ทุกคำถามเกี่ยวกับร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ นพ.วิชัย โชควิวัฒน มีคำตอบ

20 ปีกับด้านมืดวงการแพทย์วันนี้ได้อะไร?


เมื่อเริ่มเรียกร้องสิทธิให้ลูก พี่ไม่เคยคิดว่าจะสู้ได้นานถึง 20 ปี และจะยาวนานกว่านี้ไหมใครจะตอบได้ เคยทุกข์มากเดินออกบ้านทุกวันเหมือนคนบ้า พี่ไม่เพียงสิ้นเนื้อประดาตัวกับการใช้ช่องปกติที่รัฐจัดให้ แต่มันสูญสิ้นแม้กระทั่งศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ยังจำวันที่ต้องซื้อข้าวสารครั้งละ 1 กก. จำวันที่สามีตกหลังคาหลังหักอยู่อเมริกาเพราะไปหาเงินมารักษาลูก และยังจำวันที่เขามายึดบ้านจนแทบไม่มีที่ซุกหัวนอนได้เป็นอย่างดี 

“อ้างว้างมาก..กับการตกเป็นผู้เสียหาย สุดท้าย..ก็ถึงแต่ทางตัน การมีสิทธิและใช้สิทธิเป็น..ใช่ว่าจะเรียกร้องสิทธิได้สำเร็จเสมอไป เจ็บปวดมากที่ใครก็ทำอะไรไม่ได้ ทั้งที่รู้ว่าคนผิดยืนอยู่ตรงนั้น จากนี้ต้องก้มหน้าสู้เพื่อลูกต่อไป มันเป็นหน้าที่ของแม่ แต่..เป็นการต่อสู้ด้วยหัวใจที่ว่างเปล่า..และไม่หวังอะไรเลย”

มีคนพูดว่า “ความล่าช้าคือความอยุติธรรม” เรื่องของพี่เกินกว่าคำว่า ”อยุติธรรม” ที่คนพูดเองคงไม่มีวันเข้าใจ เพราะไม่ได้พบความอยุติธรรมด้วยตนเอง นานวันเข้าพี่ถึงรู้ว่า “สู้คนเดียวไม่มีพลัง” จึงคิดรวมกลุ่มกับผู้เสียหายอื่น

จุดเริ่มต้น
ปี 2545 พี่ตั้งกลุ่มขึ้นมาชื่อว่า“เครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์” (Thai Medical Error Network–TMEN) สมาชิกคือผู้เสียหายและญาติ  ถึงวันนี้ก็ 8 ปีกว่าแล้ว

เป้าหมายหลักคือผลักดันให้มีกฏหมายคุ้มครองคนไข้สำเร็จ เราจะเลิกเครือข่ายฯ ทันที เราไม่ต้องการตั้งเครือข่ายฯ เพื่อเป็นปฏิปักษ์กับหมอ

เครือข่ายฯ ทำงานอย่างไร
งานของเราเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ จึงป้องกันตัวเองโดยไม่ขอทุนจากหน่วยงานใด เราไม่ได้รังเกียจคนที่เขาต้องการสนับสนุน แต่กฎเหล็กนี้ช่วยให้ทำงานง่าย ไม่เสียเวลาบริหารเรื่องเงิน ไม่ปวดหัวเรื่องคน ภาพชัดเจนว่าเป็นผู้เดือดร้อนของจริง ลงขันกันเองค่าใช้จ่ายก็ไม่มาก  เราต่อสู้เพื่อความถูกต้องอะไรไม่ถูกต้องห้ามทำเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นใครก็จะไม่สนับสนุนเราหลังเราไม่มีแผลมือเราสะอาด แม้ฝ่ายตรงข้ามจะพยายามให้ร้ายป้ายสีว่าเราไม่ได้ทำมาหากินอะไรรับผล ประโยชน์จากผู้เสียหาย รับหัวคิวทนาย ก็ปล่อยให้เขาคิดไป ต้องทำตัวเป็นเสาไฟฟ้าไม่เช่นนั้นเราก็ทำงานใหญ่ไม่ได้

