ทุกคำถามเกี่ยวกับร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ นพ.วิชัย โชควิวัฒน มีคำตอบ

ประมวลภาพ..วันโกนหัวประท้วง!

แถลงการณ์
15 ตุลาคม 2553

สืบเนื่องจากวิปรัฐบาล มีมติให้ชะลอการพิจารณาร่าง พรบ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ.. และให้กระทรวงสาธารณสุขนำกลับไปหารือทุกฝ่ายเพื่อหาทางออกของความขัดแย้ง ก่อนเสนอกลับเข้าสู่การพิจารณาของสภาอีกครั้ง โดยให้เหตุผลว่าการผลักดันพรบ.ฉบับดังกล่าวส่งผลกระทบต่อขวัญและกำลังใจของ แพทย์ในการทำหน้าที่ ตลอดจนประชาชนผู้รับบริการนั้น

เป็น เหตุผลที่เครือข่ายฯ ไม่อาจยอมรับได้  เนื่องจากรัฐบาลเองก็ทราบดีว่าปัญหาความขัดแย้งระหว่างแพทย์กับคนไข้นั้น กลไกปกติไม่อาจแก้ไขได้ และได้ผ่านการหาทางออกของความขัดแย้งมาต่อเนื่องยาวนานหลายปี จนนำไปสู่การยกร่าง พรบ.คุ้มครองผุ้เสียหายจากการรับบริการสาธณสุข พ.ศ. ซึ่งทุกฝ่ายเห็นร่วมกันแล้วว่าเป็นทางออกเดียวของปัญหา โดยมีงานวิจัยรองรับ ผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็น และผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นเวลานานถึง 11 เดือนเต็ม มีการโต้แย้งในรายละเอียดทุกมาตรา โดยมีตัวแทนของทุกภาคส่วนเข้าร่วมทุกกระบวนการนานถึง 3 ปีเต็ม

เมื่อ ร่างพรบ.ถูกบรรจุเป็นวาระในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ  ได้มีเสียงคัดค้านจากกลุ่มแพทย์ที่รัฐบาลก็ทราบดีว่าบิดเบือนข้อเท็จจริงและ ไม่เป็นไปตามกติกา แต่รัฐบาลก็ลอยตัวเหนือปัญหา ด้วยการให้กระทรวงสาธารณสุขตั้งกรรมการเสริมสร้างความสมานฉันท์ใน ระบบบริการสาธารณสุข ให้หาทางออกร่วมกันเสียก่อนแล้วรัฐบาลจึงจะพิจารณาร่างพรบ.ฉบับดังกล่าว ทั้งที่ผ่านมาแล้ววิธีการนี้ไม่เคยได้ผล ที่ถูกต้องแล้วรัฐบาลควรให้แพทย์ต้านพรบ.ทั้งหลายเข้าไปต่อสู้ทุกประเด็นใน ชั้นกรรมาธิการอย่างตรงไปตรงมาตามกฏกติกาและธรรมเนียมที่ปฏิบัติกันมา

ซึ่ง ในการประชุมฝ่ายแพทย์กลับล้มโต๊ะเจรจาถึง 4 ครั้ง  แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจะล้มร่างพรบ.มากกว่าจะหาทางออกร่วมกัน  อีกทั้งการประชุมในวันที่ 15 ตุลาคม 2553 นี้จะเป็นการประชุมครั้งสุดท้าย ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขต้องทำหน้าที่รวบรวมความเห็นของทุกภาคส่วนที่เกี่ยว ข้องเสนอต่อรัฐบาล เพื่อเดินหน้าพิจารณาร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ ให้ทันสมัยประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่เหลือเวลาอีกเพียง 46 วันต่อไป

แม้ จะขัดต่อความรู้สึกอย่างมาก แต่เครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ ก็ยอมรับเงื่อนไขที่รัฐบาลตั้งขึ้นโดยไม่เคยบิดพลิ้ว ไม่เคยเดินออกจากห้องประชุมโดยไม่มีเหตุผล  แม้เรารู้ดีว่าการประชุมจะหาทางออกด้วยความยากยิ่ง แต่เราก็อดทน ด้วยหวังว่าจะสามารถก้าวข้ามความขัดแย้งไปด้วยกันให้ได้  เนื่องจากพรบ.ฉบับนี้คือความหวังเดียวของคนไข้ไทยที่จะได้รับความเป็นธรรม และเราต่างรอคอยกันมานาน

การที่วิปรัฐบาลชิงออกมาประกาศชะลอการพิจารณาร่างพรบ.ฉบับดังกล่าวทั้งที่การประชุมครั้งสุดท้ายยังไม่สิ้นสุด ถือเป็นการหักหลังภาคประชาชนที่ไม่เคยผิดเงื่อนไขใด ๆ ต่อรัฐบาล  เรายอมทำตามที่ท่านขอร้องด้วยความเข้าใจและเห็นใจแม้จะไม่ถูกต้อง แต่เหตุใดรัฐบาลจึงผิดสัญญา 

อีกทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ก็เคยรับปากกับเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2553 ว่าจะผลักดันพรบ.ฉบับนี้ล้านเปอร์เซ็นต์ ซึ่งได้สร้างความหวังให้กับภาคประชาชนเป็นอย่างมาก แต่เหตุใดวันนี้รัฐบาลถึงได้ผิดคำพูด

การ นำข้ออ้างต่าง ๆ ของฝ่ายแพทย์ต้านพรบ.เพียงฝ่ายเดียว มาเป็นเหตุในการชะลอร่างพรบ.ฉบับนี้ออกไปไม่มีที่สิ้นสุด แสดงให้เห็นถึงความไม่จริงใจ หลักลอยและขาดไร้ซึ่งวุฒิภาวะของผู้นำทางการเมือง อีกทั้งไม่ได้ให้ความสำคัญกับทุกข์ร้อนของผู้ได้รับความเสียหายทางการแพทย์ ที่อดทนต่อสู้เรียกร้องกันมาอย่างยาวนานด้วยความยากลำบาก เพื่อคนรุ่นหลังจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อและถูกซ้ำเติมความทุกข์เหมือนพวกเราอีก

วันนี้ดิฉันขอเป็นตัวแทนผู้เสียหายทางการแพทย์ไทยทุกคนและทุกดวงวิญญาณ ขอทำในสิ่งที่ไม่เคยกระทำมาก่อนในชีวิต ด้วยการโกนผมทั้งศีรษะ เพื่อแสดงออกให้รัฐบาลเห็นว่าเราเจ็บปวดกับการที่รัฐบาลเลือกฟังเสียงของ กลุ่มผลประโยชน์มากกว่าเสียงทุกข์ทรมานของประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ไม่มีทาง สู้ และเพื่อเป็นการไว้อาลัยให้กับคำสัญญาที่เชื่อไม่ได้ของรัฐบาลและของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขที่รับปากว่าจะผลักดันพรบ.ฉบับนี้เพื่อคนไข้ ไทยล้านเปอร์เซ็นต์ รวมทั้งไว้อาลัยให้กับแพทยสภากับกลุ่มแพทย์ต้านพรบ.ที่นอกจากไม่เคยเป็นที่ พึ่งและให้ความเป็นธรรมต่อผู้เสียหายฯ แล้ว ยังขัดขวางหนทางหาความเป็นธรรมของประชาชนผู้ทุกข์ยากอย่างไร้เมตตาธรรมและ มนุษยธรรม

นางปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนา
ประธานเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์

เครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ 
27 ซอยเพชรเกษม 50/1, บางหว้า, ภาษีเจริญ, กรุงเทพฯ 10160.
โทร. 081-629-4440 /089-210-6281 / แฟ็กซ์: 02-869-6984
Website: http://www.consumer.pantown.com/  E-mail: ouidolla@yahoo.com 
  
