทำเป็นมองไม่เห็นและเชื่อรายงานเท็จนั้น

5. สำเนาเวชระเบียนที่โรงพยาบาลส่งให้แพทยสภา ไม่ได้รับรองสำเนาแม้แต่แผ่นเดียว   พรบ.วิชาชีพเวชกรรมบอกว่าต้องให้รับรอง สำเนา  ถึงจะเป็นเอกสารที่น่าเชื่อถือ

6. แพทยสภามีจดหมายขอความเห็น ไปยังผู้ที่เกี่ยวข้อง ชมรม-สมาคมและผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงสมาคมออร์โธปิดิกส์แห่งประเทศไทย ที่ประกอบไปด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านโรคกระดูก  ในรายงานการประชุมของแพทยสภามีจดหมายตอบกลับครบถ้วน  ยกเว้นคำชี้แจงของสมาคมออร์โธปิดิกส์แห่งประเทศไทย ซึ่งน่าจะเป็นความเห็นที่สำคัญที่สุด  ฉันสงสัยว่าความเห็นดังกล่าวหายไปไหน

7.  ชมรมเวชปฏิบัติทารกแรกเกิด  ชี้แจงว่า “อาการ ผิดปกติของเด็ก มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่ข้อสะโพกข้างซ้าย ซึ่งผ่านมาทางกระแสเลือด แล้วไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมในระยะแรก อาการผิดปกติจึงมีมากขึ้น”

แต่แพทยสภาไม่หยิบยก เรื่องสำคัญนี้ขึ้นพิจารณา แล้วจะขอความเห็นไปทำไม ภายหลังฉันเอาหมายศาลไปขอให้ทางชมรมฯ ช่วยไปเบิกความที่ศาลตามที่ชี้แจงต่อแพทยสภา  ไม่ได้ขอให้เบิกความเข้าข้างฉัน  เขาก็พร้อมใจหลบหน้ากันหมดไม่รับหมายศาล ให้ฉันนั่งรอหลายชั่วโมง

8.  ปี 45 ฉันขอให้แพทยสภารื้อคดีสอบสวนใหม่   เนื่องจากมีข้อมูลใหม่  แต่คณะกรรมการที่มาสอบสวนข้าพเจ้าเพื่อหาข้อมูลใหม่คือน.พ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา – จำเลยของฉัน และน.พ.พงษ์ศักดิ์ วัฒนา – สามีของพ.ญ.เทวี วัฒนา – จำเลยของฉัน แล้วจะได้ข้อมูลใหม่ได้อย่างไร การสอบสวนทำแบบขอไปที  มีเพื่อนของฉันที่ท่าทางฉลาดมากคนหนึ่ง ถูกกันไม่ให้เข้าไปฟังในห้องด้วยโดยไม่มีเหตุผล

9. ในการประชุมปี 2545  มีกรรมการ 2 ท่าน
-   น.พ.วิชัย โชควิวัฒน อดีตเลขาธิการแพทยสภา คณะกรรมการแพทยสภา 9 สมัย 18 ปีติดต่อกัน
-   น.พ.ปิยะ เนตรวิเชียร อุปนายกแพทยสภา- ประธานชมรมโรคกระดูกเด็กแห่งประเทศไทย
ให้ ความเห็นว่าแพทยสภาตัดสินพลาด มีความผิดพลาดเรื่องการวินิจฉัยล่าช้า และขอให้รื้อคดีสอบสวนใหม่ แต่แพทยสภาไม่ยอมรื้อคดีให้ แถมยังมีกรรมการแพทยสภาบางคนที่ทำงานร่วมกับภรรยาจำเลยของฉัน   เสนอให้ลบรายงานการประชุม ในส่วนที่เป็นความเห็นของน.พ.วิชัยกับน.พ.ปิยะ ทิ้งเสีย 

10.ฉันร้องขอเอกสารรายงานการประชุมแพทยสภา ในส่วนที่เกี่ยวกับคดีหลายครั้ง  แพทยสภาไม่ให้  ฉันร้องเรียนต่อรัฐมนตรีฯ และใช้สิทธิตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร  เขายอมให้  แต่ไม่ครบ แถมยังลบส่วนที่เป็นความเห็นของ นพ.วิชัยและนพ.ปิยะทิ้งเสีย  นพ.ประมวล วีรุตมเสน เลขาธิการแพทยสภาไม่ยอมเซ็นรับรองสำเนาให้  ฉันไปตามหลายครั้ง  สุดท้ายฉันต้องร้องไห้ก้มลงไปกราบเท้าหมอประมวล  ท่านถึงยอมเซ็นให้

