ทุกคำถามเกี่ยวกับร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ นพ.วิชัย โชควิวัฒน มีคำตอบ

จดหมายฉบับพิเศษ : ถึงคุณอุ้ย ปริยนันท์ ล้อเสริมวัฒนา


ผมไม่เคยรู้จักคุณอุ้ย ไม่เคยสนใจเรื่อง พรบ คุ้มครองผู้เสียหาย เพราะผมไม่เคยดูหรือฟังข่าวสารใด ๆ มานานมากแล้ว ผมเบื่อข่าว โดยเฉพาะข่าวการเมือง ผมมารู้จักเรื่องราวของคุณอุ้ยผ่านทาง Facebook แต่เนื่องจากไม่มีเวลามากนัก ก็อ่านผ่าน ๆ และคิดว่าการให้กำลังใจแม่คนหนึ่งก็คงจะเพียงพอ ที่จะช่วยคุณอุ้ยได้แสดงออกและรวบรวมเสียงสะท้อน เพื่่อผลักดัน พรบ คุ้มครองผู้เสียหายฉบับนี้
แต่วันนี้ไม่ใช่ ผมอ่านเรื่องคุณอุ้ยมากขึ้น และเข้าใจมากขึ้นว่าความสูญเสียของคุณอุ้ยนั้น รุนแรงเกินกว่าที่ผมเข้าใจ รุนแรงเกินกว่าที่ครอบครัวหนึ่งพึงได้รับ และผมก็มานั่งคิดว่าหากสิ่งนี้เกิดกับลูกของผมบ้าง ผมจะทำอย่างไร ผมไม่กล้าเขียนลงมาในจดหมายฉบับนี้ แต่ผมคิดว่า สิ่งที่ผมจะทำคงจะรุนแรงกว่าการเคลื่อนไหวของคุณอุ้ย หลายร้อยเท่า

ผม ค่อย ๆ นั่งไล่อ่านจดหมายของคุณอุ้ยทีละฉบับ อาจช้า ๆ ทีละบรรทัด เพื่อให้เข้าใจ เพื่อให้ผมค่อย ๆ ซึมซับสิ่งที่เกิดขึ้น และในทุกบรรทัด ผมตั้งคำถามว่า ถ้าเกิดกับเราบ้าง เราจะรู้สึกอย่างไร เราจะเสียใจอย่างไร และเราจะแสดงออกอย่างไร

วันนี้สิ่งที่คุณอุ้ยทำ ไม่ใช่เรื่องของคุณอุ้ย เพราะความผิดปกติของลูกของคุณอุ้ยเอากลับคืนมาไม่ได้ ชีวิตของหลาย ๆ คนที่อาจจะเสียไป เพราะความผิดพลาด ความประมาท ความเหนื่อยยาก ความไม่เพียงพอ สารพัดปัญหาของวงการแพทย์ในประเทศไทย ก็ไม่สามารถเอาคืนมาได้

คุณอุ้ยกำลังทำเพื่อครอบครัวคนไทยทุก คน เพื่อสร้างมาตรฐาน สร้างกฎกติการ และสร้างกรอบความรับผิดชอบทางการแพทย์ ที่จะปกป้องทั้งแพทย์และคนไข้ ให้สามารถพึ่งพากันได้ เชื่อมั่นกันได้เช่นเดิม ในขณะที่ปัจจุบัน การแพทย์ของประเทศไทย เข้าใกล้ความเป็นธุรกิจขึ้นมาทุกที

พรบ ฉบับนี้ล่ะ คือ กรอบ และ เส้นแบ่ง และ ตัวหนังสือใน พรบ นี้แต่ละอักษร คือ สิ่งที่จะทำให้แพทย์ตระหนักถึงความรับผิดชอบ ความคาดหวังของคนไทย ความศรัทธาต่ออาชีพแพทย์ ให้คงอยู่อย่างถาวร

