ทุกคำถามเกี่ยวกับร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ นพ.วิชัย โชควิวัฒน มีคำตอบ

สามีฉัน..เป็นโรบินฮู้ด (ตอนที่ 4 สิ้นคำพิพากษา)

14 ต.ค.47 ศาลฎีกานัดอ่านคำพิพากษา คดีที่ฉันฟ้องรพ.พญาไท 1 เป็นคดีแพ่งข้อหาละเมิด ว่าทำคลอดและดูแลหลังคลอดด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวัง เป็นเหตุให้น้องเซ้นต์ต้องมีขาข้างซ้ายพิการไปตลอดชีวิต  ที่ผ่านมา...ศาลชั้นต้นแลอุทธรณ์ พิพากษาว่าคดีหมดอายุความ ไม่ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าใครผิดใครถูก

13 ปี..วันที่ความจริงจะปรากฏ..เหนื่อยมานานแล้ว วันนี้จึงเป็นวันที่เรารอคอยว่าจะได้รับความยุติธรรม

ฉัน ผุดลุกผุดนั่ง กินไม่ได้นอนไม่หลับ มองลูก มองไปรอบบ้านที่ทรุดโทรมแตกร้าว  สู้คดีมาเกือบครึ่งชีวิต มีแต่เอกสาร  เอกสาร และเอกสารเอกสารมากกว่า10 แฟ้ม  ถ้าวันนี้ชนะคดีฉันจะเก็บไปไว้ที่ไหนดี  เดินไปเดินมา  ถ้า ชนะคดีจะเริ่มชีวิตใหม่อย่างไร  หมอนเก่า ๆ ผ้าห่มขาด ๆ จะซื้อใหม่ดีมั้ย  แต่ถ้าแพ้จะรู้สึกอย่างไร จะทำใจได้มั้ย จะอยู่ต่อไปได้อย่างไร  ฉันได้แต่คิด..คิด และคิด  แต่ก็ไม่มีคำตอบให้ตัวเอง

ลูก สองคนตื่นเต้น หากชนะคดีเขาหวังจะได้เจอหน้าพ่อที่จากไปนานถึง 3 ปี  สองคนคุยกันเสมอว่า ป๊าจะจำเราได้มั้ย เราสองคนโตขึ้นเยอะเลย เฮียเซ้นต์สูงกว่าแม่แล้ว หลิงหลิงก็สูงเกือบจะเท่าแม่แล้ว หนูจะกระโดดหอมป๊าเป็นคนแรกเลย ฉันยิ้มอย่างมีความสุขกับจินตนาการของลูก แต่ลึก ๆ ในใจฉันกลับวิตกกังวลอย่างบอกไม่ถูก

เฮียเซ้นต์ ดูจะตื่นเต้นมากกว่าหลิงหลิง เพราะเป็นเรื่องของเขาโดยตรง  เขาเป็นคนไม่พูดมาก แต่เดี๋ยวก็เดินมาหอมแม่ เดี๋ยวก็กอดแม่ แม่รู้..ว่าเซ้นต์มีความหวัง หลิงหลิงคนรู้ใจปลอบแม่ว่า “แม่ขา..ห้ามเป็นลมนะคะหนูจะอยู่ใกล้ ๆ แม่ต้องเข้มแข็ง เราต้องได้รับความยุติธรรมอย่างแน่นอน เชื่อหนูนะคะ”

เช้านั้นสามีโทรมาจากอเมริกา “ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเฮียขอให้อุ้ยทำใจ”  เขา ไม่หวังกับสิ่งที่ฉันต่อสู้ แต่ก็ไม่ขัดขวาง ฉันบอกให้เขาเตรียมตัวเก็บเสื้อผ้า  ถ้าชนะคดีให้รีบกลับเมืองไทยเพื่อเป็นของขวัญให้ลูก

