ทุกคำถามเกี่ยวกับร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ นพ.วิชัย โชควิวัฒน มีคำตอบ

บันทึกสีดำ...ของคนชุดขาว

เมื่อวันสาร์ทจีน ( 15 สิงหาคม 2551)ลูกๆทุกคนกลับไปที่บ้านแม่  เพื่อทำพิธีตามประเพณีคนไทยเชื้อสายจีน  เสร็จจากพิธีกรรมแล้ว  พ่อ แม่ และลูกๆทั้งสี่ ต่างมานั่งล้อมวงกินข้าวกันอย่างสนุกสนาน  ทุกคนดูว่าจะมีความสุขที่ได้มาพบปะสังสรรค์กัน  พูดคุยกันอย่างออกรส  ผมยังจำแววตาแม่ได้  มันบ่งบอกว่าท่านมีความสุขมากที่ลูกๆมา  ผมได้มีโอกาสคุยกับแม่หลาย ๆเรื่องในอดีต ก็ไม่คิดว่าจะเป็นการคุยกันแบบยาวๆครั้งสุดท้าย
                          
แม่ เดินไปที่รถจักยานยนต์เพื่อจะออกไปทำธุระข้างนอก หลังจากคุยกับผมเป็นชั่วโมง  ผมมองอยู่และกำลังจะไปช่วยขยับรถให้ท่าน แต่ผมยังไม่ทันลุกจากที่นั่ง  แม่ก็ล้มลงก้นกระแทกพื้น รถจักรยานยนต์ก็เอียงล้มมาทับแม่ด้วย  ผมรีบยกรถ  และพยายามพยุงแม่ขึ้นมา แต่แม่บอกรอเดี๋ยวมันเจ็บแปล๊บที่ต้นขา  สักพักแม่ก็พยายามลุก ผมคอยพยุง แต่แม่บอกขาซ้ายยืนไม่ไหว ยั้งขาไม่ได้  พอได้ยินเท่านั้นผมก็รีบเรียกน้องๆ เพื่อช่วยกันนำแม่ไปโรงพยาบาล  คงเป็นโชคร้ายของแม่ ที่บังเอิญว่าโรงพยาบาลเอกชนที่ใหญ่ที่สุดและผมคิดว่าดีที่สุดอยู่ใกล้บ้าน น้องชายอุ้มแม่ขึ้นรถแล้วขับไปส่งโรงพยาบาล ผมก็ขับรถตัวเองตามไป ใช้เวลาไม่ถึง 5 นาทีก็ถึงโรงพยาบาลแล้ว  เมื่อแม่ถึงมือคุณหมอ  ทุกคนก็ใจชื้นและฝากความหวังไว้กับคุณหมอที่จะช่วยให้แม่หายเจ็บ  แต่กว่าคุณหมอจะยอมให้นอนโรงพยาบาลก็ต้องออกแรงเจรจากันยกใหญ่  ท้ายสุดกว่าแม่จะได้นอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลก็ราวๆ 4 – 5 ทุ่มแล้ว

