ทุกคำถามเกี่ยวกับร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ นพ.วิชัย โชควิวัฒน มีคำตอบ

หมอคะ..หนูจะขายไตฟ้องรพ.!

มติชน  14 พฤศจิกายน 2549

แม่ประกาศขายไตหาเงินฟ้องรพ.ผ่าตัดทำลูกชายวัย 3 ขวบตาย
ไม่มีวางศาล 5 หมื่น!

เหตุ เกิดเมื่อปี"48 ลูกเจ็บไส้ติ่งเข้าร.พ.แถวบางพลีก่อนส่งรพ.รัฐแห่งหนึ่งหมอไม่ยอมรักษาปล่อย ข้ามคืนจนไส้ติ่งแตกตัดสินใจไปยื่นฟ้องอนาถา แต่ไม่มีเงินวาง 5 หมื่น เลยประกาศขายไตหาเงินไปทวงความยุติธรรมให้ลูกชาย

เมื่อวันที่ 13 พ.ย. นางศิริวรรณ บุญปลอด อายุ 31 ปี อยู่บ้านเลขที่ 129/42 ต.แพรกษา อ.เมือง จ.สมุทรปราการ พนักงานประกอบอะไหล่คอมพิวเตอร์ บริษัท ซีเกท ประเทศไทย จำกัด ร้องเรียน "ข่าวสด" ว่า ด.ช.คิมหันณ์ หรือน้องคิม เอียวพันธ์ บุตรชาย อายุ 3 ขวบ 2 เดือน เข้ารักษาอาการไส้ติ่งอักเสบที่ร.พ.รัฐแห่งหนึ่งแล้วเสียชีวิต เนื่องจากไส้ติ่งแตก

นางศิริวรรณ กล่าวว่า ด.ช.คิมหันณ์ หรือน้องคิม เป็นบุตรชายคนโต มีอาการปวดท้องตั้งแต่เวลา 11.00 น. วันที่ 10 พ.ค.48 จึงพาไปร.พ.ย่านบางพลี แพทย์ตรวจร่างกายพบว่าไส้ติ่งอักเสบต้องผ่าตัด แต่ตนไม่มีเงินรักษาจึงขอให้แพทย์ทำหนังสือส่งตัวต่อไปยังร.พ.ของรัฐ และช่วยรับรองว่าป่วยเป็นไส้ติ่งอักเสบจริง อีกทั้งน้องคิมตกสำรวจผู้มีสิทธิตามโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า(30 บาทรักษาทุกโรค) แต่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเขตภาษีเจริญ กทม. แพทย์จึงทำหนังสือส่งตัวไปร.พ.รัฐแห่งหนึ่ง

นางศิริวรรณ กล่าวอีกว่า น้องคิมเข้ารับรักษาที่ร.พ.รัฐแห่งนั้น เมื่อเวลา 19.00 น.วันเดียวกันนั้น พยาบาลให้นอนพักบนเตียงรอรับการรักษา กระทั่งเวลา 22.30 น. จึงมีแพทย์เข้ามาดูอาการและแจ้งว่า ไม่แน่ใจว่าน้องคิมเป็นไส้ติ่งอักเสบหรือไม่ ตนจึงแจ้งว่ามีเอกสารรับรองจากแพทย์ร.พ.ย่านบางพลีมาด้วย จากนั้นแพทย์ก็ปล่อยให้รอต่อไปทั้งที่บุตรชายปวดท้องอย่างรุนแรงมาตลอดทั้ง วัน ต่อมาพยาบาลแจ้งว่า แพทย์ให้น้องคิมพักอยู่ร.พ.เพื่อรอผ่าตัด ส่วนญาติต้องกลับบ้านไปก่อน โดยร.พ.จะเปิดเยี่ยมเวลา 10.00 น.วันรุ่งขึ้น

นาง ศิริวรรณ กล่าวต่อว่า เมื่อได้รับแจ้งดังกล่าวตนจึงกลับบ้าน แต่วันรุ่งขึ้นกลับมาเยี่ยมบุตรชายอีกครั้งตอนเช้าก็พบว่าอยู่ในห้องไอซียู แล้ว แพทย์ให้ทั้งออกซิเจนและน้ำเกลือ บริเวณหน้าท้องมีแผ่นปิดบาดแผลขนาดใหญ่ ตอนนั้นบุตรชายไม่รู้สึกตัว กระทั่งทราบจากพยาบาลว่าน้องคิมมีไข้สูง และติดเชื้อทางกระแสเลือด พร้อมกับบอกด้วยว่าแพทย์ที่ผ่าตัดเป็นนักเรียนแพทย์ปี 5 ของร.พ.รัฐแห่งนั้น