เพื่อนของผมหลาย คนเป็นแพทย์ ในขณะที่เมื่อ 10 กว่าปีก่อน เราแข่งขันกัน ระหว่างการเป็นแพทย์ กับวิศวกร ผมอาจโชคดีที่เลือกเป็นวิศวกร ที่ไม่ต้องรับภาระชีวิตมนุษย์อย่างเพื่อน ๆ หลายคนที่เป็นแพทย์ ในสมัยนั้นเพื่อน ๆ ที่เรียนแพทย์ หลังเรียนจบต้องมีการใช้ทุน โดยต้องไปประจำอยู่ในโรงพยาบาลต่างจังหวัดไกล ๆ แต่สมัยนี้ เพื่อนผมบอกว่า สามารถจ่ายสตางค์ใช้ทุนได้ ผมถามเพื่อนว่า ทำไมต้องให้ไปใช้ทุนโรงพยาบาลไกล ๆ ในต่างจังหวัด เพื่อนผมบอกว่า

" คำนำหน้าแพทย์ หรือคุณหมอ ที่พวกเรายกมือไหว้นั้น ไม่ใช่เพราะว่าเล่าเรียนมาเพื่อเป็นหมอ รักษาโรคแต่ละโรค แต่เล่าเรียนมาเพื่อรับใช้ความเจ็บป่วยทางสังคม ที่ให้ไปไกล ๆ เพราะอยากให้เห็นความเจ็บปวด ความไม่พร้อม ความไม่สบาย และคุณหมอคนนั้น จึงจะเป็นหมอทีแท้จริง เพราะ ความไม่สะดวก ไม่สบาย ไม่พร้อม ในการที่จะต้องดูแลรักษาคนไข้ เจ็บป่วย เหนื่อย และหนักไปพร้อมกับคนไข้ กับสังคม นั่นคือหมอทีแท้จริง"

แต่วันนี้ต้องยอมรับว่า หลังจากจ่ายเงินใช้ทุนได้ ทุกอย่างเปลี่ยนไป แพทย์ส่วนหนึ่งไม่ใช่แพทย์อีกต่อไป ผมเองสัมผัสได้ รู้สึกได้ว่าบางครั้ง ผมไม่ได้ไปหาหมอไม่ได้ไปหาที่พึ่ง ที่เยียวยาอีกต่อไป ผมไปหานักธุรกิจ คณะบุคคล โรงพยาบาล เพื่อต่อรองระหว่างเงินค่ารักษา กับสุขภาพของผม สุขภาพของลูกของผม ผมไม่ได้ไปหาหมอ ผมไปเจรจาธุรกิจ

ในขณะที่ ผมก็ยังเห็น และสัมผัสได้ ถึงแพทย์บางคน ที่ยังสามารถยกมือไหว้ได้อย่างสนิทใจ ในความเป็นแพทย์ ในความเป็นคุณหมอ ถ้าผมเจอแพทย์แบบนี้ ผมไม่ต่อรองอะไรทั้งนั้น เพราะผมไปหาที่พึ่ง ไปหามืออาชีพ ไปหาจรรยาบรรณ ที่จะช่วยผมได้ ผมไปหาหมอ ไม่ใช่ไปหานักธุรกิจ ผมเชื่อเหลือเกินว่า ประเทศไทยยังไม่แพทย์ดี ๆ แบบนี้อยู่มากมาย และส่วนใหญ่เห็นประโยชน์จาก พรบ ที่คุณอุ้ยพยายามผลักดันอยู่ ว่ามีความเป็นธรรม และช่วยเหลือทั้งแพทย์และคนไข้ ให้ไปด้วยกันได้