เช้า วันรุ่งขึ้น  คุณหมอมาตรวจแม่ตอนสาย  บอกว่าแม่ข้อต่อสะโพกหัก ต้องผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมคืนนี้ 2 ทุ่ม  ลูกๆตกใจ ไม่นึกว่าจะเป็นเรื่องใหญ่ขนาดต้องผ่าตัดกันเลยหรือ  ต่างจากแม่ที่ดูแปลกใจเล็กน้อยเท่านั้น  หลังจากนั้นก็คุยเล่นได้เป็นปกติ   เมื่อหมอมีความเห็นแบบนี้มันก็ต้องทำใจยอมรับคำวินิจฉัยและวิธีรักษา  เพียงแต่ว่าทำไมต้องคืนนี้ 2 ทุ่ม  ทั้งๆที่แม่มีโรคประจำตัวเบาหวานซึ่งคุณหมอก็ทราบดีเพราะบอกไว้ก่อนแล้วและ มีในประวัติคนไข้ด้วย  ระหว่างรอเวลาผ่าตัด  ก็ไม่มีสัญญาณใดๆที่บ่งบอกว่าจะเกิดเหตุที่ไม่พึงประสงค์ขึ้นเลย  พอได้เวลา  แม่ก็ถูกนำไปที่ห้องผ่าตัด  ส่งแม่เข้าไปแล้ว  ลูกๆก็นั่งดูทีวีหน้าห้องนั่นเอง  จนเวลาประมาณ 5 ทุ่ม แม่ก็ถูกเข็นออกจากห้องผ่าตัด  เห็นแม่นอนอยู่บนรถเข็นนอนเหมือนคนนอนหลับ (ไม่มีใครแปลกใจเลย ทั้งๆที่รู้ว่าหมอใช้วิธีบล็อคหลัง คนไข้ต้องรู้ตัวตลอดเวลา) ไม่มีใครกล้าเรียกหรือปลุกแม่ เพราะไม่รู้จริงๆว่าคนที่ออกจากห้องผ่าตัดแล้วจะต้องทำอะไรบ้าง  แม่ถูกเข็นเข้าห้องพักที่หวอดเดิม  ช่วยกันยกแม่จากรถเข็นนอนลงเตียง แม่ก็ไม่ตื่น หลับอยู่อย่างนั้นเหมือนเดิม  ลูกๆไม่มีใครเอะใจ มีแต่พ่อเท่านั้นที่ออกไปต่อว่าพยาบาลว่า "คนไข้ยังไม่ตื่นแล้วย้ายมาทำไม" ซึ่งคนเปลและพยาบาลบอกตรงกันว่า "คุณหมอสั่ง" เพียงเท่านั้น.....คุณพ่อรู้สึกไม่พอใจแต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ทำได้แต่นอนอยู่กับน้องในห้องเพื่อเฝ้าไข้แม่  เวลาผ่านไปหลายชั่วโมง ไม่มีพยาบาลหรือหมอเข้ามาดูอาการแม่เลยทั้งคืน จนกระทั่งพ่อตื่นขึ้นมาตอน 6 โมงเช้าเห็นแม่นอนน้ำลายฟูมปากอยู่บนเตียง ก็รีบไปตามพยาบาล  พอพยาบาลมาถึงก็โกลาหลกันใหญ่ ได้ยินเสียงคุยกันว่า "น้ำตาลสูง อ่านค่าไม่ได้เลย"  หลังจากนั้นก็ย้ายแม่มาที่ห้องไอซียู  พ่อและ ลูกๆไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไป  ต้องรอเวลาเท่านั้น
                                           
พอ ได้เวลาเยี่ยมไข้  ทุกคนก็รีบเดินลิ่วไปหาแม่  วินาทีที่เห็นแม่นั้น มันแสนยากที่จะบรรยาย  ทั้งแขนทั้งขาถูกผ้ามัดไว้กับเตียง  แม่ขยับ ดิ้นทุรนทุราย  ไม่ลืมตาและร้อง "เจ็บ  เจ็บเหลือเกิน" ภาพตรงหน้านี้ทำเอาทุกคนร้องโฮออกมาแทบจะพร้อมกัน ต่างคนต่างเรียกแม่ จนลั่นห้องไอซียู   สักพักใหญ่ๆ ก็มีคุณหมอผู้เชี่ยวชาญทางสมองมาตรวจ หยิบฟิล์มเอ็กซเรย์สมองพร้อมอธิบายอาการของแม่   "เนื้อสมองได้รับความเสียหายบริเวณกว้าง ซีกขวาทั้งซีก ประกอบกับมีภาวะสมองบวม  คนไข้จะมีอาการแขนขาอ่อนแรงซีกซ้าย ต้องคอยเฝ้าดูอาการ อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว  ถ้าสมองบวมมากขึ้น ยาที่ให้ไม่ได้ผล คงต้องผ่าตัดเปิดกะโหลกเพื่อลดความดันของสมอง  แต่คนไข้มีโรคเบาหวาน มีความเสี่ยงสูงมาก"  พ่อ ผม น้องๆ ต่างก็อึ้งกันไปเหมือนคนเป็นใบ้
                                              
