ทุกคำถามเกี่ยวกับร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ นพ.วิชัย โชควิวัฒน มีคำตอบ

มวยวัด..สู้กับแชมป์โลก (ตอนที่ 1 เจอแต่ทางตัน)

ฉันร้องเรียนทุกหน่วยงานเพื่อขอความเป็นธรรม  รวมทั้ง ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ เจ้าของรพ.ซึ่งเป็นรมว.สธ.ในสมัยนั้น แต่ก็เงียบหาย ฉันไปขอคัดถ่ายสำเนาเวชระเบียนเพื่อนำไปรักษาลูก ก็ถูกท้าทายให้นำทนายความไปฟ้องเอา

ฟ้องรพ.พญาไท 1
ฉัน ฟ้องรพ.พญาไท 1 กับหมอสองคน เป็นคดีแพ่ง ระหว่างนั้นดร.อาทิตย์ฯ เจ้าของรพ.เป็นรมว.ยุติธรรม ต่อมากิจการรพ.พญาไท 1 ถูกเปลี่ยนมือบริหารโดยนายวิชัย ทองแตง (ทนายความคดีซุกหุ้นของดร.ทักษิณ ชินวัตร)

ต่อสู้คดีนานเกือบ 9 ปี ศาลชั้นต้น, อุทธรณ์และฎีกา พิพากษายกฟ้องเพราะคดีหมดอายุความทางแพ่งหนึ่งปี แม้ฉันจะต่อสู้ว่าเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องอาญา เนื่องจากน้องเซ้นต์ได้รับอันตรายสาหัสจนถึงขั้นพิการ ต้องนับอายุความทางอาญาที่ยาวกว่าคือ 10 ปี แต่ศาลฎีกาให้เหตุผลว่าฉันบรรยายฟ้องไม่ครบองค์ประกอบคดีอาญา นับอายุความที่ยาวกว่าไม่ได้ จึงพิพากษายืน (คดีสิ้นสุดแล้ว)

ระหว่าง นั้นคณะกรรมาธิการการสาธารณสุขสภาผู้แทนราษฎร ชี้ว่าเป็นความผิดพลาดของโรงพยาบาล แต่รพ.พญาไท 1 อ้างว่าศาลตัดสินว่ารพ.ไม่ผิดจึงไม่เจรจา ทั้งที่ศาลตัดสินว่าคดีหมดอายุความ ยังไม่ได้พิสูจน์ถูกผิด

ไม่ยอมถอย  
เมื่อถึงทางตันกับคำว่า “หมดอายุความ” แต่การละเมิดสิทธิเด็กยังคงอยู่ ฉันร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) แต่กลับไปพบความไม่ชอบมาพากล

อนุกก.ชุดแรก
ประธานอนุฯ เรียกนายวิชัย ทองแตง ผู้บริหารรพ.พญาไท 1 ไปสอบสวน แต่นายวิชัยฯ โต้แย้งว่ากสม.ไม่มีอำนาจ ศาลฎีกาพิพากษาเป็นที่สุดแล้ว  ขัดต่อกฎหมายกสม.มาตรา 22   อนุฯ ชุดแรกทำอะไรไม่ได้  ฉันร้องต่อประธานกสม.เรื่องจึงถูกโอนไปที่อนุฯ ชุดที่สอง

อนุกก.ชุดที่สอง (ประธานอนุฯ เป็นหมอ)
ฉันมีความหวังมาก เพราะคิดว่าคนเป็นหมอท่านั้น  จึงจะจับผิดหมอด้วยกันได้  แต่ฉันคิดถูกหรือผิด..มาดูกัน

1.  ประธานอนุฯ แนะนำให้ฉันไปพบนายวิชัย ทองแตง เพื่อ ขอความเมตตา เผื่อเขาจะให้ความช่วยเหลือบ้าง เขาเป็นนักกฎหมายใหญ่อาจจะนัดยากสักหน่อย  หัวอกคนเป็นแม่ที่ต่อสู้มานานได้ฟังแล้วถึงกับน้ำตาตก รู้สึกถูกหยามศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างยิ่ง  คู่กรณีนอกจากไม่เคยให้ความเมตตาแล้ว  ยังกลั่นแกล้งฉันทุกวิถีทางผ่านกระบวนการต่าง ๆ อีกด้วย   แต่ทำไมท่านต้องให้ฉันไปกราบกรานขอความเมตตาจากเขาอีก  ท่านต้องเรียกเขามาว่ากล่าวตักเตือนถึงจะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง

