ทุกคำถามเกี่ยวกับร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ นพ.วิชัย โชควิวัฒน มีคำตอบ

หมอคะ..คนไข้HIV..ไม่มีสิทธิมีชีวิตหรือ?

"มันไม่มีอะไรจะเสียแล้วพี่อุ้ยสำหรับเอ อะไรที่เป็นประโยชน์ต่อคนอื่นทำไปได้เลยค่ะ อะไรที่ทำให้หมอเป็นหมอดีดีได้ก็ยิ่งดีค่ะ ถ้าได้ศึกษาเคสของเอจะได้ไม่รักษามั่ว ๆ กับคนอื่น ๆ อีกสงสารเขา"  นี่คือเหตุผลของน้องเอเมื่อผู้เขียนขออนุญาตในการเผยแพร่เรื่องราวและรูปภาพ ของน้อง

น้องเอ เป็นคนมีความรู้ปริญญาสองใบ แต่งงานในปี 2539 หย่าขาดในปี 2541 ทราบภายหลังว่าสามีเสียชีวิตจากการติดเชื้อHIV น้องเอจึงไปตรวจเลือด แต่ไม่พบเชื้อ (HIV) แต่เกิดอะไรขึ้นกับชีวิตน้องเอ  มาฟังเธอเล่ากัน

10 ปีต่อมา 
มกราคม 2551   
หนู เป็นไข้ตัวร้อนและปวดศีรษะ ไปรักษาตัวที่รพ.ชุมชน หมอหาสาเหตุไม่พบว่าเกิดจากสาเหตุใด จึงแนะนำให้ไปตรวจที่รพ.จังหวัด แต่หนูไปตรวจร่างกายที่คลินิกแทน หมอตรวจเลือดพบว่าติดเชื้อHIV แนะนำให้หนูรักษาโดยใช้สิทธิบัตร 30 บาท จะได้ประหยัด  หมอทำหนังสือส่งตัวไปรพ.จังหวัด

ความรู้สึกของหนูตอนนั้น เหมือนตกอยู่ในโลกมืด ตั้งหลักไม่ทัน กลัวสุดชีวิต เสียใจจนบอกไม่ถูก หนูเป็นลูกคนเดียวอยู่กับแม่สองคน ถ้าเป็นอะไรไปใครจะเลี้ยงแม่ แม่แก่มากและยังเป็นเบาหวานอีกด้วย หนูตัดสินใจจะมีชีวิตอยู่ต่อ จึงไปรักษาตัวยื้อชีวิตเพื่อจะได้อยู่ดูแลแม่ให้นานที่สุด

ที่รพ.จังหวัด 
หมอเจาะเลือดตรวจเชื้อซ้ำพบเชื้อHIV หมอดูผลตรวจ CD4 แล้วบอกว่าหนูติดเชื้อนานกว่า 8 ปี

หมอผู้หญิงซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านโรคHIV พูดว่า “มารักษาที่นี่ทำไม ทำไมไม่ไปรพ.ชุมชน”
หนูตอบว่า “ไปมาแล้วค่ะหมอให้มารักษาที่นี่แนบใบส่งตัวมาด้วย”
หมอบอกอีกว่า “หมอที่รพ.ชุมชนก็รักษาเป็น ให้กลับไปรักษาที่เดิม”
พร้อม จัดยา โครไตรม๊อกซาโซน ยาแอมโฟ(Ampho)และยากันเชื้อราอีกหลายชนิด ให้กลับไปกินที่บ้านและสั่งว่าไม่ต้องมารพ.จังหวัดให้ไปรพ.ชุมชน หมอใช้คำพูดและกิริยาแสดงออกว่ารังเกียจหนู ขณะที่หนูกำลังต้องการคำปลอบโยนและกำลังใจ

วันรุ่งขึ้น 
หนู ปวดหัวอย่างรุนแรง เพื่อนพาส่งรพ.ชุมชน หมอเจาะไขสันหลังไปตรวจพบเชื้อราขึ้นสมอง หมอให้นอนรพ.ฉีดยา+กินยารักษาเชื้อรา+เติมเลือด3 ถุง หมอแจ้งว่าเกล็ดเลือดลดลงต่ำ จึงเติมเลือดทดแทนให้