ขึ้น วันใหม่  พ่อและลูกๆของแม่ก็รีบมารอเยี่ยมแม่ที่หน้าห้องไอซียูอย่างพร้อมหน้า  พอได้เวลาเยี่ยม  ประตูเปิด ผมก็รีบเดินเข้าไปทันที  พอเดินไปถึงเตียงที่แม่นอนอยู่  ก็เห็นแม่ใส่เครื่องช่วยหายใจแล้ว มีสายมีท่อระโยงระยางหลายเส้นทีเดียว  ยิ่งทำให้ความรู้สึกผมแย่ขึ้นไปอีก  ผมไม่กล้าเรียกแม่เหมือนเคย  คิดว่าท่านคงหลับอยู่ ไม่อยากรบกวนท่าน  ทำได้แต่เพียงเข้าไปกำมือแม่ แล้วเอามาไว้ที่หัวของผม   พอมือแม่สัมผัสกับหัวของผมเท่านั้น  น้ำตาผมก็ไหลพรูออกมาอย่างไม่ขาดสาย  เหมือนว่าท่านจะรู้  นิ้วมือท่านพยายามจับหัวของผมและบีบ  ทั้งๆที่ท่านไม่ลืมตา  สักพักผมก็ถอนตัวออกมาให้คนอื่นๆเขาได้เข้าไปเยี่ยมอาการแม่ใกล้ๆบ้าง  ถึงช่วงเย็นเห็นคุณหมอเดินเข้าไปในห้องไอซียู  สักครู่ก็ให้ผมและน้องๆเข้าไป หมอเริ่มอธิบายอาการแม่อีกครั้ง  สรุปความโดยย่อได้ว่า  สมองแม่มีความเสียหายบริเวณกว้างขึ้น ยาที่ให้ไม่สามารถหยุดยั้งความเสียหายได้ สมองบวมมากขึ้นใกล้บริเวณก้านสมอง  อาการทรุดลง ให้ญาติๆตัดสินใจในการรักษาต่อไปด้วยการผ่าตัดสมอง
ถ้าตัดสินใจผ่า ตัดก็ทำได้เลย  แต่มีโอกาสเสียชีวิตสูงถึง 80 - 90 เปอร์เซ็นต์  ถ้าโชคดีรอดมาได้ก็จะเป็นอัมพาตตลอดชีวิต  ถ้าไม่ผ่าตัดก็รักษาตามอาการ  และขึ้นอยู่กับอายุขัยของผู้ป่วย  ทุกคนได้ฟังก็หน้าถอดสี  ผมจึงต้องบอกให้ออกไปปรึกษากันนอกห้องดีกว่าว่าจะเอาอย่างไรต่อไป  ใช้เวลาไปนานทีเดียวเพราะตัดสินใจยากจริงๆ  แต่เมื่อจำเป็นต้องตัดสินใจ สุดท้ายทุกคนก็เห็นตรงกันว่า ไม่ผ่า  และขอย้ายโรงพยาบาล
แล้วก็มา ถึงเช้าวันใหม่  เป็นเช้าวันที่ผมคิดว่าไปตายเอาดาบหน้าดีกว่า  พวกเราไม่สบายใจที่จะให้แม่อยู่รักษาตัวที่นี่อีกแล้ว  ไม่ว่าสาเหตุมันจะเกิดจากอะไรก็ตามที  แม่แค่ล้มก้นกระแทกพื้นเท่านั้นแต่ทำไมพอเข้าโรงพยาบาลนี้  รักษาแล้วกลับหนักกว่าเดิม  จนชีวิตแม่เหลือความหวังที่จะรอดจากเงื้อมมือมัจจุราชเพียงน้อยนิด  ท้ายสุด  แม่ก็มาอยู่ที่โรงพยาบาลที่สองเรียบร้อย  เข้าห้องไอซียูเหมือนเดิม  ช่วงหลังๆนี้เวลาผ่านไปเร็วมาก  ไม่เหมือนตอนที่แม่ยังอยู่ห้องไอซียูโรงพยาบาลแรก  หรือเป็นเพราะผมทำใจได้ก็ไม่รู้  แม่อยู่ในห้องไอซียูหลายวันจนหมอให้ออกจากห้องไอซียูได้  จึงย้ายแม่ไปตึกผู้ป่วยพิเศษที่จองไว้ล่วงหน้าแล้ว  ช่วงที่อยู่ตึกผู้ป่วยนี้  มีความโชคดีในความโชคร้ายอยู่บ้าง  ที่ว่าโชคดีก็คือผมได้มีโอกาสดูแลแม่อย่างเต็มที่แบบที่ไม่เคยทำมาก่อน  ถึงแม่จะนอนแบบไม่รู้สึกตัวเลย ที่ชาวบ้านเรียกกันว่า "นอนเป็นเจ้าหญิงนิทรา"  ได้มีโอกาสคอยขยับตัวแม่ทุก 2 ชั่วโมง  มีโอกาสเช็ดตัวแม่ทั้งตัวเหมือนที่แม่เคยทำให้ผมตอนไม่สบาย  มีโอกาสช่วยน้องเอานิ้วล้วงไปที่ก้นแม่เพื่อเอาอุจจาระออกมาหลังจากแม่ไม่ ถ่ายเลยหลายวัน  และอื่นๆอีกมากมาย  ผมถือว่ามันเป็นมงคลชีวิตที่ผมได้รับครั้งสุดท้ายจากแม่ของผม  จนคืนวันที่ 30 กันยายน  2551 เวลา 20.10 น.  แม่ก็จากพ่อและลูกๆไปอย่างสงบ ถ้าสวรรค์มีจริง ผมเชื่อว่าท่านต้องไปอยู่ที่นั่นอย่างไม่ต้องสงสัย  เพราะแม่เกิดมาไม่เคยเบียดเบียนใคร  เป็นคนดี เป็นที่รักของคนที่อยู่รอบข้างทุกๆคน  หลังจากนี้  เดือนสิงหาคมของทุกๆปี  ผมคงไม่มีโอกาสกราบแทบเท้าแม่อีกต่อไป  แต่อยากให้แม่รู้ว่า ลูกแม่คนนี้จะไม่มีวันลืมพระคุณแม่ไปชั่วชีวิต