2.  มีการเชิญกก.แพทยสภารายหนึ่งเข้ามาเป็นอนุฯ ฉันคัดค้านเนื่องจากศาสตราจารย์ท่านนั้นจบนิติศาสตร์ และอยู่ในทีมกฎหมายของแพทยสภาที่ตั้งขึ้นมาช่วยแพทย์ที่ถูกฟ้องโดยตรง และฉันยังมีเรื่องฟ้องแพทยสภาทั้งคณะเป็นคดีอาญาอีกด้วย ถือว่ามีความขัดแย้งกันอยู่

แต่ประธานไม่ฟังเสียง มีหนังสือโต้แย้งฉันว่า..”ศาสตราจารย์ ท่านนั้นได้พิจารณาเรื่องร้องเรียนของท่านด้วยความสุจริต ยุติธรรม โดยมิได้มีอคติส่วนตัวใด ๆ และท่านยังทำงานเพื่อสังคมโดยดำรงตำแหน่งสำคัญ ๆ  หลายตำแหน่งเช่นประธานสภาคณาจารย์มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านนิติเวชศาสตร์  และศาสตราจารย์ท่านนี้ก็ได้ขออนุญาตไม่เข้าร่วมประชุมในวาระที่มีเรื่องของ ท่าน...ฯลฯ

 แต่ฉันทราบมาว่าท่านเข้าร่วมประชุม ด้วยทุกครั้ง  ท่านเป็นนักกฎหมายน่าจะรู้ดีว่าตนเองทำผิดกฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางการ ปกครองมาตรา 13 และ 16 ไม่สมควรเข้ารับฟังคำชี้แจงใด ๆ ที่เกียวกับแพทยสภาทั้งสิ้น หรือเข้าไปเป็นอนุฯ แต่ท่านก็ทำ  และทำในวันที่พยานปากสำคัญของฝ่ายฉันเข้าชี้แจงด้วย

3. ฉันขอรายงานการประชุม  ท่านประธานฯ ก็ไม่ให้...นิ่งเฉยเสีย

4. มีการแจ้งมติให้ฉันทราบว่า ”การตรวจสอบเรื่องการกระทำผิดของแพทย์ จาก ร.พ.พญาไท 1 อาจไม่เหมาะสม เนื่องจากศาลฎีกาได้มีคำพิพากษายกฟ้องแล้ว”...  ฉันโต้แย้งว่า  ”กสม. มีอำนาจตรวจสอบ  เนื่องจากเป็นคนละประเด็นกับที่ศาลฎีกาวินิจฉัย ศาลฎีกาวินิจฉัยเฉพาะเรื่องอายุความเท่านั้น  ยังไม่ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริง จึงไม่ขัดต่อมาตรา 22 แต่อย่างใด” 

ฉัน จึงมีหนังสือขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่า การดำเนินการของ กสม.ขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 22 หรือไม่   ผู้ตรวจการฯ แจ้งให้ฉันทราบว่า ศักดิ์ศรีของหน่วยงานเท่าเทียมกันดำเนินการให้ไม่ได้และเกินอำนาจหน้าที่  พร้อมส่งหนังสือที่อธิบายอำนาจหน้าที่ของผู้ตรวจการแผ่นดินไปให้อ่าน

5.  มีการผลักเรื่องฉันไปให้แพทยสภารื้อคดีใหม่  ขณะที่ฉันฟ้องแพทยสภาเป็นคดีอาญาทั้งคณะและคดียังไม่สิ้นสุด เท่ากับผลักเรื่องกลับไปให้จำเลยของฉันสอบสวนตัวเอง   ฉันควรจะดีใจหรือรู้สึกอย่างไรดี?