การ ต่อสู้กับคนที่มีอำนาจเหนือกว่าทุกด้านนั้น  หลายครั้งฉันรู้สึกว่า เหมือนคนว่ายน้ำอยู่กลางมหาสมุทร  มองอย่างไรก็ไม่เห็นฝั่ง ได้แต่ปลอบใจตัวเองอยู่เสมอว่า  

 “คุณค่าของมัน...อยู่ที่การได้สู้อย่างเต็มกำลังแล้วต่างหาก” 

ไม่เป็นไร กก.สิทธิ์ฯ มีมติแล้วว่า "แพทยสภาตัดสินผิด"
วันแรกที่ไปยื่นฟ้อง มีนักข่าวไปทำข่าวฉบับเดียวคือคมชัดลึก โดดเดี่ยวมาก
ทำไมเราไม่ใช่ผู้เสียหาย ก็เราคือผู้เสียหาย

มวยวัด..สู้กับแชมป์โลก (ตอนที่ 2 ถูกฟ้องกลับ 100 ล้าน)

เมื่อใช้กฎหมายไม่ได้ผล ด้วยความคับแค้นใจ  ฉันจึงไปยืนประท้วงที่หน้ารพ.พญาไท 1 และที่แพทยสภา พร้อมให้สัมภาษณ์สื่อทั้งวิทยุ,หนังสือพิมพ์และโทรทัศน์

รพ.พญาไท 1 ฟ้องฉัน 2 คดี ทั้งแพ่งและอาญา ข้อหาละเมิดและหมิ่นประมาทเรียกค่าเสียหาย 100 ล้านบาท

คดีอาญา
ใช้เวลาต่อสู้นาน 5 ปี ศาลชั้นต้นและอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง (ฉันไม่ผิด)   คำพิพากษาระบุว่า “เห็น ว่าจำเลยได้ยื่นร้องเรียนตามสิทธิข้อกฎหมาย เป็นการแสดงเพื่อความสุจริต เพื่อความชอบธรรม ป้องกันผลกระทบด้านความปลอดภัยของชีวิตและครอบครัวการกระทำของจำเลยจึงไม่มี มูลความผิด” (คดีสิ้นสุดแล้ว)

คดีแพ่ง
ฉันใช้เวลาต่อสู้นาน 7 ปี ศาลชั้นต้นและอุทธรณ์ พิพากษายกฟ้อง (ฉันไม่ผิด) คำพิพากษาระบุว่า “เห็นว่าคำกล่าวของจำเลย เป็นการกล่าวไปตามความเข้าใจเพื่อความชอบธรรมและปกป้องสิทธิตามครองธรรม จึงไม่เป็นการละเมิด พิพากษายืน” คู่กรณียื่นฎีกา (ยังไม่จบ)

คดีนี้ผู้พิพากษามีลูกเป็นหมอผ่าตัดสมองเหมือนผอ.ร.พ.พญาไท 1 ผู้พิพากษาไกล่เกลี่ยให้เลิกแล้วต่อกัน ต่างคนต่างถอนฟ้องกันไป “ถ้าเรียกร้องเอาเงินทองศาลไม่ค่อยเห็นสำเร็จ”  แต่ฉันยืนยันให้นำสืบต่อ

ฉันตั้งข้อสังเกต
1. คดีนี้ศาลให้ฉันเป็นฝ่ายชนะ แต่ไม่สั่งให้ร.พ.พญาไท 1 จ่ายค่าทนายให้ฉันเลยแม้แต่บาทเดียว ทั้งที่เขาฟ้องฉันสูงถึง 100 ล้านบาท แต่คดีที่ฉันฟ้องรพ.พญไท 1 เรียกค่าเสียหาย 57 ล้านบาท ศาลสั่งให้ฉันจ่ายค่าทนายให้ฝ่ายร.พ.พญาไท สูงถึง 1 แสนบาท  ทั้งที่เขาทำลูกฉันเสียหาย