ปี 2551 มูลนิธิอโชก้ามอบรางวัลให้  พี่นำเงินรางวัลที่เขาสนับสนุนมาใช้ทำงาน เช่นค่าเดินทางไปร่วมให้ข้อมูลระหว่างการพิจารณาร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสีย หายฯ ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกานานถึง 11 เดือนโดยไม่เคยขาด รวมทั้งค่าอุปกรณ์สำนักงานต่าง ๆเป็นต้น พี่ใช้บ้านเป็นที่ทำงาน  ขณะทำกับข้าวพี่ก็ให้คำปรึกษาคนได้ ทำงานช่วยคนไม่จำเป็นต้องมีออฟฟิศหรู ไม่จำเป็นต้องใช้เงินมากก็ทำได้หากเราบริหารจัดการให้ดี

เราช่วยเหลือผู้เสียหายฟรี
ห้เงินก็ไม่เอาข้าวก็ไม่ต้องเลี้ยง แต่มีเงื่อนไขว่าต้องจำสิ่งที่เราช่วยคุณและช่วยสังคมต่อกันไปอย่านิ่งดูดาย ธรรมชาติของผู้เสียหายฯ ครอบครัวมักล้มระเนระนาด ต้องมีเวลาฟื้นฟูครอบครัวส่วนใหญ่ถ้าตัวเองไม่เสียชีวิตหรือพิการก็ต้อง เลี้ยงลูกหรือญาติที่พิการ หลายรายหลังจากได้รับการชดเชยแล้วถูกขอร้องว่าอย่าไปยุ่งกับเครือข่ายฯ เราก็ไม่รู้สึกอะไร เพราะเป้าหมายใหญ่คือผลักดันพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ พี่เป็นหลักรับเรื่องร้องเรียน มีเพื่อนสมาชิกช่วยกันทำงานอยู่จำนวนหนึ่ง เวลานัดชุมนุมเราจะออกมาช่วยกันจากทั่วทุกสารทิศงานที่ทำมี 4 เรื่องดังนี้

1.เป็นที่ปรึกษาให้เพื่อนผู้เสียหายทั่วประเทศ
4-5 ปีแรกเหนื่อยมาก เป็นช่วงแรกที่คนไข้ตื่นตัวลุกขึ้นใช้สิทธิแต่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้วิธีการ เราแทบต้องทำให้ทุกอย่าง เช่นเขียนหนังสือร้องเรียน การขอเอกสาร การติดตามเรื่อง แม้กระทั่งการนำคดีความเข้าสู่ศาล พอเริ่มมีประสบการณ์ก็ปรับวิธีทำงานให้
เหนื่อยและสิ้นเปลืองให้น้อยลง

1.1.แนะนำวิธีเขียนลำดับเหตุการณ์
การ ทำลำดับเหตุการณ์ที่ดี ควรเรียงลำดับวันเวลาให้ละเอียดแพทย์ที่ปรึกษาจะทำงานง่ายขึ้น การนั่งเล่าแล้วจดบันทึกนั้นเราไม่ทำเสียเวลามาก พี่จะให้ผู้เสียหายส่งอีเมลเล่าเหตุการณ์มาก่อน ใครไม่มีคอมพิวเตอร์ก็ให้ไปใช้บริการร้านอินเทอร์เน็ต พิมพ์ไม่เป็นก็ให้ลูกหลานพิมพ์ให้หรือจ้างคนพิมพ์ เมื่อพี่อ่านแล้วจะช่วยเรียบเรียงข้อมูลให้ ถ้าข้อมูลไม่ครบจะตั้งคำถามเป็นตัวหนังสือสีแดงส่งอีเมลกลับไปให้เขาเติม เมื่อตอบกลับมาก็จะได้
ข้อมูลที่สมบูรณ์ วิธีการนี้ดีผู้เสียหายมีเวลาทบทวนรายละเอียด เมื่อนำข้อมูลไปใช้กับการร้องเรียน หรือขึ้นศาลก็จะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อเขาเอง
1.2.แนะนำวิธีขอคัดถ่ายสำเนาเวชระเบียน
การ เขียนคำร้องขอคัดถ่ายสำเนาเวชระเบียน บางครั้งจำเป็นต้องอ้างข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากขอได้ไม่ง่ายนัก ส่วนมากให้คำแนะนำทางโทรศัพท์ หลายครั้งก็ส่งอีเมลหรือแฟกซ์ตัวอย่างคำร้องไปให้

