ทุกคำถามเกี่ยวกับร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ นพ.วิชัย โชควิวัฒน มีคำตอบ

เมื่อฉันปสอนหมอ

ฉันมีโอกาสพาเพื่อนผู้เสียหายในเครือข่ายฯ ไปเป็นวิทยากรพิเศษบรรยายให้นักศึกษาแพทย์ฟังอยู่เสมอ

ครั้งหนึ่งฉันไปที่คณะแพทย์ศาสตร์แห่งหนึ่ง หลังบรรยายเสร็จอาจารย์ตั้งคำถามกับ นศพ.ว่าได้อะไรและมีความความคิดเห็นอย่างไร สิ่งที่ได้จะนำไปใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์อย่างไร

ขออนุญาตนำส่วนหนึ่งของความรู้สึกของนศพ.มาให้อ่านกันค่ะ (ขณะนั้นฉันยังใช้ชื่อเดิม”ดลพร”)



คนที่หนึ่ง
“.. ข้าพเจ้าได้เริ่มตระหนักถึงว่า สังคมที่ข้าพเจ้าอยู่ ณ ปัจจุบัน เป็นสังคมที่แคบมากกว่าที่ข้าพเจ้าคิด ได้พบเจอผู้คนแค่เพื่อนร่วมชั้นและอาจารย์  แต่ข้าพเจ้าลืมคำนึงว่าเมื่อใดที่ข้าพเจ้าก้าวเข้าไปสู่การเป็นแพทย์เต็มตัว แล้ว โลกที่เคยแคบนั้นจะขยายใหญ่ขึ้นทันที  บทบาทของการเป็นแพทย์ที่ข้าพเจ้าจะต้องรับนั้น ทั้งหนักและมีความสำคัญมากกว่าจะอยู่แค่การรักษาผู้ป่วย การได้รับฟังเรื่องราวของ “พี่อุ้ย” ทำ ให้ข้าพเจ้ายิ่งตระหนักถึงบทบาทและคุณธรรมในการประกอบอาชีพทุกอาชีพว่าการ ที่เราไม่มีคุณธรรมในวิชาชีพของตนเองเพียงน้อยนิด ก็อาจส่งผลเสียอันหนักหนาแก่บุคคลอื่นเกินกว่าที่ใครจะนึกได้  อาชีพแพทย์เป็นอาชีพที่ได้รับการนับหน้าถือตาจากผู้คนในสังคมมากมาย แต่สิ่งนี้เหมือนเป็นดาบ 2 คม ข้าพเจ้าเห็นว่า เกียรติและฐานะทางสังคมที่พวกเราได้รับการยกย่องจากผู้คนได้มาพร้อมกับความ รับผิดชอบและศักดิ์ศรี การยึดมั่นถือมั่นในสิ่งเหล่านั้นได้กลายเป็นปัญหาปมใหญ่ที่ก่อให้เกิดปัญหา ระหว่างแพทย์และคนไข้ในเวลาต่อมา..”

คนที่สอง
“..ในส่วนของวันนี้ ที่มีการเชิญคุณดลพรมาบรรยาย ลองคิดเล่น ๆ ว่า ถ้าอาจารย์เป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องราว ความน่าสนใจในตัวเนื้อความจะน้อยลงทันที ไม่ใช่ว่าอาจารย์พูดไม่เก่ง ประเด็นอยู่ที่ว่า สถานะของผู้พูดอยู่ในความสนใจของนักศึกษาแพทย์ ผู้ซึ่งได้ชื่อว่าจะเป็นแพทย์ในอนาคต ทุกครั้งที่ผู้ป่วยให้เกียรติมาปรากฏตัว ไม่ว่าจะในการเรียนการสอนวิชาใด ๆ ก็ตาม พบว่านักศึกษาแพทย์ส่วนใหญ่กระตือรือร้นที่จะฟังผู้ป่วยเป็นพิเศษ เพราะนั่นหมายถึงประสบการณ์ตรงที่จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในอนาคต..”