2. ร.พ.พญาไท 1 มีคำร้องขอความคุ้มครองชั่วคราว ขอให้ศาลออกคำสั่งปิดปากฉัน ศาลกับทนายความของร.พ.พญาไท 1 ไต่สวนคำร้อง และออกคำสั่งปิดปาก (หมายห้าม) ลับหลังฉัน โดยฉันไม่รู้เรื่องและไม่ได้ไปศาล แถมหมายห้ามนั้นก็ไม่ส่งให้ฉันได้รับรู้ (หมายห้ามออกไปแล้ว 1 เดือนเต็ม) ฉันเข้าใจว่าเขาตั้งใจจะแสดงหมายและจับฉันเข้าคุกทันที ที่ไปพูดเรื่องนี้ที่ไหนอีกหรือไม่ 

ฉัน คัดค้านคำสั่ง ศาลท่านหนึ่งบอกว่าชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฉันเห็นว่าไม่ชอบ เพราะหมายนัดที่ควรส่งให้ฉันเพื่อมาไต่สวนยังไม่เคยออกจากศาลเลย  คู่สำเนาของหมายนัดในสำนวนก็ไม่มี  ทนายฝ่ายโรงพยาบาลแถลงโกหกศาลว่า ได้ส่งหมายนัดให้ฉันแล้ว แต่ฉันไม่มาศาลเอง  ฉันกับทนายคัดค้านอยู่นาน  ศาลอีก 2 ท่านก็ช่วย ในที่สุดศาลท่านแรก  ก็ยอมยกเลิกคำสั่งเก่านั้นเสียและนัดไต่สวนใหม่ แต่สุดท้ายก็ออกคำสั่งปิดปากฉันเหมือนเดิม ฉันยื่นฎีกา (ยังไม่สิ้นสุด)

นัก กฎหมายหลายท่าน  บอกว่าคดีนี้ฉันไม่น่าจะแพ้  เพราะเป็นแม่ของลูก เป็นผู้มีส่วนได้เสีย สามารถพูดเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับตนเองได้ และการพูดนั้น เป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยส่วนรวม พูดได้ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ การที่ศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ ออกคำสั่งปิดปากนั้น  น่าจะขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ ฉันน่าจะชนะในชั้นฎีกา

3.ฉันร้องเรียนเรื่องที่เกิดขึ้นต่อ อธิบดีศาลแพ่ง ขอให้ท่านเปลี่ยนผู้พิพากษาให้  แต่ก็ไม่ได้เปลี่ยน เรื่องเงียบหายเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

4.ฉันร้องเรียนไปที่สำนักประธานศาลฎีกา จดหมายเงียบไป นาน 5 เดือน  ฉันจึงร้องเรียนใหม่ต่อหน้าห้องประธานศาลฎีกาโดยตรง และอ้างถึงจดหมายฉบับแรกที่หายไป 5 เดือนด้วย   7 วันต่อมา มีจดหมายตอบรับจากประธานศาลฎีกาว่าได้รับเรื่องแล้ว  ที่น่าแปลกคือหลังจากนั้นอีกหนึ่งอาทิตย์ก็มีจดหมายตอบรับจากฉบับแรกที่ยื่นไปเมื่อ 5 เดือนก่อน  ว่าได้รับเรื่องแล้วจะดำเนินการให้ คนที่เซ็นจดหมาย ใช้นามสกุลเดียวกันกับกรรมการแพทยสภาชุดที่ฉันฟ้อง  ฉันเพิ่งถึงบางอ้อ ไม่แน่ใจว่าสองท่านเป็นพ่อ-ลูกกันหรือเปล่า  

เหตุการณ์ที่ผ่านมา ทำให้ฉันรู้สึกสิ้นหวัง 
เศร้าใจ...กับกลไกต่าง ๆ ในบ้านเมือง 
เป็นที่พึ่งให้ประชาชนผู้ทุกข์ยากไม่ได้ 