1.3.ตรวจเวชระเบียนและชี้มูล
ผู้ เสียหายต้องส่งเอกสารข้อ 1.1. และ 1.2. ให้เครือข่ายฯ ทางไปรษณีย์ลงทะเบียน แพทย์ที่ปรึกษาเครือข่ายฯ จะอ่านเวชระเบียนและชี้มูลให้ จากนั้นผู้เสียหายฯ ก็จะนำข้อมูลไปประกอบการร้องเรียน, การเจรจาไกล่เกลี่ย หรือแม้กระทั่งนำคดีเข้าสู่ศาลเราจะแนะนำให้ผู้เสียหายเขียนและติดตามเรื่อง ด้วยตัวเอง โดยเราเป็นเพียงพี่เลี้ยง จะทำให้เขาเป็น
ผู้บริโภคที่เข้มแข็ง กล้าพูด กล้าโต้แย้ง สามารถช่วยคนอื่นในสังคมต่อกันไปได้ เป็นการช่วยที่ยั่งยืนและขยายเครือข่ายได้ทั่วประเทศ เราเองใช่ว่าจะอยู่ยั้งยืนยง บางคนโอดครวญทำไม่เป็น พี่จะพูดให้ได้คิดว่า การหาความเป็นธรรมในเรื่องการแพทย์ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องสู้กันด้วยข้อเท็จจริง อย่าลืมว่าหมอเขามีบันทึกเวชระเบียนเป็นหลักฐานในที่เกิดเหตุ คนไข้ก็ควรมีบันทึกของตัวเอง ใครก็เขียนได้ไม่ดีเท่าผู้เสียหายหรือญาติที่อยู่ในเหตุการณ์ นี่เป็นเพียงขันตอนแรก หากไม่ทำด้วยตนเองขั้นตอนถัดไปจะยากยิ่งกว่า ส่วนใหญ่จะเข้าใจแต่ก็มีส่วนน้อยที่ยอมจำนนเพราะเห็น
เป็นเรื่องยาก นี่คือจุดอ่อนของผู้บริโภค ที่เคยชินกับการพึ่งพาคนอื่น จึงมักตกเป็นเบี้ยล่างเสมอ

2. ผลักดัน ร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ...
การ หวังพึ่งหน่วยงานรัฐ ยิ่งเราใช้สิทธิเป็นมากเท่าไหร่ หน่วยงานก็ยิ่งพัฒนาตัวเอง ปกป้องพวกพ้องมากขึ้นเท่านั้น เมื่อเราหันไปพึ่งศาลจำนวนคดีฟ้องหมอเพิ่มมากขึ้นก็เกิดผลกระทบต่อสังคม เราจึงเรียกร้องให้รัฐตั้งกองทุนชดเชยความเสียหาย โดย
คนไข้ไม่ต้องฟ้องหมออีกต่อไป

เคลื่อนไหวนาน 5 ปีสู้กันตามมีตามเกิด เวลาไปฟ้องคดีที่ศาลเราจะช่วยกันถือป้าย  ป้ายเราก็เขียนกันเองใช้จนคุ้มกลับหน้ากลับหลัง เอากระดาษขาวแปะกาวแล้วเขียนใหม่เราทำงานกันประหยัดมาก  เราทำแบบนี้ซ้ำ ๆ เหมือนตัวตลก  ถูกคนเยาะเย้ยถากถางว่าไม่มีทางสำเร็จ อวดฉลาด แต่เราก็ไม่เคยฟังเสียง  ก้มหน้าก้มตาสู้กันไป  จะมีใครมาสู้ให้เราเท่าผู้เสียหายด้วยกันเอง 
เวลาเราไปถือป้ายประท้วงเราไปกันไม่มากแต่เสียงเรามีพลังเพราะเราคือของจริง

