ทุกคำถามเกี่ยวกับร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ นพ.วิชัย โชควิวัฒน มีคำตอบ

ทำไมต้องมี พรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ

ประเทศไทยมีคนไข้ 4 กลุ่ม

บัตรทอง / ประกันสังคม /  ข้าราชการ /  จ่ายเงินเอง
เมื่อได้รับความเสียหายไม่มีระบบรองรับ...พิการ ตายฟรี  ไม่มีคนรับผิดชอบ!

คนไข้บัตรทอง 
เป็นประเภทเดียวที่เมื่อได้รับความเสียหายแล้วมี เงินช่วยเหลือเบื้องต้นตามม.41  (ไม่ใช่การชดเชย)  แต่ผู้เสียหายที่ต้องให้อาหารทางสายยางตลอดชีวิตหรือผู้เสียชีวิตคือเสาหลักของครอบครัวนั้น  ถือว่าไม่เพียงพอในระยะยาว เพราะเพดานสูงสุดเพียง 2 แสนบาท

หนึ่งชีวิตกระทบต่ออีกหลายชีวิต  ชีวิตพวกเรามักพลิกผัน ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป มีแต่ความทุกข์กายทุกข์ใจอย่างแสนสาหัส หมดโอกาสหาความก้าวหน้า ให้กับชีวิต บ้างต้องอยู่ไปวัน ๆ อย่างสิ้นหวังทั้งที่ยังมีลมหายใจ

พวกเรารู้สึกว่า...เราคือขยะของโรงพยาบาลที่ไม่เคยมีใครเหลียวแล 

การเรียกร้องหาความของพวกเรา มีแต่ทางตัน  เป็นไปด้วยความยากลำบาก  หาความเป็นธรรมแทบไม่ได้ดังตัวอย่างต่อไปนี้

1.แพทยสภา  กองการประกอบโรคศิลปะ  ดึงเวลาจนหมดอายุความทางแพ่ง 1 ปี (3-8 ปี)  มักตัดสินว่าเป็น ”คดีไม่มีมูล” หมอรักษาได้มาตรฐานดีแล้ว

2.แพทยสภาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง   ตั้งทีมหมอที่จบกฎหมายขึ้นมาต่อสู้กับคนไข้ และมักยกเรื่องอายุความซึ่งเป็นจุดอ่อนของคนไข้ขึ้นมาต่อสู้คดี

3.เมื่อคนไข้ไปแจ้งความ เพื่อนำเอาอายุความทางอาญาที่ยาวกว่ามาประกอบในการฟ้องคดีแพ่ง แพทยสภาก็ขอความร่วมมือจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่า ก่อนรับแจ้งความต้องฟังความเห็นแพทยสภาก่อน  ปกติคนไข้ร้องเรียนแพทยสภามักใช้เวลา 3-8 ปีไม่ชี้มูล  แต่เมื่อตำรวจขอความเห็นแพทยสภาใช้เวลาเพียง 3 เดือนก็ตอบว่าไม่มีมูลแทบทุกคดี

4.เวชระเบียน(ประวัติการรักษา) คือหลักฐานเดียวในที่เกิดเหตุ แต่อยู่ในมือสถานพยาบาล กรรมการแพทยสภาประกาศทางเว็บไซต์ว่า หากมีวี่แววว่าจะถูกคนไข้ตรวจสอบให้ส่งเวชระเบียนให้ทีมกฎหมายที่ตั้งขึ้นตรวจสอบก่อน  มีการอบรมวิธีเขียนเวชระเบียนเพื่อป้องกันการฟ้องร้อง มีการสอนให้นำรายงานหมอกับรายงานพยาบาลไปไว้หน้าเดียวกัน   การขอคัดถ่ายสำเนาเวชระเบียนของคนไข้เป็นไปด้วยความลำบาก มักถูกปฏิเสธอ้างว่านายกแพทยสภาบอกว่าเป็นสมบัติของโรงพยาบาลให้ไม่ได้ เวชระเบียนของพวกเรามักถูกแก้ไข ถูกดึงส่วนสำคัญออก หรืออ้างว่าหาย

5.การฟ้องหมอต่อศาล  ใช้เวลานานหลายปี บางคดี 10 ปี  มิหนำซ้ำยังไปเผชิญหน้านายกแพทยสภา ที่นำทีมแพทย์จากราชวิทยาลัยไปเบิกความสู้กับคนไข้แทบทุกคดี  พยานทางการแพทย์ฝ่ายคนไข้หายาก  เสียเวลาทำมาหากิน  มีค่าใช้จ่ายในการเดินทาง  และฯลฯ

6.หลายกรณีที่แพทยสภามีมติว่า”คดีไม่มีมูล” ศาลพิพากษาให้คนไข้ชนะคดี  แต่กระทรวงสาธารณสุขบอกว่าไม่มีเงิน ต้องสู้คดีให้ถึงที่สุดแล้วกระทรวงการคลังถึงจะจ่าย  ซึ่งใช้เวลานานหลายปี   สร้างความทุกข์ให้ทั้งคนไข้และหมอ   ทั้งที่ตามพรบ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าท พ.ศ.2539 นั้นมาตรา 11 มีสองแนวทางคือหนึ่งกระทรวงฯ ตั้งกรรมการสอบแล้วกำหนดค่าชดเชยได้เลย  แต่ผลสอบสวนก็ไม่ต่างอะไรจากแพทยสภา และผลักให้ผู้เสียหายไปฟ้องร้องเอาเองแทบทั้งสิ้น

ร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ.. จึงเป็นความหวังเดียวของพวกเราที่จะได้รับความเป็นธรรม
1.จะมีกองทุนชดเชยความเสียหายให้คนไข้โดยไม่ต้องไปฟ้องศาล
2.จะมีคณะกรรมการกลางทำหน้าที่พิจารณาการชดเชยที่รวดเร็วและเป็นธรรม
3.ความผิดพลาดจะถูกนำไปพัฒนาระบบป้องกันความเสียหาย (แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ)

เงินกองทุนจะมาจากการจ่ายสมทบ รัฐบาลจ่ายสมทบให้รพ.รัฐ ส่วนรพ.เอกชนก็ต้องจ่ายสมทบด้วย   เงินสมทบของรพ.รัฐมาจากภาษีชาวบ้าน  และเงินสมทบของรพ.เอกชนก็เก็บจากคนไข้

การจ่ายเงินจะพิจารณาว่า  คนไข้ได้รับความเสียหายจากการรักษาหรือไม่   ไม่มีการเอาผิดกับหมอ

พรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ เรียกร้องจากความเจ็บ ความตาย และความพิการของผู้เสียหายไทยทุกคนและทุกดวงวิญญาน ลดปัญหาการฟ้องร้องระหว่างหมอกับคนไข้  ความผิดพลาดจะถูกนำไปพัฒนาระบบป้องกันความเสียหาย








สถานการณ์ร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ กับรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

คลิบวิดีโอเรียกร้องพรบ.คุ้มครองผู้เสียหาย

คลิปสร้างกำลังใจ