ทุกคำถามเกี่ยวกับร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ นพ.วิชัย โชควิวัฒน มีคำตอบ

สามีฉัน..เป็นโรบินฮู้ด (ตอนที่ 3 ตกหลังคาหลังหัก)

ต่อมาสามีได้งานเป็นช่างทาสีบ้าน รายได้ดีขึ้น มีเงินโทรกลับมาหาลูกได้วันเว้นวัน  เขาหวังว่าจะตั้งตัวได้กับงานนี้  เรา 3 คนแม่ลูกมีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง แต่..เหมือนสวรรค์แกล้ง..เขาปีนขึ้นไปซ่อมหลังคาเพื่อทาสี  

สามีฉัน..โชคร้ายลื่นพลัดตกจากหลังคา 
หลังกระแทกแผ่นปูน กระดูกสันหลังหัก

ช่วง ล่างขยับไม่ได้ ไม่มีใครกล้าช่วย นายจ้างที่เป็นคนไทยส่งเงินให้ 5 เหรียญแล้วทิ้งให้นอนอยู่ตรงนั้นคนเดียว สามีบอกว่าว้าเหว่มาก คิดถึงบ้านมากที่สุด  มองหาใครที่พอจะพึ่งได้ก็ไม่มี  เขานอนนิ่ง รู้ดีว่าถ้ารีบขยับอาจทำให้เป็นอัมพาต  ค่อย ๆ กระดิกมือและเท้าทีละส่วน แน่ใจแล้วจึงพลิกตัว  แข็งใจคลานไปที่รถ  ค่อย ๆ พยุงตัวขึ้นนั่งบนเบาะ  เมื่อแน่ใจแล้วว่าเหยียบคันเร่งได้จึงค่อย ๆ ขับกลับที่พักอย่างช้า ๆ  แวะซื้อยา 1 หลอดทาแก้ปวดหลัง

ถึงที่พักแล้วกลับนอนไม่ได้  ปวดหลังมาก  ไม่ว่าจะนอนท่าไหนก็ลำบากไปหมด  ต่อมาขาหมดแรงเดินไม่ได้  มีไข้สูง มิหนำซ้ำไม่มีคนหาให้กิน  ยิ่งแย่ลงไปอีก  คลานไปคลานมาอยู่ในห้องพัก   กินเศษขนมปังที่เหลือ  จะไปหาหมอก็กลัวจะถูกจับไปขังแล้วส่งกลับบ้าน ช่วงนั้นเขาบอกว่าท้อมาก ไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร ญาติพี่น้องก็ไม่มี   ท่ามกลางความโหดร้าย เขามีหนังสือพระราชนิพนธ์เรื่อง พระมหาชนก เป็นกำลังใจ  มองรูปลูกเมียที่ยังพอทำให้เขาฮึดสู้ 

เมื่อ เหลือเงินติดกระเป๋าแค่ 30 เหรียญไม่พอจ่ายค่าเช่าห้อง จึงไปขออาศัยนอนที่วัดไทยแล้วออกหางานทำ ทั้งที่หลังยังไม่หายดี ขนข้าวของใส่รถเต็ม  หาซื้อผ้าห่มเครื่องกันหนาวมือสองมาใช้ แล้วก็ขับรถไปจอดนอนตามที่ต่าง ๆ เนื่องจากวัดไทยจะอาศัยนานไม่ได้

เขา หายไปนานมาก ไม่โทรกลับบ้าน ฉันกับลูกกระวนกระวายใจ เป็นห่วงติดต่อก็ไม่ได้  รู้แต่ว่าเขาตกหลังคาและลำบาก  ลูกหลับแล้วฉันนั่งจับเจ่าอยู่คนเดียว โลกทั้งใบมันมืดแปดด้าน คิดเป็นห่วงป่านนี้เฮียจะเป็นอย่างไร  จะไปนอนที่ไหน   จะมีกินมั้ย  หรือว่าไปผ่าตัดแล้วไม่บอก  ฉันเองปัญหาก็รุมเร้า  คดีความก็แพ้  บ้านก็ถูกหมายศาลมาปิดว่ายึดแล้ว ไม่รู้จะพาลูกไปอยู่ไหน เงินทองก็ไม่มี