ฉันรักผมบนหัว..ไม่เคยคิดโกนมาก่อนในชีวิต ลูกจะรู้ว่าแม้แม่จะแต่งตัวไม่สวย แต่ผมบนหัวแม่จะดูแลอย่างดีไม่เคยให้กระเซอะกระเซิง
30 นาทีที่แล้วยังมีผมอยู่บนหัว
ก้มหน้าก้มตาประชุม ให้ผ่านประเด็นสำคัญไปก่อน
จากนั้นก็ลุกจากห้องประชุม แม่น้องแชมป์ทราบข่าวพาลูกนั่งรถมากระทรวงสธ.ขอโกนผมด้วย
เมื่อห้ามไม่ฟังก็โกนด้วยกันเลย
อ่านแถลงการณ์
ด้วยความเศร้าและสะเทือนใจ
ขอบคุณสื่อมวลชนที่ให้ความสำคัญกับเรื่องความเจ็บความตายและความพิการของเพื่อนมนุษย์
ใจหาย..แต่ชีวิตเพื่อนมนุษย์สำคัญกว่า
ผมยังมีวันงอกใหม่ได้ แต่ชีวิตเพื่อนมนุษย์งอกใหม่ไม่ได้
อยากบอกว่าเราเจ็บปวด
อยากบอกว่าเราทุกข์ทน

อยากบอกว่า..แม้เราจะเป็นขยะของโรงพยาบาล..แต่เราก็มีหัวใจ
อยากบอกว่าทำไมใจดำ
อยากบอกว่าเมตตาธรรมอยู่ไหน
อยากถามว่าความเป็นธรรมเคยมีให้คนไข้ไทยที่ได้รับความเสียหายไหม
อยากถามว่า..ความทุกข์ของคนมีเงินมีอำนาจเท่านั้นใช่ไหมที่รัฐบาลจะให้ความสำคัญ
อยากถามว่า..ความทุกข์ของคนมีเงินมีอำนาจเท่านั้นใช่ไหมที่รัฐบาลจะให้ความสำคัญ

เรามีแต่ชีวิต..เป็นต้นทุน
น่าเวทนา เสียหาย แล้วยังต้องให้มาทำแบบนี้ เห็นเราเป็นเหมือนขอทาน..
ขอทาน..ความเป็นธรรม
ความรู้สึก..ยากจะบรรยาย
เขาจะรับรู้ไหมว่า..นักการเมือง..แพทยสภา เขาใจดำแค่ไหน

ยังจะหวังอะไรได้อีก..?

เครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์แจงวิปรัฐบาล วอนรัฐเดินหน้าพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ เหน็บวิปไม่จริงใจ เปิดโอกาสหมอแจงนานกว่า เตรียมเดินหน้าสละมากกว่าเส้นผม หากยังชะลอกม.เข้าสภาฯ ด้าน “วิทยา” เผยยังไม่ได้ข้อสรุป เหตุกลุ่มหมอค้านมติที่ประชุมกก.สมานฉันท์ เตรียมเชิญปลัดสธ.แจงอีกรอบสัปดาห์หน้า

เมื่อวันที่ 18 ต.ค. เวลา 11.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล มีการประชุมคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิป) โดยได้เชิญตัวแทนเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ นำโดยนางปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนา ประธานเครือข่าย และตัวแทนแพทย์ นำโดย พญ.เชิดชู อริยศรีวัฒนา ประธานสหพันธ์ผู้ปฏิบัติงานด้านการแพทย์ลาธารณสุขแห่งประเทศไทย เข้าชี้แจงถึงร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข

โดย ภายหลังการชี้แจง นางปรียนันท์ เปิดเผยว่า วิปได้เปิดโอกาสให้ตัวแทนเครือข่ายชี้แจงเพียง 20 นาที ขณะที่ให้ตัวแทนแพทย์ได้สิทธิชี้แจงกว่า 40 นาที ทั้งที่ตอนแรกบอกว่าจะให้เวลาเท่ากัน ซึ่งแพทย์ที่เข้าชี้แจงก็เป็นกลุ่มแพทย์ที่เคยวอล์คเอ้าท์ออกจากห้องประชุม ที่กระทรวงสาธารณสุขมาแล้ว ซึ่งเป็นกลุ่มผลประโยชน์ การเชิญกลุ่มนี้มาก็เหมือนกับรัฐบาลไม่จริงใจ เพราะความจริงแพทย์ส่วนอื่นเขาก็เห็นด้วยกับเราแล้ว ทั้งแพทย์ชนบท หรือแพทย์ที่เป็นผู้ปฏิบัติงาน

“วันนี้เราก็เพียงชี้แจงว่า เกิดอะไรขึ้นกับพวกเราบ้าง พวกเราใช้ชีวิตมาอย่างยากลำบากเพียงใด ทั้งชีวิตเราต่อสู้กับเรื่องนี้ อย่างดิฉันต่อสู้มา 19 ปี จนถึงวันนี้ก็ยังไม่จบ เหลืออีก 2 คดีที่ค้างอยู่ ทุกคนตกเป็นเหยื่อหมด ซึ่งเหนื่อยมาก ต้องสู้กับหมอ สู้กับตำรวจ ยืนยันว่าวันนี้เราไม่ได้ต่อสู้เพื่อตัวเอง เพราะกฎหมายไม่มีผลย้อนหลัง แต่เราต่อสู้เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดในการรับบริการทางการแพทย์อีก เชื่อว่าถ้ากฎหมายฉบับนี้มีผลก็จะช่วยเหลือคนได้นับล้าน แก้ปัญหาได้ทั้งต้นและปลายเหตุ จึงอยากวิงวอนให้รัฐบาลเดินหน้านำร่างกฎหมายเข้าสู่สภาฯ หากจะไปแก้ไขกันในชั้นกรรมาธิการเราก็ไม่ว่าอะไร” นางปรียนันท์ กล่าว ด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ และว่าหลังจากที่เราเข้าชี้แจงแล้ว วิปก็เพียงแต่กล่าวขอบคุณ และเชิญพวกเราออกจากห้องประชุม โดยไม่ได้ให้ความมั่นใจอะไรเลยทั้งสิ้น ซึ่งเราก็คงต้องรอฟังอย่างเดียว

เมื่อ ถามว่าหากวิปยังไม่นำกฎหมายเข้าสภาฯอีกจะเดินหน้าต่อสู้อย่างไรต่อไป นางปรียนันท์ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 15 ต.ค.ที่กระทรวงสาธารณสุข “พี่ได้ให้เส้นผมไปแล้ว ต่อไปไม่แน่ใจว่าจะให้อะไรอีก ก็คงจะเสียสละมากกว่านั้น แต่ยังไม่อยากพูดอะไรออกไปก่อน เพราะเดี๋ยวจะเสียกำลังใจกับผู้ร่วมต่อสู้ วันนี้เราทุกข์เหลือเกิน ถ้าวันนี้หากรัฐบาลคลอดพรบ. เราก็พร้อมยกเลิกเครือข่ายของเราทันที”