แพทย์ บางท่านที่ไม่เห็นด้วย ท่านอาจจะเหนื่อยกับการรักษา กับภาระการงาน ความรับผิดชอบ ที่ต้องรับผิดชอบทั้งชีวิตคน และหากผิดพลาดก็ไม่คุ้มค่า กับขบวนการต่าง ๆ ที่ท่านคิดว่าไม่เป็นธรรมกับความทุ่มเทของท่าน แพทย์เหล่านี้ ผมเชื่อว่าคุยได้ครับ แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น แลกเปลี่ยนเงื่อนไขได้ เพราะไม่ว่าจะอาชีพอะไร ทุกคนก็คือมนุษย์คนหนึ่ง ที่มีภาระ มีความรู้สึก มีอารมณ์ และต้องการความความมั่นคง แพทย์ก็มีลูก มีภรรยา มีความเหนื่อย
แน่นอนว่า สิ่งที่สังคมจ่ายให้ท่าน เช่น มีคนบอกว่า มีเพียง 2 อาชีพที่ทำให้คนยกมือไหว้ นั่นคือแพทย์กับครู นั่นคือสถานะพิเศษ ที่สังคมมอบให้ ความเคารพนับถือซื้อไม่ได้ด้วยเงิน ซื้อได้ด้วยศรัทธา ผมเพียงหวังว่าแพทย์กลุ่มนี้จะยังมีศรัทธาต่อคนไข้ และคนไข้จะมีศรัทธาต่อแพทย์กลุ่มนี้ รัฐบาลก็พึงตระหนักว่าจะทำอย่างไร ให้แพทย์กลุ่มนี้ ได้รับการดูแล ได้รับเงินค่าตอบแทนให้คุ้มค่ากับความเหนื่อยยาก

แพทย์กลุ่ม ที่ 3 คือนักธุรกิจ ก็จำเป็นต้องต่อรองและคุยกันแบบนักธุรกิจ เมื่อท่านไม่ยอมเสี่ยงที่จะรับผิดชอบ ท่านก็ควรตระหนักว่า ท่านควรเป็นแพทย์อย่างที่สังคมนิยามและคาดหวังหรือไม่ กลุ่มนี้ ผมคิดว่า คุณอุ้ยไม่ควรจะต้องคุยอะไรด้วย และหากใครมีปัญหาด้านการรักษาควรดำเนินการฟ้องร้องอย่างเต็มที่ เพราะธุรกิจก็คือธุรกิจ แม้ว่าคนไข้้อาจต้องแลกการต่อรองด้วยชีวิตก็ตาม

ใจ ผมคิดว่า ควรนิยามแพทย์ใหม่ เป็น หมอชั้นหนึ่ง ก็คือหมอที่เป็นหมอโดยจิตวิญญาณ หมอชั้นสอง ก็คือหมอที่เป็นหมอโดยจิตวิญญาณครึ่งหนึ่งโดยความอยู่รอดและระมัดระวังความ เสี่ยงครึ่งหนึ่ง และหมอชั้น 3 ก็คือนักธุรกิจในคราบหมอ

ผม เชื่อเสมอถึงวันนี้ เดี่ยวนี้ วินาทีนี้ เพราะเพิ่งวางหูกับเพื่อนที่เป็นหมอที่ต่างจังหวัด ผมเชื่อว่า หมอชั้นหนึ่งยังมีอยู่มากมายครับ หมอชั้นสองอาจจะยังกังวลและระแวง ส่วนหมอชั้น 3 นั้น มีน้อยมาก แต่อาจมีบทบาทสูงในสังคมการเมือง และการบริหารทางการแพทย์

อยากให้คุณอุ้ยเดินต่อ และอยากเชิญชวนทุกคนให้กำลังใจคุณอุ้ย เพราะคุณอุ้ยคือตัวจริง เสียงจริง คือผู้ที่ได้รับผลกระทบจริง และเรียกคืนมาไม่ได้ แต่คุณอุ้ยเดินเพื่อคนอื่น เพื่อครอบครัวผม ครอบครัวคนในสังคมไทย ที่กฏหมายยังไม่สามารถเป็นกฎหมายได้ สังคมที่จริยธรรมบางครั้งแปลยาก

และสังคมที่ความเลว บางครั้งถูกมองเป็นความดี

ด้วยความเคารพคุณอุ้ย

สถานการณ์ร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ กับรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

คลิบวิดีโอเรียกร้องพรบ.คุ้มครองผู้เสียหาย

คลิปสร้างกำลังใจ