จนมีเหตุการณ์ที่ผู้เสียหายในเครือข่ายฯ ใกล้จะชนะคดีก็ถูกยิงเสียชีวิต ขณะที่ความขัดแย้งระหว่างหมอกับคนไข้ก็รุนแรงขึ้น อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นพ.มงคล ณ สงขลา ท่านจึงสั่งให้ยกร่างพ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ...ผ่านกระบวนการต่าง ๆ มานานถึง 3 ปีจนจะ
เข้าสภานิติบัญญัติเดือนสิงหาคม 2553 แต่ก็มีกลุ่มหมอออกมาแต่งชุดดำต่อต้านอย่างที่เป็นข่าวครึกโครม

ตอนนี้ลุ้นทุกวันเมื่อไหร่กฎหมายฉบับนี้จะคลอด คนไข้ไทยจะได้มีที่พึ่งไม่ต้องต่อสู้ให้หมดเนื้อหมดตัวเหมือนพี่ และผู้เสียหายรุ่นแรก ๆ อีกแล้ว แม้กฎหมายฉบับนี้จะไม่มีผลย้อนหลังต่อคดีของพวกเรา แต่สังคมได้เราก็พอใจแล้ว เรื่องส่วนตัว..ต่อให้ใหญ่แค่ไหนก็กลายเป็นเรื่องเล็ก เมื่อเทียบกับเรื่องส่วนรวม

3. ช่วยพัฒนาระบบป้องกันความเสียหาย
การ นำผู้เสียหายไปบรรยายและเป็นกรณีศึกษา ให้กับนักศึกษาแพทย์ตามสถาบันต่าง ๆ นอกจากทำให้ผู้เสียหายรู้สึกว่าชีวิตที่เหลือยังเป็นประโยชน์ต่อสังคมแล้ว ยังทำให้เกิดความเข้าใจซึ่งกันและกันระหว่างแพทย์กับคนไข้มากขึ้น แต่น่าเสียใจอย่างยิ่งที่เรื่องดี ๆ เช่นนี้ถูกกีดกันจากอาจารย์แพทย์บางท่านที่ไม่เข้าใจ น้องนักศึกษาแพทย์หลายคนพูดว่าโรงเรียนแพทย์ก็ไม่ใช่ของอาจารย์ทำไมเขาเลือก ที่จะเรียนรู้ไม่ได้ อนาคตเขาก็ต้องออกไปเผชิญโลกภายนอก องค์การอนามัยโลกบอกว่าการเรียนรู้ที่ดีที่สุด
คือการเรียนรู้จากความผิดพลาด พี่หวังว่าสักวันหนึ่งวงการแพทย์จะเข้าใจ ให้เราได้ทำหน้าที่เพื่อความปลอดภัยของคนไข้ต่อไป

ครั้งหนึ่งน้องนักศึกษาแพทย์เล่าว่า ขณะที่กรรมการแพทยสภาท่านหนึ่งบรรยายได้พูดว่า "มีอะไรไม่ต้องกลัวเราช่วยกันเต็มที่" น้องหัวใจพองโตว่าวิชาชีพนี้ดีมีคนคอยปกป้อง จึงขอเบอร์โทรศัพท์เอาไว้วันหนึ่งคนในครอบครัวน้องได้รับความเสียหาย ครอบครัวได้รับผลกระทบสูญเสียทั้งความรู้สึกทรัพย์สินเงินทองมากมาย น้องนำเบอร์โทรศัพท์ของกรรมการแพทยสภาท่านนั้นขึ้นมาดู แต่ก็ต้องหยุดคิดว่าจะโทรไปในฐานะอะไร ในเมื่อเขาประกาศว่ามีอะไรเราช่วยกันเต็มที่ ทำให้น้องเข้าใจหัวอกคนไข้มากขึ้นว่าเมื่อเกิดความเสียหาย มันยากแค่ไหนที่จะเอาเรื่องกับหมอ

4. เป็นตัวแทนผู้เสียหาย
ไปให้ความเห็นตามที่ประชุมต่าง ๆ เป็นแหล่งข้อมูลให้นักวิจัย และนักศึกษา หรือแม้กระทั่งไปเป็นพยานในศาลให้เพื่อนผู้เสียหาย ฯลฯ