ต่อ มาเวลา 15.00 น. นายวิทยา แก้วภราดัย ประธานวิปรัฐบาล เปิดเผยภายหลังการประชุมวิปว่า จากที่ฟังคำชี้แจงของทั้งฝ่ายตัวแทนเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ และตัวแทนแพทย์ ถือว่ามีเหตุผลทั้ง 2 ฝ่าย อย่างไรก็ตามทางกลุ่มแพทย์ที่คัดค้าน บอกว่าการประชุมคณะเสริมสร้างความสมานฉันท์ระบบบริการสาธารณสุข ที่มีนพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเมื่อวันที่ 15 ต.ค.ที่ผ่านมานั้น เป็นการประชุมที่มิชอบ เนื่องจากองค์ประชุมไม่ครบ มีผู้เข้าร่วมเพียงแค่ 10 กว่าคน จากองค์ประชุมที่ต้องมี 80 คน ดังนั้นวิปรัฐบาลจะได้เชิญปลัดกระทรวงสาธารณสุขมาชี้แจงรายละเอียดต่อที่ ประชุมวิปอีกครั้งในสัปดาห์หน้า เพื่อเพื่อขอทราบข้อเท็จจริง และผลสรุปการประชุมในครั้งนั้นว่ามีข้อสรุปอย่างไร หากยังมีความเห็นไม่ตรงกันอีก วิปรัฐบาลก็อาจจะผลักดันให้ทั้ง 2 ฝ่ายเข้าประชุมพร้อม ๆ กันต่อไป

“ขณะนี้ยังพอมีเวลา เพราะร่างกฎหมายฉบับนี้อยู่ในวาระการประชุมอยู่แล้ว ซึ่งวิปก็พยายามจะหาทางออกให้ดีที่สุด กฎหมายนี้ควรจะทำให้เกิดความปรองดองทั้ง 2 ฝ่าย ไม่ใช่ทำให้เกิดความขัดแย้ง” นายวิทยากล่าว 


ยังมีหวังอีกหรือ

นายกรัฐมนตรี..ยืนยันไม่ถอน..ไม่ชะลอร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ

20 ตุลาคม 2553
เรื่อง    ขอให้เดินหน้าพิจารณาร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ...
เรียน   ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี

สืบ เนื่องจากนายวิทยา แก้วภราดัย ประธานวิปรัฐบาล เปิดเผยภายหลังการประชุมวิปรัฐบาลเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2553 ที่ผ่านมาว่า หลังจากรับฟังคำชี้แจงของตัวแทนเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์และตัวแทน แพทย์ ถือว่ามีเหตุผลทั้ง 2 ฝ่าย อย่างไรก็ตามทางกลุ่มแพทย์ที่คัดค้านบอกว่าการประชุมคณะเสริมสร้างความ สมานฉันท์ระบบบริการสาธารณสุข ที่มีนพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธานเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2553 ที่ผ่านมา นั้นเป็นการประชุมที่มิชอบ เนื่องจากองค์ประชุมไม่ครบมีผู้เข้าร่วมเพียงแค่ 10 กว่าคน จากองค์ประชุมที่ต้องมี 80 คน ดังนั้นวิปรัฐบาลจะได้เชิญปลัดกระทรวงสาธารณสุข มาชี้แจงรายละเอียดต่อที่ประชุมวิปอีกครั้งในสัปดาห์หน้า เพื่อขอทราบข้อเท็จจริง และผลสรุปการประชุมในครั้งนั้นว่ามีข้อสรุปอย่างไร หากยังมีความเห็นไม่ตรงกันอีก วิปรัฐบาลก็อาจจะผลักดันให้ทั้ง 2 ฝ่ายเข้าประชุมพร้อม ๆ กันต่อไป

เครือข่ายฯ ไม่อาจยอมรับเหตุผลที่กลุ่มแพทย์ยกขึ้นมาอ้างได้ เนื่องจากการประชุมของคณะกรรมการสร้างเสริมความสมานฉันท์ในระบบบริการสาธารณ สุขนั้น ไม่มีการโหวต ไม่มีการลงมติ ไม่มีการนับองค์ประชุม เป็นการประชุมเพื่อปรึกษาหารือหาทางออกร่วมกัน ดังนั้นการอ้างว่าองค์ประชุมไม่ครบนั้นเป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น อีกทั้งแพทย์กลุ่มนี้ได้ล้มการประชุมและเดินออกห้องประชุมถึง 4 ครั้งโดยไม่มีเหตุผล ไม่เคารพกติกา มีความพยายามที่จะล้มร่างพรบ.มากกว่าหาทางออกร่วมกัน ต่างจากเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ที่ปฏิบัติตามเงื่อนไขของรัฐบาลและ ของกระทรวงสาธารณสุขทุกประการโดยไม่เคยผิดเงื่อนไขใด ๆ แม้แต่ครั้งเดียว แสดงให้เห็นว่าเครือข่ายฯ มีความจริงใจและพร้อมที่จะก้าวข้ามความขัดแย้งครั้งนี้ไปด้วยกันให้ได้

เครือ ข่ายฯ ขอกราบวิงวอนต่อ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ให้เห็นใจภาคประชาชนที่มีความทุกข์ร้อนอย่างแสนสาหัส  ได้โปรดอย่าถอนร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุขออกจาก สภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือชะลอการพิจารณาออกไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เนื่องจากเป็นความหวังเดียวของผู้เสียหายที่จะได้รับความเป็นธรรม ซึ่งพวกเราได้เรียกร้องและรอคอยกันมาเป็นเวลานานด้วยความอดทน  และในการประชุมคณะกรรมการสร้างเสริมความสมานฉันท์ในระบบบริการสาธารณสุข ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2553 ที่ผ่านมานั้นได้ก็ข้อสรุปเป็นที่พอใจร่วมกันทั้ง 12 ประเด็นครบถ้วนแล้ว  อึกทั้งนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข รับปากกับเครือข่ายฯ เมื่อ 15 กุมภาพันธ์ 2553 ว่าจะผลักดันร่างพรบ.ฉบับนี้ล้านเปอร์เซ็นต์

จึงเรียนมาเพื่อ ขอ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ได้โปรดเดินหน้าพิจารณาร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ...ผลักดันให้มีผลบังคับใช้เพื่อเป็นของขวัญให้กับคนไทยทั้งประเทศ เพื่อประโยชน์สุขของสังคมต่อไป

จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา

ขอแสดงความนับถืออย่างสูง

(นางปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนา)
ประธานเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์และคณะ

ท่านยืนยันแล้วค่ะพี่น้องว่าไม่ถอน..ไม่ชะลอ

นายทหารอากาศ..ขาดออกซิเจน!

ยามที่สุขภาพร่างกายแข็งแรง นายทหารท่านนี้ทำประโยชน์ให้ประเทศชาติมากมาย  แต่ยามที่ท่านกลายเป็นผู้เสียหายทางการแพทย์  ทำไมไม่มีใครช่วยได้แม้แต่คนเดียว  มาฟังเสียงร่ำไห้ของผู้เป็นภรรยา

สามี ดิฉันนาวาอากาศเอกสรวุฒิ นิลพยัคฆ์ อายุ 55 ปี  อดีตนักบาสเก็ตบอลทีมชาติไทย  โคชบาสเก็ตบอลทอ.+นายเรืออากาศ อาจารย์สอนกอล์ฟ รร.เสธ.ทอ. และเป็นอาจารย์สอน รร.นายเรืออากาศ ปกติจะเป็นคนสุขภาพร่างกายแข็งแรง ไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ อารมณ์ดี

เดือนมค.53
มีอาการชาที่ขาไปปรึกษาหมอที่รพ.ของทหารแห่งหนึ่ง  หมอบอกว่าต้องผ่าตัด  เมื่อส่งตัวเข้าห้องผ่าตัด ยังไม่ทันได้ผ่าตัด สามีก็กลายเป็นเจ้าชายนิทรามาจนทุกวันนี้ 

หมอบอกแค่ว่าสมองขาดออกซิเจน
แต่ไม่ยอมบอกว่าเกิดจากการวางยาสลบหรือเพราะบล็อกหลัง
ไม่มีใครบอกความจริงให้ทราบแม้แต่คนเดียว

