ทุกคำถามเกี่ยวกับร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ นพ.วิชัย โชควิวัฒน มีคำตอบ

ฉันถูกตำรวจร่วมร้อยสลายม็อบ

http://www.manager.co.th/Qol/ViewNews.aspx?NewsID=9540000026618
โดย...ปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนา
27 กุมภาพันธ์ 2554
นายกรัฐมนตรีให้คำมั่นสัญญาเมื่อ 22 พฤศจิกายน 2553 ณ ที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ว่า จะนำร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข เข้าสภาฯในเดือนกุมภาพันธ์ 2554 อย่างแน่นอน ดังนั้นวันพฤหัสบดีที่ 24 กุมภาพันธ์ 2554 จึงเป็นวันที่ฉันตื่นเต้นดีใจว่าจะได้ประกาศเลิกเครือข่ายฯ เสียทีเพราะช่วยผู้เสียหายเท่าไหร่ก็ไม่มีวันหมดและฉันเห็นใจทั้งคนไข้และบุคคลากรทางการแพทย์ที่ทุกข์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย จึงเฝ้าติดตามดูการประชุมของสภาผู้แทนราษฎรอย่างใจจดใจจ่อ สุดท้ายก็ต้องผิดหวังเนื่องจากนายกรัฐมนตรีไม่ได้ทำตามสัญญาและไม่มีคำชี้แจงใด ๆ

ฉันตัดสินใจเก็บข้าวของเสื่อผืนหมอนใบถุงนอนพร้อมยากันยุง ไปปักหลักพักค้างอยู่ที่บริเวณหน้ารัฐสภาคนเดียว ตั้งแต่บ่ายโมงของวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2554 เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีหยิบยกร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ เข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ ตามที่เคยให้คำมั่นสัญญาเอาไว้ ฉันประกาศด้วยว่าจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการบริหารเงินกองทุน และจะประกาศเลิกเครือข่ายทันทีที่พรบ.มีผลบังคับใช้

ฉันไม่ได้อยากเป็นฮีโร่หรือต้องการเด่นดัง แต่ฉันทำในฐานะคนไทยคนหนึ่งที่ต่อสู้และนอนกับปัญหามานานร่วม 20 ปี แต่ถ้าในฐานะประธานเครือข่ายแล้วฉันเห็นว่า เพื่อนแต่ละคนพิกลพิการน่าเวทนามาก็ลำบาก เงินทองเราก็ไม่มีมิหนำซ้ำเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ฉันจึงคิดว่าเรื่องนี้ควรเป็นเรื่องของคนไทยทุกคนที่มีสิทธิเป็นคนไข้และมีสิทธิได้รับความเสียหาย ดังนั้นใครจะไปร่วมกับฉันหรือไม่นั้นฉันไม่มีสิทธิบังคับใครได้ ฉันไม่โทรเรียกเพื่อนแต่เมื่อเขารู้เขาบอกต่อกันไป ฉันบอกว่าไม่ต้องโทรหาพี่ ในส่วนของพี่ถือว่าเป็นหน้าที่ที่จะต้องทำเพื่อสังคมจนวันสุดท้ายของการประชุมสภา หากไม่ได้พี่จะไม่เสียใจเพราะได้ทำเต็มที่แล้ว

เมื่อเพื่อน ๆ บอกต่อกันไปน้องขวัญคนที่เคยโกนหัวประท้วงรัฐบาลกับฉัน ได้หอบข้าวของพาน้องแชมป์ลูกชายอายุสองขวบครึ่งที่พิการสมองฝ่อจากการที่แพทย์จ่ายยาห้ามใช้ในหญิงมีครรภ์ ไปร่วมนั่งด้วย เราไม่เคยสนใจว่าใครจะมองอย่างไรเพราะเราเสียหายคนอื่นไม่ได้เสียหายกับเรา เราตายหมอหรือนักการเมืองที่ไม่ชอบเราก็ไม่ได้ตายด้วย วันนั้นแดดร้อนมากฉันบอกให้ขวัญพาลูกกลับกลัวน้องแชมป์ไม่สบายแต่ขวัญก็ยืนยันจะอยู่เป็นเพื่อนฉัน เธอบอกว่ามันไม่ได้ร้อนเท่าความทุกข์ของเรานะพี่อุ้ย พี่อุ้ยไม่ได้ทุกข์คนเดียวพวกหนูทุกข์ด้วย คืนแรกเรานอนกันตามมีตามเกิดใกล้สว่างฝนตกหนักมากจนเราเปียกปอน แต่เราสองคนไม่เคยหวั่นก็แค่เปียกเช็ดเอาเดี๋ยวเดียวก็แห้ง แต่ความทุกข์ของเราของเพื่อนเราที่ตายไปพิการไปมันเรียกคืนไม่ได้