อุปสรรคของการต่อสู้
ทำงานแบบนี้แรงเสียดทานสูง คู่ต่อสู้ของเราไม่ใช่แพทย์แต่คือสภาวิชาชีพ ที่ไม่มีความเป็นกลาง ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจหากเห็นนายกแพทยสภานำทีมจากราชวิทยาลัยฯ ไปเบิกความเป็นพยานฝ่ายแพทย์ในศาล เขามีอำนาจเหนือกว่าเราทุกด้าน รวมทั้งระบบเส้นสายอุปถัมภ์ มีงบประมาน จะจัดสัมมนาที่ไหน เมื่อไหร่ เชิญใครก็ได้ งานสัมมนาใดที่เชิญพี่ให้ขึ้นเวทีพร้อมเขา พี่มักถูกยกเลิกเสมอ พี่ถูกล็อบบี้ไม่ให้ออกสื่อบ่อย เขามีอำนาจต่อรองซื้อเวลาทำรายการหรือโฆษณา ตรงนี้เราสู้เขาไม่ได้เลย ต้องอดทนเอาแต่ความจริงใจทำเพื่อส่วนรวมเป็นที่ตั้ง ทำงานแบบนี้หากสื่อไม่สนับสนุนก็ไม่มีแรงผลักดัน เป็นห่วงสังคมว่าเราจะอยู่กันไปอย่างนี้หรือ สังคมที่เจ้าหน้าที่รัฐสู้กับ ชาวบ้านแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน พี่สงสารประเทศชาติ

เวชระเบียน
กล้า พูดว่าเมื่อเกิดความเสียหาย คนไข้ 99.99 % ขอคัดถ่ายสำเนาเวชระเบียนไม่ได้ทันที เขาจะดึงเอาไว้ตรวจสอบก่อนให้คนไข้ มีการประกาศทางเว็บไซต์ว่าใครมีวี่แววว่าจะถูกตรวจสอบให้ส่งเวชระเบียนให้ ทีมนักกฎหมายของเขาตรวจสอบก่อน ข้อมูลในเวชระเบียนแม้จะเป็นการบันทึกฝ่ายเดียว แต่ได้รับการยอมรับว่าเป็นหลักฐานเดียวในที่เกิดเหตุ ทั้งที่ข้อเท็จจริงที่แต่งเติมแก้ไขไม่ได้เลยคือความเสียหายที่ปรากฏกับตัว คนไข้ พี่พูดเสมอว่าการลำดับเหตุการณ์ที่เป็นข้อเท็จจริงให้ละเอียดที่สุด จะเป็นเหมือนเวชระเบียนของฝ่ายคนไข้เช่นกัน

อยากเห็นหมอและคนไข้เป็นสุข
ไม่ มีใครอยากทำงานบนความขัดแย้ง ที่ผ่านมาพี่เลือกไม่ได้ เป็นไฟท์บังคับที่ต้องทำ เห็นความไม่ถูกต้องก็ต้องช่วยกันแก้ไข ตั้งเป้าไว้ว่าหลังจากที่ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ มีผลบังคับใช้คนไข้ไทยมีที่พึ่งแล้ว จะประกาศเลิกเครือข่ายฯ ทันที จากนั้นฝันอยากเห็นหมอกับคนไข้ทำงานร่วมกัน ตั้งเป็นมูลนิธิเพื่อความปลอดภัยของคนไข้ ให้เป็นแหล่งข้อมูล แหล่งความรู้ สำหรับค้นคว้าวิจัย เพื่อพัฒนาระบบป้องกันความเสียหายและยกระดับมาตรฐานวิชาชีพ อยากทำงานที่ไม่มีความขัดแย้ง อยากให้หมอและคนไข้มีความสุข พี่เองก็อยากมีความสุข ไม่เฉพาะในบ้านเราอยากให้ทุกประเทศทั่วโลกมี พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ เหมือนเรา หมอกับผู้เสียหายไม่ว่าประเทศไหนพี่อยากให้เขามีความสุข