นาน 9 เดือนแล้วที่เขาต้องนอนอยู่โรงพยาบาล  ดิฉันตั้งหลักไม่ทันกับชีวิตที่พลิกผันของครอบครัว  สามีมีอาการชัก ติดเชื้อที่ปอดและผิวหนังเป็นประจำ เขานอนไปวัน ๆ โดยไม่รู้อนาคต หาใครช่วยสักคนก็ไม่มี

นับตั้งแต่วันเกิดเหตุ 20 ม.ค.53
ทางโรงพยาบาลไม่เคยชี้แจงหรือแสดงความรับผิดชอบในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น 

ดิฉันพยายามพูดคุยกับผอ.โรงพยาบาลก็ไม่แสดงความรับผิดชอบใด ๆ

พยายาม ขอความช่วยเหลือไปยังผู้บังคับบัญชาคือผบ.ทอ.ก็ไม่มีคำตอบให้  มีแต่คนมาบอกว่าเขาไม่รู้จะเอาเงินที่ไหนมาช่วยเหลือ ให้น.อ.สรวุฒิ ฯ ได้คำสั่งเกษียณอายุราชการก่อนกำหนด ก่อนจะทำอะไรค่อยทำ (หมายถึงการฟ้อง)

ผอ.โรงพยาบาลพูดทำนองว่า หากดิฉันฟ้องสื่อ ทาง รพ.ฯ ก็จะตอบโต้   

ดิฉันขอคัดถ่ายสำเนาประวัติการรักษาพยาบาลก็ไม่ยอมให้ 

ดิฉันเป็นอาจารย์สอนหนังสือเป็นข้าราชการ วันหนึ่งที่ประสบปัญหากลับไม่มีใครยื่นมือช่วยเหลือแม้แต่คนเดียว
    
________

ฉัน รับเรื่องร้องเรียนนี้ด้วยจิตใจที่หดหู่  ขอทำนายจากประสบการณ์ของฉันเอง  หากต้องสู้คดีอีก 3 ศาลคงใช้เวลาประมาน 10 ปีเป็นอย่างช้า  เวชระเบียนอาจถูกแก้ไขแต่งเติมไปแล้ว  พยานในศาลจะหาใครยอมไปให้ ทนายเก่งเรื่องการแพทย์จะหาใครได้ค่าใช้จ่ายเท่าไหร่  และครอบครัวจะทุกข์ทรมานต่อไปอีกกี่ปี 




ยามท่านแข็งแรงดี ท่านได้ทำประโยชน์ให้ประเทศชาติมากมาย
แต่ เมื่อท่านตกเป็นผู้เสียหายทางการแพทย์ ทำไมทอ.ไม่ช่วยเหลือ และแพทย์ของทอ.ยังมาต้านพรบ.อีก ทั้งที่ไม่มีกองทุนช่วยเหลือข้าราชการเลย

เบื้องหลังของหมอต้านพรบ.!

ฉันสงสัยว่าไอ้โม่งผู้อยู่เบื้องหลังล้มร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ คือแพทยสภาเพราะกก.ส่วนใหญ่เป็นเจ้าของ+ผู้ถือหุ้นในรพ.เอกชน บางท่านอยู่รพ.รัฐก็จริงแต่ออกตรวจที่รพ.เอกชน บ้างก็มีคลีนิคส่วนตัวหรือไม่ก็มีญาติพี่น้องมีธุรกิจหรือมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับธุรกิจการแพทย์

เหตุผล..ที่ต้องล้มร่างพรบ.ให้ได้
1. การจ่ายเงินเข้ากองทุนของรพ.เอกชนหรือคลีนิก อาจระแวงว่าจะต้องเปิดเผยรายได้ที่แท้จริง
2. ปกติหมอรพ.เอกชนมักทำประกันความเสี่ยงกับบริษัทประกัน ลองเช็คดูว่าบ.ประกันมีรพ.เอกชนถือหุ้นใหญ่หรือไม่  หากมีพรบ.นี้ใครเสียผลประโยชน์
3. หลักการของกองทุนนี้คือนำความผิดพลาดไปพัฒนาระบบป้องกันความเสียหาย เมื่อคนไข้ปลอดภัย ความต้องการใช้ยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์จะลดลง ใครที่เสียผลประโยชน์
 4. ที่สำคัญคือศักดิ์ศรีองค์กร...แพ้ไม่ได้.! จึงเกิดการทุ่มทุนหนุนหมอต้านพรบ.ออกจัดเวทีสัมมนาให้ข้อมูลบิดเบือนฝ่ายเดียว ปลุกระดมทั่วประเทศ

ปี 45 รัฐบาลทักษิณประกาศนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค  ทำให้กิจการรพ.เอกชนล้มระเนระนาด  นักธุรกิจการแพทย์หัวใสเข้าซื้อหุ้นรพ.เอกชน ปรับปรุงตกแต่งให้หรูหราเหมือนโรงแรม 4-5 ดาว  จากนั้นรัฐบาลประกาศให้ไทยเป็นศูนย์กลางการรักษาของเอเชีย (Medical Hub) เอาฝรั่งต่างชาติเข้ามารักษา  ฟันกำไรกันปีละนับแสนล้าน  ดูดเอาหมอ+พยาบาลจากรพ.รัฐไปโดยไม่ได้ลงทุนผลิตแม้แต่บาทเดียว

ชุบมือเปิบไหม?
จ่ายภาษีเพิ่มไหม?
เลี่ยงภาษีกันไหม?

หมอ+ พยาบาลภาครัฐไปอยู่รพ.เอกชน  รับเงินเดือนแพง ๆ หมอวิสัญญี (หมอดมยา) เงินเดือนหลายแสนบาทขณะที่ผลิตได้ปีละไม่กี่คน  ดังนั้นหมอที่เหลืออยู่ภาครัฐต้องรับมือกับคนไข้ล้นโรงพยาบาล  ความผิดพลาดเกิดขึ้นทุกวัน มากกว่ารถชนตาย+มะเร็งเต้านม+เอดส์

ความผิด พลาดมาก  ระบบรองรับไม่มี  โรงงานอุตสาหกรรมยังมีโรงบำบัดน้ำเสียมีโรงกำจัดกากขยะ  แต่พวกเราเป็นขยะมีชีวิตจากโรงพยาบาลที่ไม่มีระบบใด ๆ มารองรับ  ม.41 ของบัตรทองก็เพดานสูงสุดเพียง 2 แสนบาทจะเพียงพออะไรกับคนพิการที่ต้องให้อาหารทางสายยางตลอดชีวิต อีกทั้งยังไม่ครอบคลุมสิทธิประกันสังคม ข้าราชการและจ่ายเงินเอง

ใช่ ว่ารพ.เอกชนจะไม่มีความผิดพลาด  ฉันรับเรื่องร้องเรียนทุกวัน  รู้เห็นอยู่ว่ามีผิดพลาด   เพราะหมอก็มาจากรพ.รัฐ ต่างกันเพียงแค่ความโอ่โถงหรูหราของสถานที่เท่านั้น

รพ.เอกชนนั้นเงินหนา
เขา ใช้เงินกำไรที่ได้จากคนไข้  ไปจ้างทนายเป็นทีมสู้กับคนไข้ง่ายกว่า  ปกติคนไข้สู้คดีกับรพ.เอกชนแทบจะไม่ชนะ    หรือหากชนะก็หลายปี  เขาคิดในแง่ธุรกิจว่าเอาเงินไปทำอย่างอื่นยังได้ด

ไหน ๆ ก็เปิดหน้าชกกันแแล้วเอาความจริงมาพูดกันดีกว่า


รัฐบาล ท่านจะฟังเสียงที่ทุกข์ยากของประชาชน..เลือกจะยืนเคียงข้างประชาชน  หรือจะยืนเคียงข้างกลุ่มผลประโยชน์  ประชาชนก็จะรอดูใจท่านเช่นกัน
  