ปกติฉันทำตัวเป็นพลเมืองดีไม่เคยทำอะไรผิดกฎหมาย และทราบดีว่าหน้ารัฐสภาเป็นพื้นที่ห้ามชุมนุมตามพรบ.ความมั่นคง แต่ในเมื่อคำสัญญาของคนเป็นนายกรัฐมนตรีเชื่อไม่ได้ ฉันจึงคิดว่ากฎระเบียบอะไรในประเทศนี้ก็คงไร้ความหมาย จึงตัดสินใจไปนอนค้างที่หน้ารัฐสภาเพื่อทวงสัญญาและให้นายกรัฐมนตรีออกมาชี้แจง เรานอนกันเพียงสามคนกับเด็กพิการอีกหนึ่งคน เราเชื่อว่าการชุมนุมของเราไม่ใช่การชุมนุมทางการเมืองคงไม่มีใครมาไล่ เรามีความหวังว่านายกรัฐมนตรีจะเห็นใจในความทุกข์ยากของประชาชนโดยเฉพาะพวกเราที่พิกลพิการและแวะมาเยี่ยมเราในวันที่ท่านเดินทางมาประชุมสภาฯ ในวันพุธและพฤหัสบดีหน้า และหากมีคำตอบที่พอใจเราก็จะเดินทางกลับเพราะกินนอนข้างถนนนั้นมีแต่ความยากลำบาก

แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้เราไม่สามารถดำเนินการชุมนุมเรียกร้องต่อไปได้ และทำให้เพื่อนผู้เสียหายจากจังหวัดต่าง ๆ ที่ทยอยกันเดินทางมาร่วมชุมนุมต่างต้องเดินทางเก้อ เนื่องจากตอนเย็นของวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2554 2554 มีตำรวจ 3 คนมาเจรจาขอคืนพื้นที่โดยให้เหตุผลว่าเป็นพื้นที่ห้ามชุมนุม ให้ย้ายไปนอนบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า แต่ฉันกับเพื่อนปฏิเสธเนื่องจากเรามีคนไข้ที่พิการไม่แข็งแรงจะให้ไปนอนตากแดดที่ร้อนมากคงไม่ได้ เราให้เหตุผลว่าบริเวณหน้าสภามีร่มไม้พอบังแดดให้เราได้บ้าง หากจะดำเนินการตามกฎหมายก็ให้ท่านทำได้เรายินดีรับและยินดีให้ท่านจับและจะไม่โกรธด้วยเนื่องจากท่านทำตามหน้าที่ เมื่อเราปฏิเสธตอนดึกเวลาประมาณห้าทุ่มเศษ ขณะที่ดิฉันกับเพื่อนกำลังนอนหลับอยู่ ได้มีพล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ได้นำกำลังตำรวจร่วมหนึ่งร้อยนายมารื้อเต้นท์ถอดป้ายด้วยอารมณ์โกรธโมโหฉุนเฉียวเหมือนมีเรื่องโกรธแค้นกับฉันมานาน เขาขู่ตะคอกฉันตลอดเวลาจนฉันทำอะไรไม่ถูก ฉันโทรเรียกเพื่อนให้ไปหาแต่เขาปิดถนนจึงไม่มีใครเข้าไปหาฉันได้

พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ พูดว่า “ลุก ๆ เก็บของทำอย่างนี้ได้ไง พื้นที่ต้องห้ามไม่รู้หรือไงไอ้พวกชอบสร้างความเดือดร้อน พวกนี้พูดดีด้วยก็ไม่รู้เรื่องแล้วก็บอกว่าการศึกษาสูงกฎหมายบ้านเมืองไม่เคารพ คิดหรือว่ามาอยู่อย่างนี้แล้วเขาจะมองคุณ เขาไม่สนใจพวกคุณหรอกเขาเป็นผู้ใหญ่ ผมไม่ใช้กำลังกับพวกคุณก็ดีแล้ว เขาพูดถึงอฉันที่กำลังเปลี่ยนเสื้อผ้าและเก็บข้าวของอยู่ในเต็นท์ว่า เอ้า..ออกมาไม่ออกมา เดี๋ยวจะให้ลูกน้องไปลากคุณออกมาแล้วจะตั้งข้อหาให้ ผมจะลากคุณขึ้นรถตู้แล้วตั้งขอหาให้ น้องขวัญซึ่งอุ้มลูกอยู่ก็พูดว่า “ท่านรู้ไหมคะท่านพูดแบบนี้เหมือนผัวหนูที่บ้านมันด่าหนูและไล่หนูออกจากบ้านเลย มันพูดมันทำเหมือนที่ท่านทำกับพวกหนูอย่างนี้แหละ” พล.ต.ต.วิชัยฯ ยื่นเงินให้น้องขวัญ 3 พันบาทว่าเอาเงินไปซื้อนมให้ลูกแล้วกลับไปนอนบ้าน คุณทำงานอะไร อาชีพอะไร น้องขวัญไม่ยอมรับบอกว่าเรามาขอความเป็นธรรมไม่ได้มาขอเงินขอนั่งอยู่ก่อน พล.ต.ต.วิชัยฯ พูดว่าคุณจะนั่งเป็นปีเขาก็ไม่สนใจ พวกคุณสู้เขาไม่ได้หรอก ชอบสร้างแต่ความเดือดร้อน ทำให้อดหลับอดนอนมาปฏิบัติหน้าที่ มีการโต้เถียงกันไปมา ฉันถามไปว่าจะให้ไปสน.ดุสิตจะจับเราข้อหาอะไรเขาก็ยิ่งโมโหฉุนเฉียวตะคอกฉันหนักเข้าไปอีก ตำรวจหญิงจะเข้ามาจับตัวฉันไปขึ้นรถ น้องขวัญเลยเข้ามากอดฉันเราร้องไห้ดัง ๆ พอเขารื้อเต็นท์เสร็จก็พบว่ามีแค่ผู้หญิงสองคนกับเด็กและพี่ขันติพงษ์ผู้เสียหายอีกคนหนึ่งที่ลูกสาวตายทั้งกลมจากรพ.วชิระและยังหาความเป็นธรรมไม่ได้มานอนเป็นเพื่อนอีกหนึ่งคนเท่านั้น

ฉันถามพล.ต.ต.วิชัยฯ ว่าทำไมท่านถึงเกลียดหนูมากขนาดนี้หนูไปทำอะไรให้ท่านทำไมไม่พูดกับหนูดี ๆ ผู้หญิงแค่สองคนแต่ท่านนำตำรวจมาเป็นร้อย ฉันเห็นว่าพล.ต.ต.วิชัยฯ ทำกับฉันและน้องขวัญเหมือนเป็นเราเป็นฆาตกรคดีร้ายแรงและอุจฉกรรจ์ มีรถตำรวจนำขบวนเสียงดังเหมือนเขาจะสลายม็อบคนเป็นหมื่น ทุกสิ่งทุกอย่างที่เล่ามาลูกน้องพล.ต.ต.วิชัยได้บันทึกภาพรวมทั้งวิดีโอเอาไว้หมด แต่ชาวบ้านอย่างเราจดจำฝังใจทุกกิริยาอาการและวาจาที่ท่านพูดกับผู้หญิงได้แม้จะไม่ได้บันทึกวิดิโอก็ตาม ฉันขอยืนยันด้วยเกียรติของลูกผู้หญิงคนหนึ่งที่ทำแต่ความถูกต้องด้วยความซื่อสัตย์สุจริตมาโดยตลอด สุดท้ายฉันให้ตำรวจนำข้าวของย้ายไปที่สน.ดุสิต ฉันกับเพื่อนตระเวนหารถรับจ้างไปขนของกว่าจะถึงบ้านก็ตีสี่กว่า