ผลจากยาที่หมอผู้เชียวชาญจากรพ.จังหวัดสั่งให้หนูกิน 
ทำ ให้หนูมีเกล็ดเลือดต่ำ เลือดออกไม่หยุด ตามร่างกายมีรอยเลือดออกใต้ผิวหนังทั่วตัวเป็นจ้ำ ๆ อาการหนูทรุดลง เวียนหัว หน้ามืดจากการเสียเลือด อ่อนกำลังไม่มีเรี่ยวแรงเดิน อาเจียนเป็นเลือด ลมหายใจมีกลิ่นคาวเลือด กินอาหารไม่ได้  หนูได้รับความเจ็บปวดทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส รพ.ชุมชนจึงส่งตัวหนูไปรพ.จังหวัดให้ช่วยรักษา เพื่อเพิ่มเลือดและเกล็ดเลือดทิ้งไว้อาจมีเลือดออกในตาหรือสมอง ขณะนั้นเริ่มมีเลือดไหลออกทางจมูกหนูแล้ว
          
เมื่อรถรพ.ชุมชนพาหนูไปส่งรพ.จังหวัด  
หนูนอนรอหมอ 5 ชั่วโมง หมอผู้หญิงคนเดิมมาตรวจหนูและพูดว่า “ผอม ซะขนาดนี้ยังไม่รู้อีกหรือว่าตัวเองติเอดส์มา5-6ปี ผล CD4เท่าไหร่ เกล็ดเลือดเท่าไหร่ ทำไมไม่เอายามาด้วย หยุดยาทำไมไม่รายงาน ฟิล์มเอ็กซเรย์อยู่ไหน ทำไมไม่เอามาด้วย”

หมอ ใช้คำพูดไม่สุภาพประจานหนูด้วยเสียงอันดังจนคนไข้อื่นได้ยินทั่ว หนูทั้งเจ็บทั้งอายจนไม่รู้จะเอาหน้าไปซุกไว้ตรงไหน ไม่มีแล้วศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ นี่หรือจริยธรรมของผู้เสียสละมาทำหน้าที่รักษาผู้ป่วยติดเชื้อ

หมอถามต่ออีกว่า “ยาโครงการเอามาด้วยหรือเปล่า”
หนูตอบว่า รพ.ชุมชนไม่ให้หนูพกยา พยาบาลเป็นคนจัดยาให้กินตอนแปดโมงเช้าและสองทุ่ม
หมอพูดว่า “งั้นก็ไม่ต้องกิน” แล้วหมอก็ไม่สั่งยาใด ๆ ให้หนูกินอีกเลย

หนู ผู้ซึ่งเป็นผู้ป่วยวิกฤต กลัวตัวเองจะตายเพราะไม่ได้กินยา จึงใช้โทรศัพท์มือถือโทรไปที่รพ.ชุมชน เจ้าหน้าที่รพ.ชุมชนขับมอเตอร์ไซต์เอายามาให้หนูถึงตัวจังหวัด หนูไม่มีวันลืมพระคุณเลยจริง ๆ และวันรุ่งขึ้นยังให้เจ้าหน้าที่นำฟิล์มเอกซเรย์ไปส่งให้อีกด้วย

หนู ได้รับการปฏิบัติด้วยความรังเกียจและรำคาญ เขาให้น้ำเกลือก็ไม่สนใจว่าน้ำเกลือจะเข้าร่างกายหนูหรือไม่ปักเข็มคาไว้ อย่างนั้น หนูแจ้งว่าหนูกินไม่ได้ไม่มีแรง ไม่ถ่ายมาหลายวันเขาก็ไม่สนใจ ไม่มีคำอธิบายใด ๆ

หนูอาเจียนเป็นเลือดมากขึ้น และเป็นลมล้มลงกับพื้นขณะเดินไปห้องน้ำโดยไม่มีใครช่วยเหลือ มารู้ตัวอีกทีก็นอนอยู่บนเตียงในสภาพแช่ปัสสาวะอุจจาระ ผู้ช่วยพยาบาลเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ แต่ไม่ช่วยเช็ดทำความสะอาดร่างกายที่เลอะเทอะเปรอะเปื้อนส่งกลิ่นเหม็นมาก หนูต้องทนเจ็บปวดทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสทั้งร่างกายและจิตใจ ต้องต่อสู้ดิ้นรนขวนขวายช่วยเหลือตนเองทั้งที่อยู่ในความดูแลรักษาของแพทย์ และพยาบาลในโรงพยาบาลอย่างไม่น่าเชื่อ หนูต้องโทรหาแม่ที่แก่มากแล้วให้มาเช็ดทำความสะอาดร่างกายให้