6. ฉันกับลูกไปถือป้ายประท้วงประธานอนุฯ  ในวันสตรีสากล (10 มีนาคม 2549)  ท่านโกรธจนตัวสั่นชี้หน้าฉันว่า “คุณฉีกหน้าผม...ฯลฯ...”  แล้วจะให้ฉันทำอย่างไร  ฉันก็แค่ทำตามสิทธิที่มีอยู่  ฉันรับรู้มาตลอดว่าคนที่เขาตรงจริง นั้นเขาไม่มีหน้า  เขาไม่มีหัวโขน  ท่านควรจะดีใจด้วยซ้ำไปที่คนไทยใช้สิทธิเป็น

7.  กสม. นำเรื่องเข้าที่ประชุมชุดใหญ่  มีมติให้ดำเนินเรื่องต่อไปโดยอนุฯ ชุดเดิม  แม้จะขัดต่อความรู้สึกอย่างมาก แต่ก็อุ่นใจเพราะอ.วสันต์ พานิช เสนอตัวเข้ามาช่วยตรวจสอบ  แต่ต่อมาทราบว่าท่านไม่เคยได้รับเชิญให้เข้าร่วมประชุมแม้แต่ครั้งเดียว

8. ประธานอนุฯ ไม่อนุญาตให้คุณหมอเทพ เวชวิสิฐ พยานของฉันเข้าชี้แจง  ฉันก็โต้แย้งว่า..”ตามกฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางการปกครอง  เมื่อผู้ร้องอ้างพยานท่านต้องอนุญาตให้เข้าชี้แจง...”  แล้ววันหนึ่งคุณหมอเทพฯ ก็ได้เข้าชี้แจง  แต่ท่านจะฟังหรือไม่ฟังนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง  ซึ่งฉันไม่อาจรับรู้ได้

กลายเป็นว่าทุกคนลืมเรื่อง “มนุษยธรรม”
ฉัน ”คนโง่” กลับต้องมาต่อสู้เรื่อง “ข้อกฎหมาย”
กับทนายใหญ่.. กับหน่วยงาน
ต้องลุกขึ้นมาเรียนรู้เรื่อง....อำนาจหน้าที่ของหน่วยงาน
หลายครั้งฉันแทบกระอักออกมาเป็นเลือด
ฉันต้องลืมเรื่องของตัวเอง  แล้วเรียนรู้ที่จะเข้าใจความเหนื่อยยากของหน่วยงานแทน

ทาง รพ.พญาไท 1 อ้างว่าเปลี่ยนเจ้าของใหม่แล้ว เขามาทีหลัง เขาไม่ได้ทำจึงไม่เกี่ยว ฉันทราบดีว่าท่านไม่ได้เป็นคนทำ  แต่ท่านเป็นคนลงมติสั่งให้ฟ้องฉันกลับถึง  2 คดี  จะไม่เกี่ยวได้อย่างไร

แม้จะมีผู้คนในสังคมจับตาดูคดีนี้มากมาย  แต่ก็ไม่ได้ทำให้ต่อสู้ได้ง่ายขึ้นเลย

คณะ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ  โดยนัยแห่งชื่อที่แม้แต่เด็กป.5 อย่างหลิงหลิงก็เข้าใจได้ว่า เป็นองค์กรที่ยิ่งใหญ่ มีหน้าที่พิทักษ์รักษาสิทธิของมนุษยชน  อันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ แต่กลับฟังข้อโต้แย้งทางกฎหมายของทนายใหญ่ที่เป็นคู่กรณี  แล้วหยุดการทำงานของตัวเอง  หรือเลี่ยงที่จะไม่ทำงานแบบตรงไปตรงมา  ฉันจึงขอถามว่า....แล้วเราจะมีหน่วยงานนี้ไปทำไม

ฉันรู้ดีว่า...ท่านเป็นยักษ์ที่มีกระบอง 
สำคัญว่า....ท่านจะเลือกตีใคร 
ระหว่างตีหัวคนไข้กระจอกอย่างฉัน
ซึ่งตีง่ายกว่า...หรือตียักษ์ด้วยกัน...! 