ถีงวันนี้..ฉันไม่ได้เสียใจในทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้ทำลงไป ฉันไม่เสียใจที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะจะสามารถทำกับคนที่เลือกพรรคประชาธิปัตย์มาตลอดชีวิตอย่างฉันได้ แต่ฉันเสียใจที่ท่านทำกับเพื่อนผู้เสียหายของฉันทำกับพวกเขาผู้ซึ่งมีแต่ความทุกข์ครอบครัวพังพินาศและหวังจะพึ่งท่านในฐานะนายกรัฐมนตรีที่อาสาเข้ามาแก้ไขปัญหาขอบบ้านเมือง ใครก็ตามที่สั่งให้พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพปฏิบัติกับฉันเหมือนเป็นเศษมนุษย์นั้น ฉันแทบไม่เชื่อว่าท่านจะทำได้ลงกับผู้หญิงและเด็กที่พิการได้ลง รัฐบาลท่านบอกว่าเห็นอกเห็นใจชาวบ้าน แต่การกระทำกลับจริงจังกับเสียงต่อต้านของแพทย์จนละเลยเสียงที่ทุกข์ยากของประชาชน จึงทำให้เหตุการณ์บานปลายสร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้กับชาวบ้านที่ไม่มีทางสู้ไม่มีที่สิ้นสุด

ฉันต่อสู้กับความอยุติธรรมมาทุกรูปเดือนหน้าจะครบ 20 ปี พยายามอดทนต่อสู้ด้วยความเสียสละไม่เคยมีผลประโยชน์ใด ๆ มาเกี่ยวข้องเพียงหวังจะให้คนไข้ไทยที่ได้รับความเสียหายได้รับความเป็นธรรมและได้รับความปลอดภัยเท่านั้น ไม่เคยคิดทำลายวงการแพทย์ตามที่ถูกกล่าวหาหรือให้ร้ายแต่ประการใด แต่สิ่งต่าง ๆ ที่ได้รับการปฏิบัติใครก็ได้ในสังคมช่วยบอกทีว่าฉันควรจะทำอย่างไรและรู้สึกอย่างไร?

สพศท.แจ้งความจับ'ปรียนันท์'


แจ้งความเมื่อ 9 มีนาคม 2554 ณ สภอ.เมืองสุรินทร์ หมายเลขคดีอาญาที่ 545/54

กรรมการ สพศท. 4 ภาค แจ้งความ 'ปรียนันท์' ให้ข้อมูลเท็จว่ามีผู้เสียชีวิตโดยไม่สมควรจากการรับบริการทางการแพทย์

พญ.ประชุมพร บูรณ์เจริญ ประธานสมาพันธ์แพทย์ รพ.ศูนย์/รพ.ทั่วไป (สพศท.) กล่าวว่า กรรมการ สพศท. ทั้ง 4 ภาคจะดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษต่อเจ้าพนักงานสอบสวนเพื่อให้ดำเนินคดีกับนางปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนา ประธานเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ เนื่องจากเป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำของนางปรียนันท์ จากการเจตนากระทำการนำข้อมูลอันเป็นเท็จ ว่า มีผู้เสียชีวิตโดยไม่สมควรจากการรับบริการทางการแพทย์ถึงปีละ 65,000 คน เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ในเว็บไซต์เฟซบุ๊กและเว็บไซต์ในเครือข่ายอีกหลายแห่ง โดยมีจุดประสงค์เพื่อหลอกลวงประชาชนให้หลงเชื่อในข้อมูลเท็จ ซึ่งการกระทำของนางปรียนันท์ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อวงการแพทย ์ไทย

หนังสือแจ้งความร้องทุกข์
http://www.thaihospital.org/board/index.php?topic=1336.0

เรียน เจ้าพนักงานสอบสวน
เรื่อง ขอแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษเพื่อให้ดำเนินคดีกับนาง ปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนา

ด้วยข้าพเจ้า พญ.ประชุมพร บูรณ์เจริญ ประธานสมาพันธ์แพทย์ ร.พ.ศูนย์/ร.พ.ทั่วไปพร้อมคณะ(ดังรายนามแนบท้าย)ซึ่งเป็นตัวแทนแพทย์ผู้ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลต่างๆทั่วประเทศ ได้รับความเสียหายจากการกระทำของ นางปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนา ประธานเครือข่ายฯจึงขอแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานสอบสวน ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑.เนื่องจากในระหว่างวันที่ ๑๐ เดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๔ ถึงวันที่...............เดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๔ เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน นางปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนาได้บังอาจกระทำการอันเป็นความผิดทางอาญาโดยมิได้มีอำนาจอันชอบธรรมด้วยกฏหมายแต่ประการใด กล่าวคือ

๑.๑)นาง ปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนาได้เจตนากระทำการนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ในเว็ปไซท์เฟสบุ๊กและเว็ปไซท์ในเครือข่ายอีกหลายแห่งและได้ทำการเผยแพร่และส่งต่อไปในวงกว้าง โดยมีข้อความโดยสรุปดังนี้