ฉันสู้กับรพ.เอกชน 19 ปี กก.สิทธิฯ มีมติว่ารพ.ผิด-เรื่องเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ ก็ยังไม่สามารถทำให้เขารับผิดชอบได้ เขามีเงินจ้างทนายเป็นทีมเป็นถึงอดีตผู้พิพากษา รพ.เอกชนทุกแห่งสายป่านยาวกว่าชาวบ้าน ใครลองสู้ยิบตา สุดท้ายก็เหลือแต่ตัวเหมือนครอบครัวฉันนี่แหละ
แพทยสภาคือช้างเป็นโขลง มีทั้งเงิน มีทั้งอำนาจรัฐ เส้นสายอุปถัมภ์ และมีอำนาจกฎหมายอยู่ในมือ จะอย่างไรเขาจะแพ้ไม่ได้เป็นเรื่องของศักดิ์ศรีองค์กร จึงมีการทุ่มสุดตัวให้มีการจัดสัมมนาปลุกระดมบิดเบือนข้อเท็จจริงไปทั่วประเทศ ทุนเขาหนา ไม่เช่นนั้นหมอกลุ่มต้านพรบ.จะเอาเงินจากไหนนั่งเครื่องบินไปได้ทั่วประเทศ ไหนจะค่าห้อง ค่าโรงแรมอีกล่ะ ยกตัวอย่างกก.สิทธิฯ มีมติว่าแพทยสภาผิดตัดสินคดีลูกฉันพลาด ฉันก็ยังไม่เคยเอาผิดเขาได้ เขายิ่งใหญ่จริง ๆ

ท่านจุรินทร์. รับปากว่าล้าน% จะผลักพรบ.ให้ประชาชนได้พึ่งพา ท่านอย่าลืมสัญญา

ท่านนายกรัฐมนตรีรับปากจะนำร่างพรบ.เข้าสภาเดือนกุมภาพันธ์ 2554 ท่านจะเดินหน้าอย่างไรให้ประชาชนได้ชื่นใจ

หมอคะ..กรรมนี้หนูไม่ได้ก่อ!

หนูชื่อวนิดา อายุ 28 ปี เมื่อตั้งท้องแรกหนูไปหาหมอตามนัดสม่ำเสมอไม่เคยขาด สุขภาพแข็งแรงดีทั้งแม่ลูก  หมอนัดคลอดวันที่ 4 พ.ค.2548

15 พ.ค.48
04.00 น. หนูปวดท้องจึงไปรพ.ชุมชน พยาบาลตรวจหนูแล้วบอกว่าปากมดลูกเปิด 2 เซนต์

13.00 น. หนูเบ่งจนไม่มีแรงเบ่ง จึงร้องขอให้ส่งตัวหนูไปรพ.จังหวัดแต่ทางรพ.ไม่ส่งตัวให้ หมอบอกว่าอยากเห็นเด็กออกมาจากท้องแม่

15.30 น. หนูเบ่งอีก 1-2 ครั้งพยาบาลจึงขึ้นมาบนเตียงเพื่อช่วยดันลูกหนูออก เมื่อคลอดออกมาหนูไม่ได้ยินเสียงลูกร้อง เห็นลูกนอนนิ่งไม่หายใจ เขาจึงส่งตัวลูกหนุไปรพ.จังหวัด (ลูกหนูหนัก 3.7 กก.)

2 ขวบ
ขณะ เดินอยู่ลูกล้มแล้วบอกว่าเจ็บขา  ไม่มีแรงและไม่ยอมเดิน ปัจจุบันเดินขาเป๋ เวลาวิ่งขาปัดกันนิดเดียวก็ล้ม ต่อมาขณะนอนหลับเขาก็ชักทั้งที่ไม่มีไข้  รพ.จังหวัดสั่งยา Phenobarital ให้กลับไปกินที่บ้าน แต่ก็ยังชักอยู่

ชักครั้งที่ 3-4  
หมอที่รพ.จังหวัดจึงเอ็กซ์เรย์สมองดู จึงรู้ว่าอาการชักเกิดจากเซลล์สมองหาย เนื่องจากขาดออกซิเจนตอนคลอด

หมอ สั่งยา PHENOBARITAL ให้กลับไปกิน แต่ลูกหนูก็ยังชักอยู่ หมอสั่งเพิ่มขนาดยาขึ้นเรื่อย ๆ ลูกก็ยังชัก หนูถามว่าลูกหนูมีสิทธิหายหรือเปล่า หมอบอกว่าให้กินยาอายูถึง 5 ขวบแล้วดูอาการอีกที

ต่อมาเมื่อลูกชักหมอสั่งเพิ่มยา DEPAKINE อีกขนาน หมอบอกว่าลูกหนูไม่มีสิทธิหายจะต้องกินยาตลอดชีวิต ห้ามขี่จักรยาน+มอเตอร์ไซค์ ห้ามอยู่ใกล้น้ำ เขาสามารถชักได้ทุกเมื่อ

ลูก หนูเป็นโรคลมชัก ที่บ้านหนูต้องเปิดไฟนอนตลอดคืน  แทบไม่มีใครได้นอนต้องผลัดกันดูลูกกลัวเขาชัก  ที่บ้านตึงเครียดกันไปหมด ไม่เป็นอันทำมาหากิน 

เมื่อความสุขในบ้านหายไป  หนูไม่มีเวลาใส่ใจสามี  เขาจึงทอดทิ้งหนูไป ปล่อยให้หนูต้องเลี้ยงลูกลำพังกับพ่อแม่ที่แก่แล้ว

เป็นเพราะหมออยากเห็นเด็กออกมาจากท้องแม่แท้ ๆ  ลูกหนูจึงต้องเป็นแบบนี้

การดำเนินการ 
  1. ฉัน แนะนำให้วนิดาไปขอรับเงินช่วยเหลือเบื้องต้นตามม.41  ได้รับเงินช่วยเหลือเบื้องต้น 1 แสนบาท  ซึ่งไม่เพียงพอสำหรับการดูแลลูกในระยะยาว
  2. วนิดาไม่อยากฟ้องจึงร้อง เรียนรัฐบาลที่ 1111 เรื่องถูกส่งไปกระทรวง  กระทรวงส่งให้จังหวัด  จังหวัดส่งให้โรงพยาบาลที่เกิดเรื่อง  วันนี้วนิดาก็ยังวนเวียนกับเรื่องร้องเรียน เป็นเพราะเธอไม่อยากฟ้องศาล
_________
ครอบ ครัวผู้เสียหายมักเป็นแบบนี้  เมื่อความสุขในบ้านหายไป  ครอบครัวมักแตกแยก  มิหนำซ้ำไม่มีหน่วยงานรองรับปัญหาเหล่านี้ กรณีนี้หากขืนปล่อยให้เวลาเนิ่นนานออกไป ฉันเชื่อว่าวนิดาต้องมีเรื่องกับทุกหน่วยงานและเดินตามรอยฉันอย่างแน่นอน 




ชักได้ทุกเมื่อตลอดชีวิต
อนาคตวันหน้าจะเป็นอย่างไรไม่ต้องพูดถึง
จะเป็นที่พึ่งให้แม่ยามแก่เฒ่าได้หรือไม่
เหตุ เกิดเพราะอะไร ไม่ส่งต่อ หมออยากเห็นเด็กออกจากท้องแม่ ข้อจำกัดของบัตรทอง รพ.กลัวต้องตามไปจ่ายค่าทำคลอด หรืออะไรก็แล้วแต่ เด็กควรเป็นเช่นนี้หรือไม่ เป็นปัญหาเรื้อรังที่ครอบครัวนี้ต้องรับเอาไว้ทั้งหมดกับเงินช่วยเหลือ เบื้องต้นเพียง 1 แสนบาท