" ตอนนั้นดิฉันเดินไปที่ลูก หอมแก้มลูก น้องคิมลืมตา ตาของน้องคิมลอย ปากก็พยายามขยับเพื่อพูด แต่ไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา จากนั้นน้องคิมก็สิ้นใจ ดิฉันจึงเรียกหมอ หมอก็ช่วยกันปั๊มหัวใจ หมอบอกกับดิฉันว่าน้องคิมติดเชื้อในกระแสเลือด และบอกให้รออยู่ข้างนอก ทั้งยังบอกด้วยว่าน้องคิมจะดีขึ้น ดิฉันก็มีหวัง กระทั่งเวลา 18.00 น.พยาบาลมาบอกให้ดิฉันกลับบ้าน และกลับมาเยี่ยมใหม่วันรุ่งขึ้น ดิฉันไม่รู้จะทำอย่างไรจึงกลับบ้าน แต่ก็ย้อนกลับมาดูน้องคิมอีกครั้งตอนเกือบ 22.00 น.พบว่าหมอกำลังปั๊มหัวใจอยู่ จากนั้นหมอก็มาขออนุญาตถอดเครื่องช่วยหายใจออก และแจ้งว่าเสียชีวิตเพราะไส้ติ่งแตก ร่างกายดูดซับสารพิษเข้าไป ทำให้หัวใจวาย" นางศิริวรรณ กล่าวด้วยสภาพน้ำตานองหน้า

นาง ศิริวรรณ กล่าวว่า ตนมารับศพน้องคิมกลับในวันรุ่งขึ้น เจ้าหน้าที่ห้องศพบอกว่าหากจ่ายเงิน 5,500 บาทจะบริการโลงศพพร้อมกับอำนวยความสะดวกทุกอย่าง และส่งศพจนถึงวัด แต่ตนมีเงินน้อยจึงตัดสินใจไม่เอา เจ้าหน้าที่ห้องศพจึงให้อุ้มศพน้องคิมขึ้นรถไปเอง โดยนำสำลีอุดทวารและห่อศพให้ เมื่อขอให้ห่อศพให้น้องคิม เจ้าหน้าที่กลับแสดงความไม่พอใจและกล่าวว่า ทำไมไม่เตรียมมาเอง เมื่อตนจัดการบำเพ็ญกุศลศพน้องคิมจนเรียบร้อย ได้กลับไปขอพบกับหมอคนรักษาอีกครั้ง แต่ไม่ได้พบแม้แต่ครั้งเดียว

" ดิฉันไปร้องเรียนทางรายการร่วมมือร่วมใจ หมอใหญ่ที่ดูแลหมอที่รักษาก็ติดต่อเข้ามา และแจ้งสาเหตุที่น้องคิมเสียชีวิตว่า เด็กมีโอกาสเป็นไส้ติ่งอักเสบได้น้อยมากเพียง 1-3 เปอร์เซ็นต์ของคนที่ป่วยเป็นไส้ติ่งอักเสบทั้งหมด จากนั้นก็ได้รับการติดต่อจากผอ.ร.พ.รัฐแห่งนั้น ผอ.แจ้งว่า ขอโทษ ขอให้ยุติเรื่อง

ดิฉันจึงทำหนังสือร้องเรียนถึงแพทยสภา โดยแพทยสภารับเรื่องไว้และเชิญมาให้ข้อมูลหลังจากน้องคิมเสียชีวิต 3 เดือน แต่เรื่องก็เงียบหายไป ดิฉันเข้าปรึกษาสภาทนายความ ซึ่งสภาทนายความให้ความช่วยเหลือจัดหาทนายให้ และทำเรื่องฟ้องร้องเป็นคดีแพ่ง ฟ้องร้องค่าเสียหายที่เกิดขึ้น" นางศิริวรรณ กล่าว