ไปทางไหน  โยนหินถามทาง   
เจอแต่ตอ...เจอแต่ทางตัน





เลือดเข้าตา เห็นช้างตัวเท่ามด
วันไปฟังคำพิพากษาคดีรพ.พญาไท 1 ฟ้องฉัน 100 ล้านาท ศาลว่าฉันไม่ผิด ฉันชนะ
วันไปฟังคำพิพากษาคดีรพ.พญาไท 1 ฟ้องฉันเป็นคดีอาญาข้อหาหมิ่นประมาท ศาลบอกว่าฉันไม่ผิด ฉันชนะ
วันนั้น..วันที่เซ้นต์ช่วยแม่เลี้ยงน้อง
วันนี้แม่ถูกเขาฟ้อง เซ้นต์กับหลิงหลิง ช่วยแม่เตรียมเอกสารในการต่อสู้หาความเป็นธรรม

มวยวัด..สู้กับแชมป์โลก (ตอนที่ 1 เจอแต่ทางตัน)

ฉันร้องเรียนทุกหน่วยงานเพื่อขอความเป็นธรรม  รวมทั้ง ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ เจ้าของรพ.ซึ่งเป็นรมว.สธ.ในสมัยนั้น แต่ก็เงียบหาย ฉันไปขอคัดถ่ายสำเนาเวชระเบียนเพื่อนำไปรักษาลูก ก็ถูกท้าทายให้นำทนายความไปฟ้องเอา

ฟ้องรพ.พญาไท 1
ฉัน ฟ้องรพ.พญาไท 1 กับหมอสองคน เป็นคดีแพ่ง ระหว่างนั้นดร.อาทิตย์ฯ เจ้าของรพ.เป็นรมว.ยุติธรรม ต่อมากิจการรพ.พญาไท 1 ถูกเปลี่ยนมือบริหารโดยนายวิชัย ทองแตง (ทนายความคดีซุกหุ้นของดร.ทักษิณ ชินวัตร)

ต่อสู้คดีนานเกือบ 9 ปี ศาลชั้นต้น, อุทธรณ์และฎีกา พิพากษายกฟ้องเพราะคดีหมดอายุความทางแพ่งหนึ่งปี แม้ฉันจะต่อสู้ว่าเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องอาญา เนื่องจากน้องเซ้นต์ได้รับอันตรายสาหัสจนถึงขั้นพิการ ต้องนับอายุความทางอาญาที่ยาวกว่าคือ 10 ปี แต่ศาลฎีกาให้เหตุผลว่าฉันบรรยายฟ้องไม่ครบองค์ประกอบคดีอาญา นับอายุความที่ยาวกว่าไม่ได้ จึงพิพากษายืน (คดีสิ้นสุดแล้ว)

ระหว่าง นั้นคณะกรรมาธิการการสาธารณสุขสภาผู้แทนราษฎร ชี้ว่าเป็นความผิดพลาดของโรงพยาบาล แต่รพ.พญาไท 1 อ้างว่าศาลตัดสินว่ารพ.ไม่ผิดจึงไม่เจรจา ทั้งที่ศาลตัดสินว่าคดีหมดอายุความ ยังไม่ได้พิสูจน์ถูกผิด

ไม่ยอมถอย  
เมื่อถึงทางตันกับคำว่า “หมดอายุความ” แต่การละเมิดสิทธิเด็กยังคงอยู่ ฉันร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) แต่กลับไปพบความไม่ชอบมาพากล

อนุกก.ชุดแรก
ประธานอนุฯ เรียกนายวิชัย ทองแตง ผู้บริหารรพ.พญาไท 1 ไปสอบสวน แต่นายวิชัยฯ โต้แย้งว่ากสม.ไม่มีอำนาจ ศาลฎีกาพิพากษาเป็นที่สุดแล้ว  ขัดต่อกฎหมายกสม.มาตรา 22   อนุฯ ชุดแรกทำอะไรไม่ได้  ฉันร้องต่อประธานกสม.เรื่องจึงถูกโอนไปที่อนุฯ ชุดที่สอง

อนุกก.ชุดที่สอง (ประธานอนุฯ เป็นหมอ)
ฉันมีความหวังมาก เพราะคิดว่าคนเป็นหมอท่านั้น  จึงจะจับผิดหมอด้วยกันได้  แต่ฉันคิดถูกหรือผิด..มาดูกัน