สรุป 12 ประเด็นประชุมร่วมหมอ+คนไข้

15 ตุลาคม 2553 นายแพทย์ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุมคณะกรรมการเสริมสร้างความสมานฉันท์ในระบบบริการ สาธารณสุข เกี่ยวกับความเห็นและข้อเสนอแนะต่อร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับ บริการสาธารณสุขพ.ศ....ที่ห้องประชุมอย. ซึ่งเริ่มตั้งแต่เวลา 09.30 น. ต่อเนื่องจนถึงเวลา 16.00 น. ว่าการประชุมในวันนี้เป็นครั้งสุดท้าย

ผู้ เข้าร่วมประชุม ประกอบด้วย ผู้ประกอบวิชาชีพ คณะแพทยศาสตร์ต่างๆจากศิริราชพยาบาล โรงพยาบาลรามาธิบดี วชิรพยาบาล สมาพันธ์แพทย์โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป สภาวิชาชีพเภสัชกรรม สภาการพยาบาล สภาเทคนิคการแพทย์ สภากายภาพบำบัด ผู้แทนแพทย์กรมแพทย์ทหารอากาศ ผู้แทนสมาคมโรงพยาบาลเอกชน และภาคประชาชนรวมกว่า 10 เครือข่าย โดยกลุ่มผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข มีนายแพทย์สุพรรณ ศรีธรรมมา ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์วิศิษฎ์ ตั้งนภากร รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ นายแพทย์ธเรศ กรัษนัยรวิวงศ์ ผู้อำนวยการสำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ

นาย แพทย์ไพจิตร์กล่าวว่า บรรยากาศการประชุมวันนี้ เป็นไปอย่างสมานฉันท์ ได้ข้อสรุปประเด็นที่ยังเห็นไม่ตรงกันและข้อเสนอแนะจากหน่วยงานที่เกี่ยว ข้องต่างๆเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติฯ ซึ่งมีทั้งหมด 12 ประเด็น และได้ข้อสรุปแล้ว 5 ประเด็น ในการประชุมเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม ดังนี้

ประเด็น ที่ 1. เรื่องชื่อร่างพระราชบัญญัติ ที่ประชุมเสนอให้แก้ไขชื่อเป็น ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้เสียหายและผู้ให้บริการที่ได้รับผลกระทบจากการ รับบริการสาธารณสุข

ประเด็นที่ 2. เรื่องของหลักการ แก้ไขเป็น ให้มีกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบจากการรับบริการสาธารณสุข

ประเด็นที่ 3. เรื่องของคำนิยาม ได้เพิ่มคำนิยามผู้เสียหาย นอกจากผู้ป่วยแล้ว ให้ครอบคลุมถึงผู้ให้บริการด้วย

ประเด็น ที่ 4. การคุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข เสนอให้แก้ไขมาตรา 6 โดยตัดคำว่ามาตรฐานวิชาชีพออก เพื่อให้เกิดการเดินหน้าในการดูแลผู้ป่วยได้ เนื่องจากต้องยอมรับว่า โรงพยาบาลมีทั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกล และอยู่ในตัวเมือง มาตรฐานอาจทำให้บริการมีปัญหาได้

ประเด็นที่ 5. เรื่องคณะกรรมการเสริมสร้างความสมานฉันท์ ได้ขอให้ใช้องค์ประกอบคณะกรรมการในมาตรา 7 (2) ให้เพิ่มปลัดกระทรวงศึกษาธิการ คือผู้แทนของคณะแพทย์ศาสตร์ต่างๆ และปลัดกระทรวงกลาโหม คือผู้แทนกรมแพทย์ทหาร เพิ่มจากคณะเดิมที่มีปลัดกระทรวงสาธารณสุข ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์ อธิบดีกรมคุมครองสิทธิ์และเสรีภาพ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค และผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ และที่ประชุมได้มีการตกลงความเข้าใจระหว่างประชาชนกับผู้ประกอบวิชาชีพ โดยขอให้เพิ่มคณะกรรมการในมาตรา 7 (3) โดยให้เพิ่มผู้แทนผู้ประกอบวิชาชีพอีก 4 คน และผู้แทนสถานพยาบาลอีก 2 คน และในมาตรา 7 (4) ให้มีผู้แทนองค์กรพัฒนาเอกชน ที่ทำงานด้านคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคด้านบริการสาธารณสุขจำนวน 6 คน และให้มีผู้ทรงคุณวุฒิที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขแต่งตั้งจากผู้ที่ มีความเชี่ยวชาญด้านการแพทย์และสาธารณสุขและด้านสังคมศาสตร์เพิ่มอีกด้านละ 3 คน

นายแพทย์ไพจิตร์กล่าวต่อว่า การประชุมหารือวันนี้ ได้เพิ่มข้อสรุปประเด็นที่เหลืออีก 7 ประเด็นคือ

ประเด็นที่ 6. เรื่องที่ตั้งของสำนักงานเลขานุการ ให้คงอยู่ที่เดิมคือที่กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข

ประเด็น ที่ 7. เรื่องกองทุนสร้างเสริมความสัมพันธ์ที่ดีในระบบริการสาธารณสุข ได้ข้อตกลงว่า จะขอให้มีการจ่ายเงินสมทบกองทุนเท่าเทียมกันและเป็นธรรม ระหว่างกองทุนสปสช. กองทุนสวัสดิการข้าราชการ กองทุนประกันสังคม สำหรับโรงพยาบาลเอกชนจะจ่ายเงินสมทบในอัตราใกล้เคียงทั้ง 3 กองทุน ส่วนคลินิกเอกชนให้มีบทเฉพาะกาลเบื้องต้นเพื่อให้มีการปรับตัวก่อน และหากเข้าร่วมโครงการในเบื้องต้นจะขอให้จ่ายเป็นค่าธรรมเนียมประจำปีแทน ส่วนอัตราการจ่ายนั้นคณะกรรมการจะเป็นผู้กำหนด

ประเด็นที่ 8. เรื่องการพิจารณาจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นและเงินชดเชย ได้ข้อสรุปว่า การพิจารณาจ่ายเงินจะไปร่วมกับประเด็นที่ 9 คือ จะให้มีการจ่ายเงินเบื้องต้น หลังจากนั้นจะมีคณะอนุกรรมการพิจารณาเงินชดเชยทั้ง 3 ฝ่าย โดยคณะอนุกรรมการจะมีสัดส่วนเท่ากัน ทั้งฝ่ายผู้ประกอบวิชาชีพ ฝ่ายองค์กรพัฒนาเอกชน และผู้แทนผู้ป่วย ส่วนเรื่องการจ่ายเงินชดเชย จะมีผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านนิติศาสตร์เข้ามาดูด้านกฎหมาย เช่นเดียวกับมาตรา 41 ของพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า

ประเด็นที่ 9. เรื่องการฟ้องคดีอาญาและบทกำหนดโทษ ได้เห็นชอบร่วมกันในการมีมาตราดังกล่าว และหากได้รับเงินชดเชยแล้ว ขอให้ยุติการดำเนินคดี แต่อย่างไรก็ตามเพื่อให้เกิดความสบายใจทั้ง 2 ฝ่ายในสัญญาประนีประนอม จะมีการกำหนดหลังจากรับเงินช่วยเหลือแล้ว ขอไม่ให้มีการฟ้องร้องทางแพ่งและอาญาอีก