นางศิริวรรณ กล่าวด้วยว่า ทางทนายแจ้งว่าต้องมีค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดจำนวน 125,000 บาท แต่ตนไม่มีเงิน จึงร้องขอให้ไต่สวนอนาถาซึ่งศาลแจ้งว่าพิจารณาแล้วแต่ยังต้องเสียเงินค่า ธรรมเนียมศาลจำนวน 50,000 บาท และให้เวลา 15 วันหาเงินมาชำระค่าธรรมเนียมศาล ตนไม่มีเงิน เพราะเป็นพนักงานธรรมดา สามีก็ทิ้งไปเพราะคิดว่าน้องคิมเสียชีวิตเพราะตนพาไปร.พ.รฐแห่งนั้น ทั้งยังมีภาระต้องเลี้ยงดูบุตรชายคนเล็กอายุ 2 ขวบ และมารดา รวมทั้งทวดอีก แต่เมื่อจำเป็นต้องหาเงินชำระค่าธรรมเนียมศาล เพื่อให้การดำเนินคดีกับหมอและร.พ.ศิริราชดำเนินต่อไป จึงตัดสินใจหาทางออกด้วยการขายไต เพื่อหาเงินมาดำเนินการเรื่องนี้ให้แล้วเสร็จ

"ดิฉันหมดหนทาง แล้ว จึงคิดจะขายไต ทั้งที่ไม่รู้ว่าผิดหรือถูกกฎหมาย เพื่อหาเงินให้ได้ 50,000 บาทไปเป็นค่าธรรมเนียมศาล เพราะไม่อยากให้ลูกต้องตายแบบนี้ พรุ่งนี้ก็จะครบกำหนดที่ศาลให้นำเงินไปชำระแล้ว แต่ดิฉันคงต้องทำเรื่องขอยืดระยะเวลาออกไปอีก หากมีใครต้องการไต ดิฉันยินดีขายแน่นอน" นางศิริวรรณ กล่าว

วันเดียวกัน น.พ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายกแพทยสภากล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า คณะกรรมการแพทยสภาได้พิจารณากรณีนี้เสร็จสิ้นแล้วและสรุปว่าไม่มีมูลความผิด มีการเรียกแพทย์เข้ามาชี้แจงและดูบันทึกการรักษาพบว่าผู้ป่วยมาถึงโรงพยาบาล ในสภาพช็อก เนื่องจากมีอาการมาแล้วหลายวัน ซึ่งตามขั้นตอนการรักษา แพทย์จะไม่สามารถผ่าตัดได้หากผู้ป่วยยังอยู่ในภาวะช็อก เพราะโอกาสที่จะเสียชีวิตมีสูง จากการรายงานแพทย์ จึงได้ให้น้ำเกลือ ยาปฏิชีวนะ ทำให้ความดันอยู่ในระดับปกติ และทำให้ผู้ป่วยสามารถถ่ายปัสสาวะได้ก่อน จึงจะสามารถผ่าตัดได้ แต่จากที่ผู้ป่วยไส้ติ่งแตกแล้วหลายวัน ทำให้โอกาสเสี่ยงชีวิตอยู่ในเกณฑ์สูง

น.พ.สมศักดิ์ กล่าวต่อว่า สำหรับกรณีแพทย์ผู้ผ่าตัดนั้น จากการตรวจสอบมีกุมารแพทย์ และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งเป็นระดับศาสตราจารย์ในห้องผ่าตัดหลายคน ไม่ได้มีเพียงนักศึกษาแพทย์อย่างที่เป็นข่าว และกรณีเช่นนี้ก็เป็นไม่ได้ที่จะให้แพทย์ฝึกหัดผ่าตัดเพียงคนเดียว เพราะเป็นเคสที่ยาก ยิ่งในโรงพยาบาลใหญ่อย่างโรงเรียนแพทย์  ยิ่งเป็นไปไม่ได้ ซึ่งเรื่องดังกล่าว ได้มีการชี้แจงต่อพ่อแม่ของเด็กให้รับทราบแล้ว ตั้งแต่มีการตั้งคณะกรรมการสอบเรื่องดังกล่าว

"ส่วนตัวเห็นใจ นางศิริวรรณ เพราะทราบว่าเสียลูกไป แต่อยากเตือนในเรื่องการขายไตว่าเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ประเทศไทยมีกฎหมายคุ้มครองในเรื่องนี้อย่างเข้มงวด สามารถบริจาคได้เพียงคนในครอบครัว หรือหากเป็นสามีภรรยา ยังครอบคลุมว่าต้องแต่งงานเกิน 3 ปีขึ้นไป ซึ่งหากหมอคนใดเป็นผู้ผ่าตัดก็จะมีความผิด และมีบทลงโทษของแพทยสภาในเรื่องการยึดใบอนุญาตประกอบวิชาชีพแพทย์ด้วย" น.พ.สมศักดิ์กล่าว


สถานการณ์ร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ กับรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

คลิบวิดีโอเรียกร้องพรบ.คุ้มครองผู้เสียหาย

คลิปสร้างกำลังใจ