1.  ประธานอนุฯ แนะนำให้ฉันไปพบนายวิชัย ทองแตง เพื่อ ขอความเมตตา เผื่อเขาจะให้ความช่วยเหลือบ้าง เขาเป็นนักกฎหมายใหญ่อาจจะนัดยากสักหน่อย  หัวอกคนเป็นแม่ที่ต่อสู้มานานได้ฟังแล้วถึงกับน้ำตาตก รู้สึกถูกหยามศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างยิ่ง  คู่กรณีนอกจากไม่เคยให้ความเมตตาแล้ว  ยังกลั่นแกล้งฉันทุกวิถีทางผ่านกระบวนการต่าง ๆ อีกด้วย   แต่ทำไมท่านต้องให้ฉันไปกราบกรานขอความเมตตาจากเขาอีก  ท่านต้องเรียกเขามาว่ากล่าวตักเตือนถึงจะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง

2.  มีการเชิญกก.แพทยสภารายหนึ่งเข้ามาเป็นอนุฯ ฉันคัดค้านเนื่องจากศาสตราจารย์ท่านนั้นจบนิติศาสตร์ และอยู่ในทีมกฎหมายของแพทยสภาที่ตั้งขึ้นมาช่วยแพทย์ที่ถูกฟ้องโดยตรง และฉันยังมีเรื่องฟ้องแพทยสภาทั้งคณะเป็นคดีอาญาอีกด้วย ถือว่ามีความขัดแย้งกันอยู่

แต่ประธานไม่ฟังเสียง มีหนังสือโต้แย้งฉันว่า..”ศาสตราจารย์ ท่านนั้นได้พิจารณาเรื่องร้องเรียนของท่านด้วยความสุจริต ยุติธรรม โดยมิได้มีอคติส่วนตัวใด ๆ และท่านยังทำงานเพื่อสังคมโดยดำรงตำแหน่งสำคัญ ๆ  หลายตำแหน่งเช่นประธานสภาคณาจารย์มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านนิติเวชศาสตร์  และศาสตราจารย์ท่านนี้ก็ได้ขออนุญาตไม่เข้าร่วมประชุมในวาระที่มีเรื่องของ ท่าน...ฯลฯ

 แต่ฉันทราบมาว่าท่านเข้าร่วมประชุม ด้วยทุกครั้ง  ท่านเป็นนักกฎหมายน่าจะรู้ดีว่าตนเองทำผิดกฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางการ ปกครองมาตรา 13 และ 16 ไม่สมควรเข้ารับฟังคำชี้แจงใด ๆ ที่เกียวกับแพทยสภาทั้งสิ้น หรือเข้าไปเป็นอนุฯ แต่ท่านก็ทำ  และทำในวันที่พยานปากสำคัญของฝ่ายฉันเข้าชี้แจงด้วย

3. ฉันขอรายงานการประชุม  ท่านประธานฯ ก็ไม่ให้...นิ่งเฉยเสีย

4. มีการแจ้งมติให้ฉันทราบว่า ”การตรวจสอบเรื่องการกระทำผิดของแพทย์ จาก ร.พ.พญาไท 1 อาจไม่เหมาะสม เนื่องจากศาลฎีกาได้มีคำพิพากษายกฟ้องแล้ว”...  ฉันโต้แย้งว่า  ”กสม. มีอำนาจตรวจสอบ  เนื่องจากเป็นคนละประเด็นกับที่ศาลฎีกาวินิจฉัย ศาลฎีกาวินิจฉัยเฉพาะเรื่องอายุความเท่านั้น  ยังไม่ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริง จึงไม่ขัดต่อมาตรา 22 แต่อย่างใด” 

ฉัน จึงมีหนังสือขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่า การดำเนินการของ กสม.ขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 22 หรือไม่   ผู้ตรวจการฯ แจ้งให้ฉันทราบว่า ศักดิ์ศรีของหน่วยงานเท่าเทียมกันดำเนินการให้ไม่ได้และเกินอำนาจหน้าที่  พร้อมส่งหนังสือที่อธิบายอำนาจหน้าที่ของผู้ตรวจการแผ่นดินไปให้อ่าน

5.  มีการผลักเรื่องฉันไปให้แพทยสภารื้อคดีใหม่  ขณะที่ฉันฟ้องแพทยสภาเป็นคดีอาญาทั้งคณะและคดียังไม่สิ้นสุด เท่ากับผลักเรื่องกลับไปให้จำเลยของฉันสอบสวนตัวเอง   ฉันควรจะดีใจหรือรู้สึกอย่างไรดี?