ฉันพาลูกไปศาลด้วย ยามนี้ลูก 2 คนคือกำลังใจ

เมื่อถึงเวลาศาลนั่งบัลลังก์ ฉันลุกขึ้นยืนฟังคำพิพากษาด้วยความมั่นใจ  ในใจคิดว่าเราต้องชนะอย่างแน่นอน  เพราะเราเป็นฝ่ายถูกกระทำ  ฟังศาลท่านอ่านคำพิพากษาไปเรื่อย ๆ นานมากเหงื่อออกปุด ๆ ใจเต้นโครม ๆ แอร์ไม่เย็นเลย  พอจับใจความได้  หัวใจของฉันก็เริ่มสลายไปเรื่อย ๆ  หูเริ่มอื้อไปหมด  ฟ้ามันมืดไปหมดแล้ว  ฉันมองไปที่พระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวง แล้วพร่ำในใจว่า ”ในหลวงเจ้าขา..ช่วยข้าพระพุทธเจ้าด้วย”

ฉัน รู้สึกสิ้นหวัง ศาลท่านพูดอะไรฉันไม่ได้ยินแล้ว เดาออกหมดแล้ว รู้สึกเจ็บปวดตรงหัวใจแทบทนไม่ได้  หายใจติดขัด  วินาทีนั้นโลกมันมืดไปหมด ไม่มีแรงยืน เหมือนไฟในห้องพิจารณาคดีดับวูบ คนไปให้กำลังใจบอกว่า  ฉันล้มตึงลงไปกลางศาล ทุกคนตกใจโกลาหลไปหมด

พอ รู้สติ ฉันอยากจะกลั้นใจตายไปเสียให้มันจบมันสิ้น ลูกจ๋าอยู่ไหน  ฉันร้องไห้ไม่ออกตัวชาไปหมด  หลายคนช่วยกันเอายาให้ดม  พัดวี วุ่นวายไปหมด  ดูข่าวย้อนหลังได้เห็นว่าลูกสองคนร้องไห้อยู่กับแม่ตลอด  ฉันสงสารลูกจับใจ นี่แม่ทำร้ายหัวใจลูกหรือนี่

“โถ..ลูกแม่ ใครจะรู้ว่าหลังสิ้นคำพิพากษา หัวใจดวงน้อยสองดวงของแม่ ต้องแหลกสลายไปกับหัวใจของแม่ด้วย”

13 ปี..ที่ครอบครัวเรารอคอย  มันจบลงอย่างนี้เองหรือ  เท่านี้เองหรือ  ง่าย ๆ อย่างนี้หรือ แค่คำว่า ”หมดอายุความ” เท่านี้เองหรือ

ฉันต้องฝืนใจอย่างยากลำบาก ยอมรับ “กติกาของสังคม” ทั้งที่ไม่เห็นด้วยกับคำตัดสิน  ชีวิตนี้..อะไรที่ไม่ถูกต้องฉันไม่เคยทำ ฉันพยายามต่อสู้ทุกวิถีทาง ตามหน้าที่ของปวงชนชาวไทย ที่กฎหมายรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ แต่ครอบครัวฉันกลับถูกทำร้ายซ้ำเติมครั้งแล้วครั้งเล่า

หรือ ว่ามันถึงเวลาแล้ว ทีต้องยอมรับว่าอย่าไปสู้เลย ปล่อยตามเรื่องตามราวดีกว่า หรือฉันนี่แหละคือตัวตลกตัวจริงของสังคม ฉันควรจะสงบปากสงบคำ ยอมรับว่าทุกอย่างมันเป็นเวรกรรม  ก้มหน้าก้มตาเลี้ยงลูกไป   ฉันอาจไม่ต้องสูญสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง ดังเช่นทุกวันนี้                            
         
เมื่อถึงบ้าน เราสามคนแม่ลูกทำอะไรไม่ถูก เรามองหน้ากันไม่มีคำพูดใด ๆ  แต่เรารู้ว่า“นี่คือความจริงที่เราต้องยอมรับ” ไม่ต้องพูดอะไรอีกแล้ว ทุกอย่างมันสลายไปกับตา เราปิดประตูหน้าต่างแล้วก็กอดกันร้องไห้ดัง ๆ

ฉัน ขอลูก ๆ ว่า  ขอแม่อยู่เงียบ ๆ วินาทีนี้แม่ปลอบลูกไม่ไหว  แม่จะแย่แล้ว  ลูกปลอบแม่ได้มั้ย  ฉันร้องดัง ๆ อย่างสิ้นหวัง ฉันเจ็บปวดเหลือเกิน ทำใจไม่ได้กับความอยุติธรรม ฉันไม่รู้ว่าในหัวใจลูกคิดอะไร  เซ้นต์ทำงานบ้านแทนแม่  หลิงหลิงเอาผ้าชุบน้ำมาเช็ดหน้าให้แม่  ฉันพูดกับลูกว่า ปล่อยแม่สักวันนะลูก  แม่ขออ่อนแอแค่วันเดียวเท่านั้น  มันเกินที่แม่จะทนไหว  แม่ขอแค่วันเดียวเท่านั้นนะลูก  พรุ่งนี้แม่สัญญาว่าจะเป็นคนใหม่
     