หลังจากผ่าน พิธีศพคุณแม่แล้ว  ก็ถึงเวลาค้นหาสาเหตุที่เป็นมูลเหตุทำให้เกิดเรื่องราวที่เจ็บปวดนี้  ได้ติดต่อไปที่โรงพยาบาล  ไปที่คุณหมอเจ้าของไข้  ก็ไม่ได้รับคำอธิบายให้หายสงสัย  ขอเอกสารเวชระเบียนก็ถูกบ่ายเบี่ยง  ต้องใช้เวลาและกลอุบายมากมายกว่าจะได้เอกสารมาตรวจสอบ 2 ชุด โดยได้มาคนละเวลากัน  การตรวจสอบก็ยากลำบากเพราะไม่มีใครดูเป็นอ่านเป็น  ไปขอร้องคุณหมอท่านอื่นๆก็ไม่มีใครยินดีดูให้  จึงต้องพึ่งตัวเอง  ค้นคว้าข้อมูลจากสาธารณะทุกแหล่งที่เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์โดยเฉพาะใน อินเตอร์เนต  ควบคู่ไปกับการร้องเรียนไปยังหน่วยงานรัฐที่มีหน้าที่ดูแลโดยตรงก็ต้องรอผล การตรวจสอบที่นานแสนนานและไม่รู้ว่าเมือไรจะได้ข้อสรุป  ทำให้คิดไปว่า "พวกเดียวกันก็ต้องเข้าข้างกัน"  ตรงกันข้ามกับการค้นหาข้อมูลด้วยตัวเองที่มีความคืบหน้าจนยิ่งทำให้เกิดความ กังขาเพิ่มมากขึ้นๆ  ทำไมหมอไม่รอให้งดน้ำงดอาหารก่อนถึงค่อยเจาะเลือดตรวจ , ทำไมหมอไม่บอกเลยว่ามันอันตราย ผ่าตัดแล้วอาจจะเกิดภาวะแทรกซ้อนได้รุนแรงขนาดนี้ , ทำไมไม่เห็นมีการเซ็นใบยินยอมผ่าตัด , ทำไมคุณแม่หลับออกมาจากห้องผ่าตัดทั้งๆที่ใช้วิธีบล็อกหลัง , ทำไมหลังผ่าตัดถึงไม่มีคนมาประเมินอาการแม่ทุก 15 นาที 4 ครั้ง ทุก 30 นาที 2-4 ครั้งและทุกๆชั่วโมง , ทำไมหมอถึงออกใบรับรองแพทย์ว่าเหตุที่เกิดนั้นมาจากภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัด พอมีเรื่องกันแล้วกลับบอกว่าไม่ได้เกิดจากภาวะแทรกซ้อน แต่เกิดจากโรคประจำตัวแม่เอง , และทำไมต้องทำเอกสารเวชระเบียนที่ไม่ตรงกับความจริงให้ผมจับได้

ถ้า คำถามที่คาใจเหล่านี้ไม่ได้รับคำตอบที่เป็นวิทยาศาสตร์แล้ว  บันทึกนี้ไม่ใช่ผมหรอกที่เป็นคนเขียนมันขึ้นมา แต่เป็นคุณหมอและทีมของคุณหมอต่างหาก...........ที่เป็นคนเขียน

                                                                                                                                                จบบันทึกสีดำ   

สถานการณ์ร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ กับรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

คลิบวิดีโอเรียกร้องพรบ.คุ้มครองผู้เสียหาย

คลิปสร้างกำลังใจ