ต่อ มาหนูอาเจียนเป็นเลือดออกมาเกือบ 1 กระโถน พยาบาลก็ไม่สนใจ หนูมีอาการเหนื่อยและเพลียวิกฤตรู้ตัวว่าต้องตายแน่หากยังอยู่ที่รพ.แห่งนี้ จึงโทรหาเพื่อนให้พาไปรพ.เอกชน เมื่อรถรพ.เอกชนมารับ รพ.จังหวัดให้หนูเซนต์เอกสารว่า “ไม่สมัครใจรักษาต่อ”

ที่รพ.เอกชน 
หมอบอก แม่ว่าหนูอาการหนักมากให้ทำใจหนูอาจตายได้ เพราะเสียเลือดมาก เจาะเลือดก็หาเส้นไม่เจอ เส้นเลือดแตกคาเข็มทุกครั้ง ทั้งหมอทั้งพยาบาลพยายามช่วยหนูอย่างสุดความสามารถ ไม่แสดงความรังเกียจเลยแม้แต่น้อย ต้องเปลี่ยนพยาบาลถึง 4 คนจึงเจาะเลือดให้น้ำเกลือได้

หมอดูดเลือดและล้างกระเพาะด้วย น้ำเกลือแช่น้ำแข็งเพื่อให้ส้นเลือดหดตัวเลือดจะได้หยุดไหล เลือดไหลออกตามสายยางตลอดเวลา หมอให้น้ำเกลือชดเชยและให้เลือด พร้อมทั้งให้ยาลดกรดที่ชื่อ โลเซ็ค(Losec) ทางเส้นเลือด ต่อมาเลือดหยุดไหล หมอให้เลือดหนูอีก 3 ถุง หลังจากที่ได้เลือดหมอเจาะเลือดตรวจแล้วว่าร่างกายมีเลือดเพียงพอและเกร็ด เลือดเพิ่มจำนวนขึ้นแล้วก็อนุญาตให้หนูกลับบ้าน  หนูรู้สึกเหมือนตายแล้วเกิดใหม่

ในการเจรจาไกล่เกลี่ยกับรพ.จังหวัด หมอที่ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยพูดว่า “มาตรฐานของรพ.ดี หมอไม่ผิด อยากได้เงิน ก็ต้องไปฟ้องเอาเอง   และอาจจะฟ้องกลับเพราะเป็นต้นเหตุให้โรงพยาบาลเสียชื่อเสียง” หนู เพียงแค่ต้องการคำขอโทษ หนูไม่ได้ต้องการเงิน แต่ทางรพ.ก็ไม่มีให้ ซ้ำยังโดนท้าทายให้ไปฟ้อง พยาบาลพูดว่าหนูถ่ายรูปตัวเองตอนป่วยไว้อย่างกับดารา และที่หนูเป็นโรคนี้ก็เพราะหนูไปเสาะแสวงหามาเอง   

หนู ขอถามว่า การที่หนูแต่งงานจดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมายและได้รับเชื้อมาจากสามีตัว เอง โดยที่ไม่รู้ตัวมาก่อนมัน เป็นความผิดของหนูหรือ หนูเป็นโรคร้ายทั้งที่ชีวิตหนูไม่เคยสำส่อน  แต่หนูก็มีสิทธิที่จะมีชีวิตอยู่ สิ่งที่รพ.จังหวัดปฏิบัติกับหนูนั้นทำให้หนูหมดสิ้นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

สุดท้ายน้องเอยื่นฟ้องกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดของรพ.จังหวัด และเรื่องจบลงด้วยการไกล่เกลี่ยและหมอยอมขอโทษน้องเอ

เกือบเอาชีวิตไม่รอด
หนูรอดมาฟ้องหมอได้
เห็นหรือยัง..หนูก็มีสิทธิ์ที่จะมีชีวิตอยู่
หนูเรียกศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์กลับคืนมาแล้ว

สถานการณ์ร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ กับรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

คลิบวิดีโอเรียกร้องพรบ.คุ้มครองผู้เสียหาย

คลิปสร้างกำลังใจ