ประเด็นที่ 10. เรื่องการแต่งตั้งกรรมการในบทเฉพาะกาล ให้ตัดสิ่งที่เป็นกังวลออกไป โดยให้มีเฉพาะกรรมการในตำแหน่งซึ่งมี 8-9 ท่าน ตามที่กำหนดในพ.ร.บ. โดยให้ใช้กรรมการชุดนี้ได้เลยไม่ต้องแต่งตั้งใหม่

ประเด็นที่ 11. เรื่องการไกล่เกลี่ยและการสร้างเสริมความสัมพันธ์ระหว่างผู้ให้บริการกับผู้ รับบริการ ซึ่งมีในโรงพยาบาลทุกแห่งอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องมีมาตราในพ.ร.บ.ฉบับนี้ และ

ประเด็นที่ 12. เรื่องการพัฒนาระบบความปลอดภัยและป้องกันความเสียหายแก่ผู้รับบริการ ได้ขอให้มีการกำหนด การรายงาน และมีการแจ้งไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบ เช่น โรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ให้ทำแผนการพัฒนาความปลอดภัยและป้องกันความเสียหาย เพื่อให้ได้ประโยชน์ต่อคนไข้

นายแพทย์ไพจิตร์ กล่าวต่อไปว่า การทำหน้าที่ของคณะกรรมการเสริมสร้างความสมานฉันท์ในระบบบริการสาธารณสุข ถือว่าได้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้ แต่งตั้งและมอบหมายแล้ว โดยจะนำผลสรุปของทั้ง 3 กลุ่มคือ 1.กลุ่มแพทย์ที่ไมได้เข้าร่วมประชุมแต่ยื่นเอกสาร ว่าจะขอทำประชาพิจารณ์ก่อน 2. กลุ่มภาคประชาชนที่มายื่นหนังสือ 3. กลุ่มของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ ซึ่งจะได้นำเสนอนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธานในวันจันทร์ที่ 18 ตุลาคม 2553 นี้

ก่อน เข้าประชุม ได้อ่านแถลงการณ์ก่อนโกนหัวประท้วงรัฐบาลที่ประกาศชะลอการพิจารณาร่างพรบ. ก่อนการประชุมวันสุดท้ายจะสิ้นสุด เท่ากับหักหลังคนไข้ที่ไม่เคยผิดเงื่อนไขใด ๆ กับรัฐบาล
โกน หัวแล้ว..ฉันก็ยังเข้าไปนั่งประชุมต่อด้วยหัวใจที่เจ็บปวด แต่ฉันก็อดทน ประชุมทั้งวันใส่หมวกเป็นตัวตลกอยู่คนเดียวในห้อง จนได้ข้อสรุป 12 ประเด็น
ที่ จริงรัฐบาลต้องเดินหน้าพิจารณาร่างพรบ.หลังจากได้ข้อสรุป 12 ประเด็นทันที เนื่องจากให้เวลากับกลุ่มหมอต้านพรบ.เกิน 2 เดือนแล้ว อย่าหักหลังประชาชนอีก

หมอคะ..แค่เสริมหน้าอกทำไมตายได้!

ในสายตาฉันความอยากสวยของผู้หญิงไม่ใช่เรื่องผิด แม้กระทั่งเรื่องเสริมหน้าอกเพื่อเพิ่มความมั่นใจให้ตนเอง  เพราะเป็นเรื่องของสิทธิที่จะทำได้  แต่การเลือกว่าจะทำศัลยกรรมกับใครนั้นเป็นเรื่องสำคัญ  หาไม่แล้วเราอาจไมได้กลับบ้านก็เป็นได้

ฉันขอร้องทุก ท่านที่ได้อ่านเรื่องนี้แล้ว  ได้โปรดอย่าประนามหญิงสาวคนนี้  เนื่องจากเรื่องราวของเธอสามารถเป็นอุทธาหรณ์และเตือนภัยให้สังคมได้

วันนี้ น้องผู้หญิงคนหนึ่งได้ร้องเรียนกับฉันว่า  น้องสาวของเธอไปผ่าตัดเสริมหน้าอกแล้วกลายเป็นเจ้าหญิงนิทรามาได้หลายวัน แล้ว  มาฟังเธอเล่ากันค่ะ

น้องสาวของดิฉัน อายุ 32 ปี เป็นคนหน้าตาสวยมาก ทำงานเป็นพนักงานบริษัทมีเงินเดือนมากกว่าสองหมื่นบาท  ได้เห็นเพื่อนสาวคนหนึ่งไปทำศัลยกรรมหน้าอกมาได้ผลเป็นที่พอใจ  น้องสาวจึงมีความเชื่อถือและอยากจะทำตามบ้าง จึงพากันไปติดต่อที่คลีนิกแห่งหนึ่งย่านบางกอกน้อย  หมอได้เสนอราคาโปรโมชั่นที่ 34,900 บาท แต่มีเงื่อนไขว่าต้องรีบทำ เนื่องจากหมอจะเดินทางไปต่างประเทศ น้องสาวของดิฉันตกลงทำโดยไม่ลังเล  โดยไม่ได้บอกเรื่องนี้กับคนในครอบครัว

21 ต.ค. 2553
หมอ นัดให้น้องสาวดิฉันไปผ่าตัดที่รพ.เอกชนแห่งหนึ่งโดยมีเพื่อนสาวไปเป็นเพื่อน  เพื่อนน้องสาวเล่าให้ฟังว่าก่อนผ่าตัดหมอพูดว่าอยากรู้อะไรก็ถามโดยไม่ได้ ชี้แจงอะไรเป็นพิเศษ จากนั้นก็วัดขนาดว่า sizeอะไร แล้วจะใส่เพิ่มได้แค่ไหน ยี่ห้ออะไร เมื่อน้องสาวถามเรื่องการดูแล หมอก็ได้แจ้งให้ทราบว่าควรจะดูแลตัวเองยังไงหลังทำ จากนั้นมีการวัดความดัน ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง เอกซเรย์ปอด เจาะเลือด

ที่ห้องผ่าตัด วิสัญญีแพทย์ ถามว่าแพ้ยาอะไรหรือไม่ อดอาหารมาครบหรือเปล่า และน้ำหนักเท่าไหร่ จากนั้นน้องสาวก็เข้าห้องผ่าตัดและเกิดเรื่องขึ้น 

เวลาประมาน 22:30 น.
ทาง รพ.บอกให้เพื่อนติดต่อญาติ เมื่อดิฉันไปถึงพบว่าน้องนอนอยู่ใน ICU อาการ coma ไม่รู้สึกตัว ใส่เครื่องช่วยหายใจและหายใจโดยเครื่อง100% น้องสาวดิฉันสมองบวม 

หมออธิบายว่าได้ทำอย่างมีมาตรฐานทางการ แพทย์แล้ว  พร้อมซักถามประวัติย้อนหลังว่าคนไข้เคยมีอาการชักมาก่อนหรือไม่ ดิฉันและพี่ชายบอกว่าไม่เคยมี  เคยเป็น TB เมื่อประมาณสิบปีที่ผ่านมาและได้รับการรักษาจนหายขาดแล้ว และปีที่แล้วน้องสาวเคยเป็นลมขณะที่ไปเที่ยวเกาะแห่งหนึ่ง แต่เกิดจากการไม่ได้รับประทานอาหารและต้องมาตากแดดกับนั่งเรือจึงเกิดการ เป็นลม

ดิฉันกับญาตินึกไม่ถึงว่าหมอจะนำสิ่งที่ได้พูดคุยกับญาติไปเขียนในเวชระเบียนว่า ”คนไข้เคยมีอาการชักประมาณสิบปีที่แล้วแต่คนไข้ไม่ได้แจ้ง” รองผอ. ยังกล่าวโทษน้องดิฉันว่าเคยชักแต่ปกปิดไม่แจ้งให้หมอทราบ  เรื่องนี้คนในครอบครัวเจ็บปวดมากเพราะน้องสาวไม่เคยชักมาก่อนในชีวิต