“ผู้ป่วยทุก ๑ใน๖ คนที่เสียชีวิตในโรงพยาบาลเกิดจากความผิดพลาดทางการแพทย์”

“มีผู้เสียชีวิตจากความผิดพลาดทางการแพทย์ถึงปีละ๖๕,๐๐๐คนซึ่งมากกว่าการเสียชีวิตจากโรคมะเร็ง อุบัติเหตุและโรคหัวใจเสียอีก”

“ระวังคุณจะเป็นหนึ่งในนั้น”

“ถ้ามีกฏหมายฉบับนี้ท่านจะได้รับเงินอย่างรวดเร็วไม่ต้องรอนาน”

พร้อมภาพและรูปแสดงกราฟแท่งและตัวอักษรประกอบอันเป็นเท็จด้วย
โดยมีจุดประสงค์เพื่อหลอกลวงประชาชนให้หลงเชื่อในข้อมูลข้างต้นและเข้าร่วมสนับสนุนผลักดันร่าง กม.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุขที่กลุ่มและเครือข่ายของนาง ปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนากำลังผลักดันโดยมีจุดประสงค์บางอย่างโดยอ้างประชาชนที่ไม่ทราบตื้นลึกหนาบางขึ้นมาบังหน้า(รายละเอียดปรากฏตามเอกสารแนบท้ายหมายเลข ๑)

๑.๒)ข้อความที่ปรากฏดังกล่าวข้างต้นเป็นข้อความอันเป็นเท็จทั้งสิ้นและได้รับการปฏิเสธอย่างเป็นทางการจากน.พ.สรรธวัช อัศวเรืองชัยและน.พ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ (ซึ่งเป็นผู้ที่นาง ปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนา กล่าวอ้างอิงว่าเป็นเจ้าของและเป็นผู้จัดทำข้อมูลดังกล่าว) โดยน.พ.สรรธวัช อัศวเรืองชัยและน.พ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ กล่าวตรงกันว่าเป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้องไม่ครบถ้วนเป็นกรณีที่นาง ปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนา ประเมินตัวเลขเอาเองโดยไม่มีฐานข้อมูลที่แท้จริงสนับสนุนและรองรับและการศึกษาเพื่อจัดทำข้อมูลก็ยังไม่เสร็จสิ้นสมบูรณ์ด้วย และนางปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนาก็หยิบยกข้อมูลเหล่านี้ไปโฆษณาชวนเชื่อโดยไม่ได้ขออนุญาตด้วย ขณะเดียวกันแพทยสภาก็ได้เชิญน.พ.สรรธวัช อัศวเรืองชัยมาสอบถามเมื่อวันที่๑๗กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ก็ได้รับการยืนยันเช่นเดียวกัน(รายละเอียดปรากฏตามเอกสารแนบท้ายหมายเลข ๒)

ข้อ๒. การกระทำของนางปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนา มิได้เป็นการติชมด้วยความเป็นธรรมแต่มีเจตนาก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชนและก่อให้เกิดความเข้าใจผิดต่อบุคลากรสถาบันและระบบบริการทางสาธารณสุขของประเทศไทย ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อวงการแพทย์ไทย แสดงถึงความล้มเหลว ความด้อยประสิทธิภาพและความไม่ได้มาตรฐานของการรักษาพยาบาลของประเทศที่ปล่อยให้เกิดความผิดพลาดจนมีผู้เสียชีวิตโดยไม่สมควรถีงปีละ๖๕,๐๐๐คนซึ่งถ้าเป็นจริงตามคำกล่าวอ้างถือเป็นเรื่องที่ร้ายแรงมาก การกระทำของนาง ปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนาดังกล่าวทำให้เกิดความเสื่อมเสียต่อชื่อเสียงของบุคลากร สถาบันและระบบบริการทางสาธารณสุขของประเทศไทย ทำให้ถูกดูหมิ่นและถูกเกลียดชังจากประชาชนที่หลงเชื่อในข้อมูลเท็จดังกล่าวทั้งในและต่างประเทศ ทำให้ประชาชนขาดความเชื่อถือศรัทธาหรือขาดความไว้วางใจในความรู้ความสามารถและประสิทธิภาพของวงการแพทย์ไทยที่กำลังปฏิบัติงานให้การดูแลรักษาประชาชนทั่วทั้งประเทศโดยไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อยในทุกๆภาคส่วนของประเทศอยู่ในขณะนี้ ซึ่งความเชื่อถือศรัทธาและความเชื่อมั่นมีผลอย่างมากถึงผลสัมฤทธิ์ที่จะเกิดขึ้นในกระบวนการรักษาพยาบาล และการกระทำของนาง ปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนายังเป็นการบ่อนทำลายความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้ให้การรักษาพยาบาลและผู้ป่วยรวมถึงประชาชนทั่วไป นอกจากนี้นาง ปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนายังมีพฤติกรรมว่ากล่าวให้ร้ายต่อวงการแพทย์และสาธารณสุขอยู่เนืองๆจนเป็นที่ประจักษ์ต่อประชาชนทั่วไปและยังเคยมีคดีความกับบุคลากร องค์กรหรือสถาบันทางการแพทย์เป็นจำนวนมากซึ่งมักไม่ค่อยประสบความสำเร็จ มีอคติและความแค้นส่วนตัวต่อวงการแพทย์จนถึงกับตั้งเครือข่ายเพื่อสนับสนุนหรือยุยงให้มีการฟ้องร้องทางการแพทย์โดยเฉพาะ