6. ฉันกับลูกไปถือป้ายประท้วงประธานอนุฯ  ในวันสตรีสากล (10 มีนาคม 2549)  ท่านโกรธจนตัวสั่นชี้หน้าฉันว่า “คุณฉีกหน้าผม...ฯลฯ...”  แล้วจะให้ฉันทำอย่างไร  ฉันก็แค่ทำตามสิทธิที่มีอยู่  ฉันรับรู้มาตลอดว่าคนที่เขาตรงจริง นั้นเขาไม่มีหน้า  เขาไม่มีหัวโขน  ท่านควรจะดีใจด้วยซ้ำไปที่คนไทยใช้สิทธิเป็น

7.  กสม. นำเรื่องเข้าที่ประชุมชุดใหญ่  มีมติให้ดำเนินเรื่องต่อไปโดยอนุฯ ชุดเดิม  แม้จะขัดต่อความรู้สึกอย่างมาก แต่ก็อุ่นใจเพราะอ.วสันต์ พานิช เสนอตัวเข้ามาช่วยตรวจสอบ  แต่ต่อมาทราบว่าท่านไม่เคยได้รับเชิญให้เข้าร่วมประชุมแม้แต่ครั้งเดียว

8. ประธานอนุฯ ไม่อนุญาตให้คุณหมอเทพ เวชวิสิฐ พยานของฉันเข้าชี้แจง  ฉันก็โต้แย้งว่า..”ตามกฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางการปกครอง  เมื่อผู้ร้องอ้างพยานท่านต้องอนุญาตให้เข้าชี้แจง...”  แล้ววันหนึ่งคุณหมอเทพฯ ก็ได้เข้าชี้แจง  แต่ท่านจะฟังหรือไม่ฟังนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง  ซึ่งฉันไม่อาจรับรู้ได้

กลายเป็นว่าทุกคนลืมเรื่อง “มนุษยธรรม”
ฉัน ”คนโง่” กลับต้องมาต่อสู้เรื่อง “ข้อกฎหมาย”
กับทนายใหญ่.. กับหน่วยงาน
ต้องลุกขึ้นมาเรียนรู้เรื่อง....อำนาจหน้าที่ของหน่วยงาน
หลายครั้งฉันแทบกระอักออกมาเป็นเลือด
ฉันต้องลืมเรื่องของตัวเอง  แล้วเรียนรู้ที่จะเข้าใจความเหนื่อยยากของหน่วยงานแทน

ทาง รพ.พญาไท 1 อ้างว่าเปลี่ยนเจ้าของใหม่แล้ว เขามาทีหลัง เขาไม่ได้ทำจึงไม่เกี่ยว ฉันทราบดีว่าท่านไม่ได้เป็นคนทำ  แต่ท่านเป็นคนลงมติสั่งให้ฟ้องฉันกลับถึง  2 คดี  จะไม่เกี่ยวได้อย่างไร

แม้จะมีผู้คนในสังคมจับตาดูคดีนี้มากมาย  แต่ก็ไม่ได้ทำให้ต่อสู้ได้ง่ายขึ้นเลย

คณะ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ  โดยนัยแห่งชื่อที่แม้แต่เด็กป.5 อย่างหลิงหลิงก็เข้าใจได้ว่า เป็นองค์กรที่ยิ่งใหญ่ มีหน้าที่พิทักษ์รักษาสิทธิของมนุษยชน  อันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ แต่กลับฟังข้อโต้แย้งทางกฎหมายของทนายใหญ่ที่เป็นคู่กรณี  แล้วหยุดการทำงานของตัวเอง  หรือเลี่ยงที่จะไม่ทำงานแบบตรงไปตรงมา  ฉันจึงขอถามว่า....แล้วเราจะมีหน่วยงานนี้ไปทำไม

ฉันรู้ดีว่า...ท่านเป็นยักษ์ที่มีกระบอง 
สำคัญว่า....ท่านจะเลือกตีใคร 
ระหว่างตีหัวคนไข้กระจอกอย่างฉัน
ซึ่งตีง่ายกว่า...หรือตียักษ์ด้วยกัน...! 