คนที่สาม
“.. ในคาบเรียนสุดท้ายคงเป็นบทสรุปที่สมบูรณ์ที่สุดของวิชานี้ และดีที่สุดสำหรับการเป็นแพทย์ที่ดีในอนาคต เราเรียนรู้ความผิดพลาดในอดีตเพื่อป้องกันความผิดพลาดในอนาคต ทุกสิ่งที่ดิฉันเรียนรู้มาจะถูกบันทึกไว้ในหัวใจ และในอนาคตข้างหน้า ดิฉันจะเอามันออกมาดูแลคนไข้ของดิฉันด้วยความเข้าใจกัน จะไม่ยอมถูกกลืนไปตามกระแสสังคม จะรักษาอุดมการณ์และคุณค่าแห่งวิชาชีพไว้ เพื่อเป็นที่พึ่งพิงของคนไข้  และทำหน้าที่ให้ดีที่สุดในฐานะส่วนหนึ่งของสังคม..”

คนที่สี่
“.. จุดประสงค์ที่สำคัญที่สุดที่นักศึกษาแพทย์ต้องมาเรียนวิชานี้ ซึ่งก็คือความเข้าใจสังคมภายนอกโดยไม่ได้ใช้แค่เพียงมุมมองของตัวเราเองเป็น ที่ตั้ง แต่เข้าใจสังคมในมุมมองที่ผู้อื่นในสังคมมองด้วย ซึ่งผมขอยอมรับว่าก่อนที่จะได้มาฟังบรรยายของคุณดลพรนั้น ผม ก็เป็นนักศึกษาแพทย์ผู้หนึ่งที่มองผู้เสียหายทางการแพทย์เหล่านี้ว่าเป็นคน ที่เรียกร้องหมอมากเกินไป เป็นผู้ที่ทำให้วงการแพทย์เสียหาย ทำให้ความน่าเชื่อถือของหมอในมุมมองของสังคมทั่วไปเสียไป

แต่เมื่อได้พิจารณาการบรรยายอย่างถี่ถ้วนแล้ว  ทำให้ได้รู้ว่าการมองคนในแง่มุมเดียวนั้นเป็นสิ่งที่ผิดอย่างมาก ดังนั้นก่อนที่เราจะตัดสินว่าคน ๆ นั้นเป็นอย่างไร  เราควรเอาใจเขามาใส่ใจเรา มองในแง่มุมความคิดของเขา เมื่อนั้นเราจะเข้าใจที่มาที่ไปว่า เหตุผลที่เค้าทำนั้นเพราะอะไร ทำไปเพื่ออะไร ซึ่งความคิดเช่นนี้เป็นส่วนสำคัญมากๆในการเป็นแพทย์ในอนาคต ซึ่งต้องรับผิดชอบคนไข้คนหนึ่ง ซึ่งบางทีการที่เราไม่พยายามเข้าใจคนไข้เราอาจจะใช้ความคิดของตัวเองเป็นที่ตั้ง จนในที่สุดทำให้ตัดสินใจผิดพลาดอะไรบางอย่างได้ เพราะไม่ใส่ใจในรายละเอียดต่าง ๆ ของคนไข้ที่คนไข้พยายามจะบอก

ซึ่งประวัติของคนไข้นี่แหละที่เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการที่หมอหนึ่งคนจะ วินิจฉัยโรคได้ และการเข้าใจคนไข้จะทำให้เรามีความเคารพสิทธิของคนไข้มากขึ้น ซึ่งส่งผลดีในแง่ของความน่าเชื่อถือของแพทย์ ทำให้คนไข้นั้นยินดีที่จะบอกเล่ารายละเอียดของเขาและปฏิบัติตามคำแนะนำของ แพทย์มากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ยังทำให้ผมได้ตระหนักถึงความปลอดภัยของคนไข้มากขึ้น เพราะหมอนั้นกุมชีวิตของคนไข้อยู่ในมือ  การที่หมอทำผิดพลาดแม้เพียงครั้งเดียวอาจทำให้คนไข้นั้นสูญเสียไปตลอดชีวิต ทำให้ผมมีความรู้สึกว่าการเป็นแพทย์นั้น  ไม่ใช่เพียงแค่เรียนให้คะแนนผ่านไปจนได้ปริญญาเท่านั้นแต่แพทย์จำเป็นต้อง เรียนรู้ให้เชี่ยวชาญในด้านที่ตนเองรักษาจริงๆทำให้ผมมีความมุ่งมั่นที่จะ ตั้งใจเรียนมากขึ้นเพื่อผู้ป่วยที่จำเป็นต้องพึ่งพาเราในอนาคต..”

.........................