เช้าวันรุ่งขึ้น  ฉันนั่งนิ่งอยู่ในที่นอน  ยังนึกอยู่ว่าฝันไปหรือเปล่าเหตุการณ์เมื่อวานนี้  แต่มันก็คือความจริงที่ฉันต้องยอมรับและต้องอยู่กับมันให้ได้  ฉันหันไปมองลูก..สองคนนอนหลับ  โถ..คนดีของแม่คงทั้งเหนื่อยทั้งเพลีย

ฉัน รู้ตัวว่าจะอ่อนแอไม่ได้..จะจมอยู่อย่างนี้ไม่ได้  แต่ก็ไม่ทันได้คิดอะไร ก็มีเจ้าหน้าที่ของกรมบังคับคดีมาถ่ายรูปบ้าน  ฉันออกไปถาม เขาบอกว่า “พี่ยังไม่รู้ตัวอีกหรือว่าบ้านพี่จะถูกขายทอดตลาดวันที่ 5 นี้แล้ว” ฉันตกตะลึงจนพูดอะไรไม่ออก กลั้นน้ำตาเอาไว้จนตัวสั่นไปหมด ฉันเดินก้มหน้าหันหลังเข้าบ้าน..น้ำตาไหลพรากโดยไม่โต้แย้งอะไรเลย

สักพัก..ก็ มีเจ้าหน้าที่บริษัทบริหารสินทรัพย์ เจ้าหนี้ที่ยึดบ้านมากดกริ่ง ขอถ่ายรูปในบ้าน-นอกบ้านเพื่อสำรวจทรัพย์ เตรียมขายทอดตลาด  ฉันอึ้งจนพูดไม่ออก รีบปิดประตูกลัวเขาเข้าบ้าน ฉันจะทำอย่างไรดีมองไปทางไหนก็มืดมนไปหมด แต่ก็ไม่มีแรงจะไปยื้ออะไรอีกแล้ว จึงปล่อยให้เขาทำได้ตามอำเภอใจ นาทีนี้อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด  

ชีวิต นี้ก็มีแค่นี้จริง ๆ เหลือแต่ตัวจริง ๆ แล้ว  นี่คือความเป็นจริง จริงเสียยิ่งกว่าจริง  จะหนีอย่างไรถึงจะพาลูก ๆ ไปให้พ้นจากทุกข์ตรงนี้ได้  มันมาพร้อม ๆ กันเหมือนนัดกันไว้  จะเอากันให้ตายไปเลยหรืออย่างไร

ฉันสติแตกวิ่งขึ้นไปบนดาด ฟ้า  ร้องดัง ๆ ร้องสุดเสียง ปลดปล่อยความทุกข์  เหมือนคนบ้า ฉันจะทำอย่างไรดี  เหมือนคนตกน้ำใกล้จะจม  มองไปทางไหนก็เคว้งคว้างไปหมด  มืดแปดด้าน ทำไม  ทำไม  แต่ก็ไม่มีคำตอบ ไม่มีใครช่วยได้

ฉัน กลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลจนเจ็บแน่นหน้าอกไปหมด ฝืนยิ้มแห้ง ๆ ปลอบลูกว่า  “ลูกขา..บ้านหลังนี้มันคงไม่ใช่ของเรานะลูก มันทรุดโทรมมาก อนาคตแม่จะซื้อบ้านใหม่ที่มีสนามหญ้าให้ลูกอยู่ แม่จะมีห้องส่วนตัวให้ลูกคนละห้องเลยดีมั้ย  เราจะได้ไม่ต้องกางมุ้งนอนกันอย่างทุกวันนี้ไง ฝนตกลูกก็ไม่ต้องวิดน้ำกันอีกแล้วไง”