ฉัน มิได้มาร้องเรียนเพราะไม่รู้ว่าใครผิดใครถูกหรือไม่รู้มูลความจริง  ฉันร้องเรียนเพียงเพื่อหาใครสักคนในสังคมที่กล้ายืนขึ้นพูดความจริง  พูดโดยหน้าที่ พูดโดยไม่เข้าข้างอาชีพเดียวกัน ไม่เข้าข้างพรรคพวกเพื่อนฝูง  พูดโดยไม่เกรงใจว่าจะไปกระทบองค์กรไหนอย่างไร แต่ฉันกลับถูกซ้ำเติมความทุกข์ให้หนักเข้าไปอีก

เมื่อเรื่องผ่านไปสองอนุกรรมการ ยิ่งทำให้ช้ำใจหนักขึ้นไปอีก  ฉันตัดสินใจร้องเรียนต่อศ.เสน่ห์ จามริกประธานกสม.

เรื่องจึงถูกโอนไปกสม.ชุดใหญ่ ที่ต่อมามีมติอย่างตรงไปตรงมาว่า

(1)  แพทย์ผู้ทำคลอดและกุมารแพทย์ของโรงพยาบาลพญาไท1 ประมาทเลินเล่อรวมทั้งโรงพยาบาลพญาไท 1 ไม่มีมาตรการแก้ไขเยียวยา จึงก่อให้เกิดเหตุการณ์ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงให้ช่วยเหลือเยียวยา ทันที (แต่รพ.พญาไท 1 เพิกเฉยไม่ทำตามมติ)

(2)  กระบวนการตรวจสอบของแพทยสภาไม่เป็นธรรมต่อผู้ร้อง ให้รื้อฟื้นเรื่องขึ้นพิจารณาใหม่ภายใน 30 วัน (กระทรวงสาธารณสุข ยุคนายไชยา สะสมทรัพย์ ส่งเรื่องให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความว่า แพทยสภาไม่มีอำนาจในการรื้อคดีใหม่ โดยแพทยสภาได้เข้าชี้แจงเพียงฝ่ายเดียว)

กสม.ก็ไม่ยอมถอย
เมื่อกสม.ไม่สามารถบังคับให้รพ.พญาไท 1 และแพทยสภาให้ทำตามมติได้ จึงรายงานนายกรัฐมนตรี (นายสมัคร สุนทรเวช) ให้มีบัญชาภายใน 60 วัน แต่นายสมัครฯไม่มีบัญชา (พี่สาวของนายสมัครฯ เป็นกรรมการแพทยสภาชุดที่ฉันฟ้อง)

กสม.รายงานต่อประธานรัฐสภาและวุฒิสภา เรื่องเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรนาน 4 ชั่วโมงในสมัยรัฐบาลนายสมชาย วงษ์สวัสดิ์ ซึ่งนายวิชาญ มีนชัยนันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ตั้งกรรมการไกล่เกลี่ยเสนอให้ฉันรับเงิน 5แสนบาทและให้ยุติเรื่อง

แต่ ฉันขอให้คู่กรณีแสดงความเสียใจและขอโทษต่อเหตุการณ์ที่ผ่านมาเสียก่อน แล้วค่อยพูดถึงการเยียวยาแต่รพ.พญาไท 1 ปฏิเสธ ขณะที่รัฐบาลให้เหตุผลว่านอกเหนือวิสัยที่รัฐจะเข้าไปแทรกแซงได้ เนื่องจากเป็นข้อพิพาทระหว่างเอกชนกับโรงพยาบาลเอกชน

ฉันจะทำอย่างไรต่อไป  ติดตามตอนที่ 2

การได้ออกสื่อบ่อย ๆ ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับความยุติธรรมเร็วกว่าคนอื่น

อันนี้คือป้ายของแม่
ป้ายนี้ของเซ้นต์
ป้ายนี้ของหลิงหลิง
ประธานอนุกก.ที่เป็นหมอ ชี้หน้าฉัน "คุณฉีกหน้าผม"


เราไม่เคยทอดทิ้งกัน
ถ้าฉันไม่ทำอย่างนี้ ท่านจะให้ฉันทำอย่างไร
มีแต่คนเห็นใจ แต่ไม่มีใครช่วยได้ นอกจากช่วยตัวเอง
สามคนแม่ลูกเหมือนตัวประหลาดของงาน

สถานการณ์ร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ กับรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

คลิบวิดีโอเรียกร้องพรบ.คุ้มครองผู้เสียหาย

คลิปสร้างกำลังใจ