การนำผู้เสียหายไปบรรยายและเป็นกรณีศึกษา ให้กับนักศึกษาแพทย์ตามสถาบันต่าง ๆ นอกจากทำให้ผู้เสียหายรู้สึกว่าชีวิตที่เหลือยังเป็นประโยชน์ต่อสังคมแล้ว ยังทำให้เกิดความเข้าใจซึ่งกันและกันระหว่างแพทย์กับคนไข้มากขึ้น

แต่น่าเสียใจอย่างยิ่งที่เรื่องดี ๆ เช่นนี้  ถูกกีดกันจากอาจารย์แพทย์บางคนที่ไม่เข้าใจ  ฉัน ถูกล็อบบี้ไม่ให้ไปบรรยายหลายแห่ง  ทั้งที่ฉันตั้งใจดี  เพียงอยากเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดความเสียหายที่ป้องกันได้  อยากรักษาชีวิตคนไข้ไทยให้ปลอดภัย และอยากให้น้องนักศึกษาแพทย์รู้สึกสบายใจในการทำหน้าที่แพทย์ต่อไปในอนาคต

นศพ. หลายคนพูดว่าโรงเรียนแพทย์ก็ไม่ใช่ของอาจารย์ทำไมเขาเลือกที่จะเรียนรู้ไม่ ได้ อนาคตเขาก็ต้องออกไปเผชิญโลกภายนอก องค์การอนามัยโลกก็บอกว่า การเรียนรู้ที่ดีที่สุดคือการเรียนรู้จากความผิดพลาด ฉันหวังว่าสักวันหนึ่งวงการแพทย์จะเข้าใจ ให้ฉันและเพื่อนได้ทำหน้าที่เพื่อความปลอดภัยของคนไข้ต่อไป

ครั้งหนึ่ง มีนศพ.คนหนึ่งเล่าว่า ขณะที่กรรมการแพทยสภาท่านหนึ่งบรรยายได้พูดว่า "มีอะไรไม่ต้องกลัวเราช่วยกันเต็มที่" ทำ ให้น้องหัวใจพองโตว่าวิชาชีพนี้ดีมีคนคอยปกป้อง จึงขอเบอร์โทรศัพท์เอาไว้วันหนึ่งคนในครอบครัวน้องได้รับความเสียหาย ครอบครัวสูญเสียทั้งความรู้สึกทรัพย์สินเงินทองมากมาย น้องนำเบอร์โทรศัพท์ของกรรมการแพทยสภาท่านนั้นขึ้นมาดู แต่ก็ต้องหยุดคิดว่าจะโทรไปในฐานะอะไร ในเมื่อเขาประกาศว่ามีอะไรเราช่วยกันเต็มที่ ทำให้น้องเข้าใจหัวอกคนไข้มากขึ้นว่าเมื่อเกิดความเสียหาย มันยากแค่ไหนที่จะเอาเรื่องกับหมอ

ฉันไปร่วมประชุมกับองค์การอนามัยโลก โครงการความปลอดภัยของคนไข้โดยคนไข้มีสวนร่วม ( Patient For Patient Safety) เสร็จงานเขานำฉันไปบันทึกเทปโทรทัศน์เพื่อนำไปเผยแพร่  เขามีหนังสือมาให้ฉันเซนต์ยินยอมว่ายินดีให้เปิดเผยเรื่องราว  ฉันยินดีและเต็มใจ  และในเอกสารนั้นเขาเรียกฉันว่าเป็น Patient Champion แต่กลับมาบ้านเราทำไมฉันเป็น สุนัขศรีษะเน่าอยู่คนเดียว

ฉันเต็มใจและยินดีเสมอ หากชีวิตที่เหลืออยู่จะเป็นประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย
ที่ธรรมศาสตร์ เพื่อปลูกฝังจิตสาธารณะให้น้อง ๆ คิดถึงสังคมส่วนรวม
ต่างจังหวัดก็ไป
บรรยายเสร็จ เจ้าภาพทีเชิญไปท่านบอกว่าได้ผลดีมากในการปฏิบัติงานด้วยความระมัดระวังมากขึ้น
บรรยายให้ประชาชนทั่วไปฟัง เพื่อป้องกันการเกิดเหตุการณ์ซ้ำ
งานของ WHO กลับมาเมืองไทย ฉันไม่ได้มีส่วนร่วมอะไรเลย

สถานการณ์ร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ กับรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

คลิบวิดีโอเรียกร้องพรบ.คุ้มครองผู้เสียหาย

คลิปสร้างกำลังใจ