หาก เป็นชาวบ้านทั่วไปอาจหลงเชื่อ  แต่ดิฉันเป็นนักเทคนิคการแพทย์ทำงานในโรงพยาบาลมาตลอด รับรู้ได้ว่าน้องสาวตนเองเป็นอะไรถึงได้ออกมาสภาพเช่นนี้  

เมื่อดิฉันย้ายน้องสาวไปรักษาต่ออีกแห่ง  ทางโรงพยาบาลแรกเรียกเก็บเงินเป็นจำนวน 34,900 บาทแต่ได้ลดให้ 50% ทั้งยังบอกว่ายอดที่แท้จริงอยู่ที่ประมาณเจ็ดหมื่นกว่าบาท

ขณะ นี้น้องสาวของดิฉันอาการโคม่า นอนอยู่ห้อง ICU อยู่ได้ด้วยเครื่องช่วยหายใจ  ดิฉันกับคนในครอบครัวร้องไห้จนแทบขาดใจก็ไม่สามารถช่วยอะไรน้องได้เลย

_________

ฉัน รับเรื่องร้องเรียนนี้ด้วยความหดหู่และเศร้าใจ  ได้แต่ภาวนาว่าขออย่าให้เรื่องบานปลายจนต้องขึ้นโรงขึ้นศาลกันอีกเลย  ฉันเชื่อว่าขณะที่เหยื่อสาวสวยรายนี้นอนอยู่ในห้อง ICU ในโลกภายนอกก็จะยังมีหญิงสาวอีกมากมายที่ยังอยากสวย  และจะมีอีกกี่รายที่ต้องตกเป็นเหยื่อหมอที่ไม่ได้มาตรฐานเช่นนี้  และการจะพิสูจน์ว่าหมอรักษาได้มาตรฐานหรือไม่นั้น  เป็นภาระที่ยากจะพิสูจน์ได้

_________




  

จม.รัฐมนตรีจุรินทร์..ถึงประธานวิปรัฐบาล

(สำเนา) ด่วนที่สุด ที่นร ๐๔๐๔/๑๑๙๔๑
กระทรวงสาธารณสุข ถนนติวานนท์ จังหวัดนนทบุรี

22 ตุลาคม 2553

เรื่อง ร่างพ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข
เรียน ประธานคณะกรรมการประสานงานสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคร่วมรัฐบาล (นายวิทยา แก้วภราดัย)

สิ่งที่ส่งมาด้วย
1.สำเนาคำสั่งกระทรวงสาธารณสุข ที่ 1439/2553 ลงวันที่ 25 สิงหาคม 2553  
2. ข้อสรุปประเด็นความเห็น/ข้อเสนอแนะ จำนวน 1 ฉบับ   

ตาม ที่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้เห็นชอบให้บรรจุร่างพระราชบัญญัติคุ้มครอง ผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุขพ.ศ. .... (คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ) และพระราชบัญยัติอื่นที่มีหลักการใกล้เคียงกันอีก 7 ฉบับ ในระเบียบวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎร และได้มีกลุ่มผู้สนับสนุนและคัดค้านร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวนั้น      

กระทรวง สาธารณสุขได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้งดังกล่าวโดยได้แต่งตั้งคณ ะกรรมการเสริมสร้างความสมานฉันท์ในระบบบริการสาธารณสุข ประกอบด้วยบุคคล 63 คน และได้มีการประชุม 3 ครั้ง เมื่อวันที่ 28 กันยายน 12 ตค.และ15 ตค. 53 และได้สรุปผลการประชุมดังนี้ 

1. กระทรวงสาธารณสุขได้มีการรวบรวมประเด็นความเห็นและข้อเสนอแนะต่อร่างพระราชบ ัญญัติคุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุขพ.ศ. .... จากหน่วยงานต่างๆทั้งหมด 20 หน่วยงาน ซึ่งสรุปความเห็นได้ดังนี้

1.1 หน่วยงานที่เห็นด้วยในหลักการกับร่างพ.ร.บ.กับร่างพ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว แต่ควรมีการพิจารณาทบทวนรายละเอียดประเด็นต่างๆ เพื่อแก้ไขบางมาตรา มีทั้งหมด 14 หน่วยงาน ได้แก่ สภากายภาพบำบัด สภาการพยาบาล สภาเภสัชกรรม วิทยาลัยแพทยศาสตร์กรุงเทพมหานครและวชิระพยาบาล องค์กรประชาชน คณะแพทยศาสตร์รพ.รามาธิบดี คณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์  คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล สภาเทคนิคการแพทย์  สำนักอนามัยกรุงเทพมหานคร สมาพันธ์แพทย์รพศ./รพท. สมาคมแพทย์คลินิกไทย และสมาคมโรงพยาบาลเอกชน

1.2  หน่วยงานที่ให้ชะลอร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ไว้ก่อน เพื่อให้มีการพิจารณารายละเอียดในประเด็นต่างๆให้รอบคอบ และให้มีการทำประชาพิจารณ์เพื่อรับฟังความคิดเห็นให้ครอบคลุมทุกภาคส่วน และเสนอให้ขยายมาตรา 41 แห่งพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 ในระหว่างที่ยังไม่มีกฎหมายคุ้มครองผู้เสียหายฯ มีทั้งหมด 6 หน่วยงาน ได้แก่โรงพยาบาลตำรวจ แพทยสมาคม กรมแพทย์ทหารเรือ แพทยสภา ทันตแพทยสภา และโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า 

2. ประเด็นที่มีการเสนอให้มีการพิจารณาทบทวนรายละเอียดเพื่อแก้ไขบางมาตรา มีอยู่ 12 ประเด็น ดังนี้

ประเด็นที่ 1 ชื่อร่างพระราชบัญญัติ

ประเด็นที่ 2 หลักการ

ประเด็นที่ 3 คำนิยาม

 ประเด็นที่ 4 การคุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข

ประเด็นที่ 5 คณะกรรมการเสริมสร้างความสมานฉันท์

ประเด็นที่ 6 สำนักงานเลขานุการ

ประเด็นที่ 7 กองทุนสร้างเสริมความสัมพันธ์ที่ดีในระบอบบริการสาธารณสุข

ประเด็นที่ 8 การพิจารณาจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นและชดเชย

ประเด็นที่ 9 การฟ้องคดีอาญาและบทกำหนดโทษ

ประเด็นที่ 10 การแต่งตั้งกรรมการในบทเฉพาะกาล

ประเด็นที่ 11 การไกล่เกลี่ยและการสร้างเสริมความสัมพันธ์

ประเด็นที่ 12 การพัฒนาระบบความปลอดภัยและการป้องกันความเสียหาย  

ซึ่งที่ประชุมได้มีการปรึกษาหารือในแต่ละประเด็น โดยมีข้อสรุปร่วมกันทั้ง 12 ประเด็น ดังรายละเอียดปรากฏในสิ่งที่ส่งมาด้วย(2)  

จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาต่อไปด้วย จะเป็นพระคุณยิ่ง  

ขอแสดงความนับถือ   
(นายจุรินทร์ ลักษณะวิศิษฏ์)
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
สำนักงานรัฐมนตรี โทร 0 2590 1150 โทรสาร 0 2590 1132 

ท่านรัฐมนตรีอย่าลืมสัญญา ว่าจะผลักดันพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ ล้านเปอร์เซนต์

สถานการณ์ร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ กับรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

คลิบวิดีโอเรียกร้องพรบ.คุ้มครองผู้เสียหาย

คลิปสร้างกำลังใจ