สารพัด เรื่องโถมใส่แทบตั้งตัวไม่ติด  สมองแทบระเบิดแทบทนไม่ได้  เครียดมากก็เข้าห้องน้ำเปิดฝักบัวแรง ๆ ราดหัวแล้วร้องดัง ๆ  มันก็ช่วยได้แค่ชั่วครั้งชั่วคราว

กลางคืนลูกหลับแล้วฉันผุด ลุกผุดนั่ง หลับไม่ลง เริ่มเดินไปเดินมา ในบ้านชักแคบ จึงออกไปเดินนอกบ้าน  เพื่อนบ้านเห็นก็มีคำถามว่าไปไหนมา ไม่รู้จะตอบอย่างไร..อายเขา กลัวร้องไห้ให้คนเขาเห็น  จึงเดินออกถนนใหญ่จะได้ไม่เจอคนรู้จัก เดินไปคลายเครียดได้ ฉันจึงเดินไปเรื่อยจากบางหว้า รู้ตัวอีกทีเกือบถึงหนองแขม  เพิ่งเข้าใจว่าทำไมคนบ้าเขาเดินได้ไม่รู้จักเหนื่อย เมื่อรู้ตัวว่าเดินไกลแล้วจึงนั่งรถเมล์กลับ ถึงบ้านอาบน้ำแล้วจึงล้มตัวลงนอนหลับได้ ฉันมีทางออกแล้วเมื่อไหร่เครียดหนัก ก็จะใช้วิธีเดินออกนอกบ้าน เดินไปไหนก็ได้ที่ไม่มีใครรู้จัก  เหนื่อยแล้วก็กลับบ้านนอน

ฉันเคยคิดจะเดินไปให้ถึงหน้าบ้านเจ้าของโรงพยาบาล ไปหน้าบ้านของกรรมการแพทยสภา จะไปถามเขาว่าสุขสบายดีมั้ย ไปบอกพวกเขาว่าสิ่งที่พวกเขาทำลงไปจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม  มันส่งผลให้ครอบครัวฉันเหมือนตกนรกทั้งเป็น ต้องมาแตกแยกไปคนละทิศละทาง  แต่ก็ได้แค่คิด ฉันไม่กล้าทำอะไรแบบนั้น 

หลายอย่างรุมเร้า  สิ้นเนื้อประดาตัว  สามีหลังหัก  บ้านก็ถูกยึด  ลูกพิการก็ไม่มีคนรับผิดชอบ  มองไปทางไหนก็มืดแปดด้าน จะหาใครสักคนที่เข้าใจในความทุกข์ยากก็ไม่มี  ไม่มีใคร  ไม่มีญาติ  ไม่มีเพื่อน ไม่มีใครช่วย  ว้าเหว่มาก      

ด้วยความรู้สึกสิ้นหวัง..สิ้นคิด..ฉันคิด “ฆ่าตัวตาย” 

วัน หนึ่งฉันตะลอนไปตามเรื่องร้องเรียน ไปร้องสื่อมวลชนแต่ไม่มีใครสนใจ จนเงินแทบไม่เหลือ จึงนั่งรถไปลงท้องสนามหลวง เดินตากฝน โยนเอกสารทิ้งถังขยะ จบกันที ไม่มีประโยชน์แล้ว เลิกเสียที เดินไหว้สิ่งศักดื๋สิทธิ์รอบ ๆ แล้วตั้งจิตอธิษฐานว่า 

“ชาติ นี้..หากที่ทำไปทั้งหมดไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง  วันนี้คิดจะตายก็ขอให้ลงโทษตัวเองสำเร็จ  แต่หากสิ่งที่ทำ..จะเกิดประโยชน์ให้แก่สังคมแก่ชาติบ้านเมือง  ก็ขอให้ท่านประทานพละกำลังใจให้ได้มีชีวิตต่อ  ให้มีช่องมีทางสู้ ก่อนที่จะหมดลมหายใจ”