ครอบครัวเป็นอย่างไร
สามี พี่นอกจากหลังเคยหักจากการตกหลังคาที่อเมริกา ตอนไปหาเงินมารักษาลูกแล้ว ยังป่วยเป็นโรคหัวใจโตมาหลายปี เขาเป็นวิศวกรทำงานหารายได้เข้าบ้านคนเดียว เขาเคยถามพี่ว่าเมื่อไหร่งานเพื่อสังคมจะเสร็จ เสียสละพอหรือยัง หากเขาเป็นอะไรไปจะเอาอะไรเลี้ยงและรักษาลูก ก็สมควรให้เขาบ่นเพราะหลายครั้งพี่เบียดเบียนเอาเงินครอบครัวไปทำเพื่อส่วน รวม วันหนึ่งเขาป่วยมากพี่จึงลองไปทำขายตรง แต่ทำได้เดือนเดียวก็ต้องเลิกเพราะไม่ใช่ตัวเรา ที่สำคัญยังมีภาระใหญ่เรื่องพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ ที่ยังไม่คลอดต้องสานต่อให้เสร็จ
บอกกับสามีว่าเหลืออีกนิด เดียวใกล้เสร็จแล้ว ส่วนลูกสองคนคนโตมากับปัญหาจึงไม่ค่อยทำตัวเป็นปัญหา คนโตเพิ่งเข้าเรียน มหาวิทยาลัยส่วนคนเล็กเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 3 สิ่งที่ลูกสองคนกังวลมากคือเจ็บป่วยแล้วใครจะรักษาคนในครอบครัว ใครจะผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมให้เซ้นต์  เพราะเราเคยถูกปฏิเสธการรักษามาหลายครั้ง  สำหรับพี่อะไรจะเกิดให้มันเกิด ทำงานแบบนี้เสี่ยงต้องทำใจจะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเองไม่รู้วันไหน  ชีวิตผ่านความเลวร้ายมามากคงไม่มีอะไรต้องกลัวอีกต้องสละความเป็นส่วน ตัวอย่างมาก  เมื่อจบทุกเรื่องทั้งส่วนตัวและส่วนรวม ตั้งใจไปอยู่อย่างสงบที่ต่างจังหวัด

สิ่งที่อยากเห็น
1.พรบ.คุ้มครองผู้เสียหายมีผลบังคับใช้ในเร็ววัน  ผู้เสียหายไทยจะได้มีที่พึ่ง
2. ลูกได้รับความเป็นธรรม

หลักการสำคัญของ (ร่าง) พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหาย ฯ 
1. มีกองทุนชดเชยความเสียหาย ไม่ต้องใช้วิธีฟ้องร้องกันอีกต่อไป
2.มีคณะกรรมการกลางทำหน้าที่พิจารณาการชดเชยที่เป็นธรรม
3.มีการนำความผิดพลาดไปพัฒนาระบบป้องกันความเสียหาย ป้องกันการเกิดเหตุการณ์ซ้ำ


เมื่อได้รับความเสียหายควรทำอย่างไร
1.ขอพบผู้อำนวยการโรงพยาบาลเพื่อหาทางออกร่วมกัน
2. ขอคัดถ่ายสำเนาเวชระเบียน
3. เขียนลำดับเหตุการณ์เรียงลำดับวันเวลา
4. ส่งเอกสารข้อ 2 และข้อ 3 ขอความช่วยเหลือไปตามหน่วยงานต่าง ๆ
    
อนาคตหากพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ มีผลบังคับใช้ ก็ยื่นเรื่องที่สำนักงานกองทุนเพียงแห่งเดียว

พรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ เรียกร้องจากความเจ็บ ความตาย และความพิการของผู้เสียหายไทยทุกคนและทุกดวงวิญญาน  ลดปัญหาการฟ้องร้องระหว่างหมอกับคนไข้  นำความผิดพลาดมาพัฒนาระบบป้องกันความเสียหาย

สถานการณ์ร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ กับรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

คลิบวิดีโอเรียกร้องพรบ.คุ้มครองผู้เสียหาย

คลิปสร้างกำลังใจ