ข้าพเจ้าและพวกได้เคยทักท้วงให้นาง ปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนาและเครือข่ายให้ยุติและแก้ไขการกระทำที่ผิดกฏหมายเหล่านั้นเสียแต่กลับได้รับการยืนยันจากนาง ปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนาว่าจะกระทำต่อไปและจะไม่มีการแก้ไขใดๆในข้อมูลอันเป็นเท็จนั้นโดยไม่ได้เกรงกลัวต่อกฏหมายบ้านเมืองซึ่งแสดงถึงเจตนาอย่างแท้จริง (รายละเอียดปรากฏตามเอกสารแนบท้ายหมายเลข ๓ )

ข้อ๓. เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นในทุกแขวง/ตำบล เขต/อำเภอ/จังหวัดทั่วราชอาณาจักรไทยรวมถึงในต่างประเทศ

ข้อ๔. การกระทำของนาง ปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนาเข้าข่ายความผิดตามกฏหมายอาญาดังนี้

-ประมวลกฏหมายอาญามาตรา๓๒๖, มาตรา๓๒๘ , ๓๒๙
-ประมวลกฎหมายอาญามาตรา๒๖๔,มาตรา๒๖๘
-พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์พ.ศ.๒๕๕๐ มาตรา๑๔(๑) (๒)และ(๕)

ข้าพเจ้าและพวกดังมีรายนามแนบท้ายจึงขอแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษต่อนาง ปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนาและขอให้พนักงานสอบสวนได้โปรดดำเนินการออกหมายเรียกนางปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนามารับทราบข้อกล่าวหาและดำเนินการตามขั้นตอนของกฏหมายต่อไป

ขอแสดงความนับถือ

พ.ญ. ประชุมพร บูรณ์เจริญ
ประธานสมาพันธ์แพทย์ ร.พ.ศูนย์ /ร.พ.ทั่วไป(สพศท.)

รายนามผู้ร่วมร้องทุกข์กล่าวโทษ
๑) นพ.ประดิษฐ์ ไชยบุตร รองประธาน สพศท.
๒) พญ.ฤทัย วรรธนวินิจ รองประธาน สพศท.
๓) นพ.เพิ่มบุญ จิรยศบุญยศักดิ์ รองประธาน สพศท.
๔) นพ.ภีศเดช สัมมานันท์ รองประธาน สพศท.

เอกสารพยานหลักฐานประกอบการร้องทุกข์กล่าวโทษ
๑) เอกสารหมายเลข ๑ : Facebook ของ http://www.facebook.com/Preeyanan.Lorsermvattana

๒) เอกสารหมายเลข ๒ : "หมอสรรธวัช" จวกยับเครือข่ายผู้ป่วย ปล่อยข้อมูลมั่ว !
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 21 กุมภาพันธ์ 2554 00:15 น.