ฉันเดินไปที่สะพานพระปิ่นเกล้าฯ วันนี้คือวันที่จะจบสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง มันหนักเกินจะแบกไหวอีกต่อไป คิดว่าอย่างน้อยการจบชีวิตในวันนี้  จะจบทุกเรื่องราว  อาจจะมีคนเข้ามารับผิดชอบชีวิตลูกมากกว่าทุกวันนี้  ฝนตกหนักอย่างลืมหูลืมตาไม่ขึ้น ฉันหนาวจนสั่น คิดถึงลูกขึ้นมาจับใจ ป่านนี้ลูกจะเป็นอย่างไร เย็นมากแล้วฝนตกยังไม่ได้ไปรับลูกเลย ไม่มีเราลูกจะอยู่กับใคร  ใครจะหาให้กิน  ใครจะทุบขาให้เซ้นต์ก่อนนอน  ถ้าหลิงหลิงเป็นไข้ใครจะเช็ดตัว ถ้าหลิงหลิงชักใครจะดูแล  ถ้าฉันตายไปวันนี้ก็คงตายเปล่า จะมีค่าอะไรควรแก่การจดจำ

ฝน ตกรถติดมาก ฉันเดินสลับวิ่ง สลับขึ้นรถไปรับลูกที่โรงเรียน มืดแล้วหลิงหลิงร้องไห้ขวัญเสีย ฉันรู้สึกผิดมาก ลูกจะรู้บ้างมั้ยว่า ไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมานี้หนูสองคนเกือบไม่มีแม่แล้ว  คิดแล้วก็ใจหาย ฉันกอดลูกแน่น  แม่จะไม่มีวันคิดโง่ ๆ แบบนั้นอีกเด็ดขาด สามีโทรกลับบ้าน ฉันไม่พูดอะไร เอาแต่ร้องไห้แล้วก็วางสาย ไม่กล้าเล่าว่าไปทำอะไรมา  เขาไม่รู้หรอก..ว่าเขาเกือบจะไม่มีเพื่อนทุกข์คนนี้อีกแล้ว
          
บางครั้ง บางจังหวะชีวิตคนเรา  ช่างเหมือนบทเพลงที่กินใจ “โลก นี้คือละคร...บทบาทบางตอน ชีวิตยอกย้อนยับเยิน  ชีวิตบางคนรุ่งเรืองจำเริญ...แสนเพลินเหมือนเดินอยู่บนหนทางวิมาน  โลกนี้นี่ดูยิ่งดูเศร้าใจ...ชั่วชีวิตวัย  หมุนเปลี่ยนผันไปเหมือนม่าน ต่างเกิดกันมาร่วมโลกเดียวกัน....ถือผิวชังพรรณ บ้างเหยียดหยันกันเหลือเกิน”

สิ่ง มืดมนทนอัดอกไว้...เปล่าเปลี่ยวใจอยู่นานแสนนาน   โหยกระหายวุ่นวายฟุ้งซ๋าน....ทรมานสิ้นดี  จะดิ้นรนไปอีกกี่ครั้ง...สิ่งที่หวังพังทลาย   คว้าน้ำเหลวกลับมาแพ้พ่าย   น่าอับอาย..บัดซบจริง...!

ชีวิตฉัน   เหมือนละครโรงใหญ่
เป็นชีวิตบัดซบ..!

ดำรงชีวิตอยู่ต่ออย่างยากเย็นด้วยความยากลำบาก ร่างกายผ่ายผอมเหมือนผีตายซาก
อยากกลั้นใจให้ตายไปวันละหลายร้อยหน
สุขภาพจิตใจย่ำแย่
ทุกวันฉันเหม่อลอย...
น้ำตาไหล...โดยไม่ต้องสั่ง

หากไม่มีลูก 2 คน
ป่านนี้ฉันคงเหลือแต่..เถ้า..

สถานการณ์ร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ กับรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

คลิบวิดีโอเรียกร้องพรบ.คุ้มครองผู้เสียหาย

คลิปสร้างกำลังใจ