ฉัน มิได้มาร้องเรียนเพราะไม่รู้ว่าใครผิดใครถูกหรือไม่รู้มูลความจริง  ฉันร้องเรียนเพียงเพื่อหาใครสักคนในสังคมที่กล้ายืนขึ้นพูดความจริง  พูดโดยหน้าที่ พูดโดยไม่เข้าข้างอาชีพเดียวกัน ไม่เข้าข้างพรรคพวกเพื่อนฝูง  พูดโดยไม่เกรงใจว่าจะไปกระทบองค์กรไหนอย่างไร แต่ฉันกลับถูกซ้ำเติมความทุกข์ให้หนักเข้าไปอีก

เมื่อเรื่องผ่านไปสองอนุกรรมการ ยิ่งทำให้ช้ำใจหนักขึ้นไปอีก  ฉันตัดสินใจร้องเรียนต่อศ.เสน่ห์ จามริกประธานกสม.

เรื่องจึงถูกโอนไปกสม.ชุดใหญ่ ที่ต่อมามีมติอย่างตรงไปตรงมาว่า

(1)  แพทย์ผู้ทำคลอดและกุมารแพทย์ของโรงพยาบาลพญาไท1 ประมาทเลินเล่อรวมทั้งโรงพยาบาลพญาไท 1 ไม่มีมาตรการแก้ไขเยียวยา จึงก่อให้เกิดเหตุการณ์ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงให้ช่วยเหลือเยียวยา ทันที (แต่รพ.พญาไท 1 เพิกเฉยไม่ทำตามมติ)

(2)  กระบวนการตรวจสอบของแพทยสภาไม่เป็นธรรมต่อผู้ร้อง ให้รื้อฟื้นเรื่องขึ้นพิจารณาใหม่ภายใน 30 วัน (กระทรวงสาธารณสุข ยุคนายไชยา สะสมทรัพย์ ส่งเรื่องให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความว่า แพทยสภาไม่มีอำนาจในการรื้อคดีใหม่ โดยแพทยสภาได้เข้าชี้แจงเพียงฝ่ายเดียว)

กสม.ก็ไม่ยอมถอย
เมื่อกสม.ไม่สามารถบังคับให้รพ.พญาไท 1 และแพทยสภาให้ทำตามมติได้ จึงรายงานนายกรัฐมนตรี (นายสมัคร สุนทรเวช) ให้มีบัญชาภายใน 60 วัน แต่นายสมัครฯไม่มีบัญชา (พี่สาวของนายสมัครฯ เป็นกรรมการแพทยสภาชุดที่ฉันฟ้อง)

กสม.รายงานต่อประธานรัฐสภาและวุฒิสภา เรื่องเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรนาน 4 ชั่วโมงในสมัยรัฐบาลนายสมชาย วงษ์สวัสดิ์ ซึ่งนายวิชาญ มีนชัยนันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ตั้งกรรมการไกล่เกลี่ยเสนอให้ฉันรับเงิน 5แสนบาทและให้ยุติเรื่อง

แต่ ฉันขอให้คู่กรณีแสดงความเสียใจและขอโทษต่อเหตุการณ์ที่ผ่านมาเสียก่อน แล้วค่อยพูดถึงการเยียวยาแต่รพ.พญาไท 1 ปฏิเสธ ขณะที่รัฐบาลให้เหตุผลว่านอกเหนือวิสัยที่รัฐจะเข้าไปแทรกแซงได้ เนื่องจากเป็นข้อพิพาทระหว่างเอกชนกับโรงพยาบาลเอกชน

ฉันจะทำอย่างไรต่อไป  ติดตามตอนที่ 2

การได้ออกสื่อบ่อย ๆ ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับความยุติธรรมเร็วกว่าคนอื่น

อันนี้คือป้ายของแม่
ป้ายนี้ของเซ้นต์
ป้ายนี้ของหลิงหลิง
ประธานอนุกก.ที่เป็นหมอ ชี้หน้าฉัน "คุณฉีกหน้าผม"


เราไม่เคยทอดทิ้งกัน
ถ้าฉันไม่ทำอย่างนี้ ท่านจะให้ฉันทำอย่างไร
มีแต่คนเห็นใจ แต่ไม่มีใครช่วยได้ นอกจากช่วยตัวเอง
สามคนแม่ลูกเหมือนตัวประหลาดของงาน

สถานการณ์ร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ กับรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

คลิบวิดีโอเรียกร้องพรบ.คุ้มครองผู้เสียหาย

คลิปสร้างกำลังใจ