๓) เอกสารหมายเลข ๓ : http://www.thaihospital.org/board/index.php?PHPSESSID=c335057efdc215fe9284c5ac... หัวข้อ: “หมอประชุมพร” คว้าเก้าอี้ ประธาน สพศท.คนใหม่ ยันค้าน กม.ผู้ป่วยแน่ เริ่มหัวข้อโดย: story ที่ 16 กุมภาพันธ์ 2554, 00:04:58

ที่มาที่ไปทำไมต้องมีพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข ทำไมจึงมีผู้ต่อต้าน เบื้องลึกเบื้องหลังคืออะไร

โดย Thaipatient Forpatient
ณ วันที่ 2 มีนาคม 2011 เวลา 16:23 น.

ที่มา : ความผิดพลาดเป็นสิ่งที่คู่กันกับมนุษย์ ผู้ที่ไม่เคยทำผิดคือผู้ที่ไม่เคยทำอะไรเลย สถิติการสูญเสียชีวิตจากความผิดพลาดและการให้ยาผิดในโรงพยาบาลโดยป้องกันได้ในสหรัฐอเมริกา ประเมินโดยสถาบัน IOM ระบุว่าคนอเมริกันราว 200,000 คนเสียชีวิตเพราะเหตุนี้โดยแบ่งเป็น 1แสนคนจากการรักษาที่ผิดพลาด และ 1แสนคนจากการให้ยาผิด และเป็นสาเหตุของการฟ้องร้องเพื่อเอาค่าชดเชยจำนวนมหาศาล ...ในประเทศไทยยังไม่มีองค์กรใดออกมายอมรับสถิติการผิดพลาดนี้ ซึ่งคาดว่าคงมีสัดส่วนต่อจำนวนประชากรไม่น้อยไปกว่าสหรัฐอเมริกา จากการประเมินของเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ อ้างอิงจากรายงานของนายแพทย์สรรธวัช อัศวเรืองชัย ต่อองค์การอนามัยโลก และสถิติคนไข้ในและผู้เสียชีวิตในโรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุข 2551-2552 เราประเมินว่าอยู่ที่ประมาณ 65,000 คนต่อปี ที่เสียชีวิตจากสาเหตุที่ป้องกันได้จากการรับบริการทางสาธารณสุข ตัวเลขของเราเทียบกับสหรัฐได้ง่ายๆ คือ อเมริกาประชากร 200กว่าล้าน ตายเพราะความผิดพลาดทางการแพทย์ 2 แสนคน คนไทยมีประชากร 60 กว่าล้าน ตายเพราะสาเหตุเดียวกันประมาณ 6 หมื่นกว่าคน อัตราตายของอเมริกาเอา 200,000 หารด้วยประชากร 200 ล้าน = 1/1000 อัตราตายของไทยเอา 6 หมื่น หารด้วยประชากร 60ล้าน ก็ได้เท่ากัน = 1/1000 ตัวเลขนี้จึงไม่น่าจะผิดไปจากความจริงเท่าไหร่

ตรงกับที่นายแพทย์สรรธวัชวิจัยว่า อัตราการตายแบบป้องกันได้ของ 2 โรงพยาบาลใหญ่ที่ใช้ทำวิจัยเท่าๆกับของประเทศที่พัฒนาแล้ว

การฟ้องร้องทางศาลทำให้เกิดความทุกข์ทั้งแพทย์และผู้เสียหาย กว่าจะสรุปได้สามศาลต้องเสียเวลาหลายปี สิ้นเปลืองค่าทนายค่าศาล กว่าจะได้ค่าชดเชยมาผู้สูญเสียก็บ้านแตกหมดตัวไปก่อนแล้ว หมอเองก็เสียหายเสียชื่อเสียงเสียสุขภาพจิต ในหลายๆประเทศเช่น สวีเดน ฟินแลนด์ เดนมาร์ค นิวซีแลนด์ และบางรัฐของอเมริกาจึงได้มีพรบ. ชดเชยความเสียหายจากบริการสาธารณสุข โดยให้การชดเชยแบบ No-Fault หมายถึงการชดเชยโดยไม่ต้องพิสูจน์ความรับผิด กล่าวคือพิสูจน์เพียงว่าความเสียหายนั้นเป็นผลของการรับการรักษาพยาบาลจริงหรือไม่ ไม่ต้องพิสูน์ว่าใครต้องรับผิดชอบการกระทำนั้น โดยจะมีการตั้งกองทุนคล้ายการประกันภัยขึ้นมา มีคณะกรรมการร่วมจากทั้งสองฝ่ายคือผู้ให้บริการและผู้รับบริการเป็นผู้ดูแลกองทุนและพิจารณาว่าจะให้การชดเชยมากน้อยเพียงใดอย่างไร ให้มากพอๆกับศาลโดยไม่ต้องไปฟ้องศาล โดยอาจให้เป็นตัวเงินหรือในรูปแบบการเยียวยาอื่นที่เหมาะสมก็ได้ การใช้ระบบนี้ช่วยให้ผู้เสียหายได้รับการชดเชยรวดเร็ว เป็นธรรม ผู้ให้บริการก็ไม่ต้องไปขึ้นศาล ทั้งสองฝ่ายไม่ต้องเสียเงินไปกับค่าทนาย ค่าใช้จ่ายทางศาล ศาลก็ไม่ต้องเหนื่อย