ลูก สองคนรู้...ว่าแม่พูดในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ แต่ก็พยักหน้าเพื่อเอาใจ  เวลานั้นแม่ไม่มีคำพูดใดที่จะพูดได้ดีกว่านั้นอีกแล้ว สงสารความรู้สึกลูกจับใจ  สองคนน้ำตาไหลอาบแก้ม  “แม่ขา..เราจะไปอยู่ที่ไหนกัน”  ลำพังแม่คนเดียวแม่ทนได้ แต่แม่....ทนเห็นลูกทุกข์ทรมานใจอย่างนี้ไม่ได้

ฉันสติแตก แต่รู้ตัวว่าบ้าไม่ได้..ตายก็ไม่ได้ ยังมีแก้วตาดวงใจอีก 2 ดวงต้องดูแล เขาถูกทำร้ายมามากพอแล้ว  ฉันเป็นแม่ที่ใช้ไม่ได้ ปกป้องลูกไม่ได้  วินาที นั้นฉันสัญญากับตัวเองว่า จะไม่ให้ครอบครัวเราถูกทำร้ายอยู่ข้างเดียวอีกต่อไป ฉันต้องรีบเข้มแข็ง  จะเป็นอะไรไปไม่ได้  ต้องมีชีวิตอยู่เพื่อลูก

“แม้จะไม่เหลืออะไร...แม่ยังมีหนูสองคน..ดวงใจของแม่...
คนดีของแม่.....ลูกคือทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดที่แม่เหลืออยู่

ฉัน ดำรงชีวิตอยู่ต่ออย่างยากเย็น   ด้วยความยากลำบาก  ร่างกายผ่ายผอมเหมือนผีตายซาก  สุขภาพจิตใจย่ำแย่มาก ๆ  ลับหลังลูกน้ำตาไหลโดยไม่ต้องสั่ง  ลูก ๆ กลัวแม่ทำร้ายตัวเองอยู่ไม่ยอมห่าง

ไม่กี่วันต่อมาฉันได้รับหมายนัดจากศาลอาญา ให้ไปไต่สวนมูลฟ้องคดีที่ร.พ.พญาไท 1 ฟ้องฉันเป็นคดีอาญา      “ข้อหาหมิ่นประมาท”

เหมือน โชคชะตา   จะไม่ปล่อยให้ฉันได้มีเวลาโงหัว ตั้งหลัก หายใจหายคอให้โล่งสักระยะก่อนหรืออย่างไร  เขาคง..กะจะเอาให้ตายกันไปข้างหนึ่ง  ฉันไม่บอกลูก  ไม่อยากให้เขาสะเทือนใจไปมากกว่านี้  โลกของเขาควรจะสดใสมีความสุขตามวัยที่ควรจะได้รับ  ฉันขอทุกข์คนเดียว ฉันทนได้

ฉันทุกข์จนไม่รู้ว่า...จะแบกความทุกข์นั้นต่อไปได้ อย่างไร หัวอกหัวใจแทบไม่เป็นผู้เป็นคน มันหนักเกินไปหรือเปล่า   สำหรับชีวิตลูกผู้หญิงคนหนึ่ง

ทายสิว่า จากนี้ไปฉันกับลูกจะอยู่อย่างไร 
หัวใจต้องทำด้วยอะไรถึงจะทนอยู่ได้กับปัญหารอบด้านที่รุมเร้า 
มันจะมีมั้ยคำว่าฟ้าหลังฝน 
ในเมื่อตอนนี้ ครอบครัวฉันโดนพายุกระหน่ำลูกแล้วลูกเล่า 
ไม่มีวี่แววของแสงสว่างส่องมาให้เห็นเลย

ความยุติธรรม..มันจบลงอย่างนี้เองหรือ
ลูกจ๋า..แม่ทำใจไม่ได้
นี่หรือ..คือความยุติธรรม
ทำร้ายเรายังไม่พออีกหรือ
แม่ครับ..อย่าร้องไห้อีกเลย



ลูกจ๋า..แม่ทำใจไม่ได้
ลูกจ๋า..อย่าร้องไห้
ไม่รู้จะทำอย่างไรดี..กับชีวิตที่เหลือ
ใครก็ได้ช่วยฉันกับลูกที
หมดสิ้นเรี่ยวแรง

สถานการณ์ร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ กับรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

คลิบวิดีโอเรียกร้องพรบ.คุ้มครองผู้เสียหาย

คลิปสร้างกำลังใจ