สำหรับในประเทศไทยได้เริ่มยกร่างกฎหมายนี้มาตั้งแต่ 2551 โดยกระทรวงสาธารณสุข โดยนพ.มงคล ณ.สงขลาเป็นผู้มอบหมายให้สถาบันวิจัยสาธารณสุขกระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้จัดทำ ได้ผ่านกระบวนการทุกขั้นตอนรวมทั้งการพิจารณาจากคณะกรรมการกฤษฎีกาแห่งชาติ แล้วเมื่อปี 2552 และเข้ามารอในสภานิติบัญญัติตั้งแต่กลางปี 2553 แต่ยังไม่ได้รับการเสนอเข้าพิจารณารับหลักการเสียที ทั้งที่ประชาชนได้เรียกร้องมาตลอด เนื่องจากมีแพทย์บางกลุ่มไม่อยากให้มีกฎหมายประเภทนี้เพราะในหลักของกฎหมายนี้ระบุให้ ผู้ให้บริการต้องจ่ายเบี้ยประกันสมทบในกองทุน (ทำนองเดียวกับ พรบ.รถยนต์ คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ) จำนวน 1-3 เปอร์เซนต์ของค่ารักษาพยาบาลที่เก็บจากคนไข้ คาดว่าเป็นเพราะการจ่ายเงินนี้จะเป็นหลักฐานยืนยันรายได้ที่แท้จริงของคลินิคและสถานพยาบาลเอกชน ทำให้สรรพากรตรวจภาษีได้ง่าย (ปกติธุรกิจในบ้านเรามักทำสองบัญชีเลี่ยงภาษี) แพทย์กลุ่มนี้ที่มีอิทธิพลในแพทยสภา แพทยสมาคมจึงออกมาต่อต้านในทุกรูปแบบโดยให้เครือข่ายของตนที่อยู่ในภาครัฐ(และหาเงินกับเอกชนนอกเวลาบ้างในเวลาบ้าง) เป็นผู้ออกหน้าแทน ไปปลุกระดมบุคลากรทางการแพทย์ทั่วประเทศให้เกลียดกลัวกฎหมายนี้

หลักการสำคัญโดยสรุปของกฎหมายคือ ผู้ที่ให้บริการทางการแพทย์และสาธารณสุขจะต้องจ่ายเงินจำนวนหนึ่ง ประมาณ 1-3 เปอร์เซนต์ของรายได้ที่รับจากคนไข้ เข้าไว้เป็นกองทุน เมื่อผู้ป่วยหรือญาติมีความสงสัยว่าตนได้รับความเสียหายก็สามารถมาร้องขอรับการชดเชยจากกองทุนนี้ โดยมีคณะกรรมการกลางจากตัวแทนของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเป็นผู้พิจารณาว่าสมควรได้รับชดเชยหรือไม่ อย่างไร โดยมีหลักว่า จะชดเชยให้ต่อเมื่อการเสียหายนั้นต้องไม่ได้เกิดจากพยาธิสภาพของโรคเอง การเสียหายนั้นต้องเสียชีวิตหรือทุพพลภาพถาวรแก้ไขไม่ได้ การเสียหายนั้นต้องเป็นความผิดพลาดที่สามารถป้องกันได้ เมื่อมีกรณีเกิดขึ้นแล้ว กฎหมายของเรายังบังคับต่อไปว่า สถานบริการจะต้องมีการนำเอาสาเหตุไปวิเคราะห์วิจัยเผยแพร่อบรมบุคลากร เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำอีก ทำให้ความปลอดภัยผู้ป่วยมากขึ้น ลดการจ่ายในคราวหน้า ทำให้ลดการจ่ายเงินสมทบในปีถัดๆไป อานิสสงส์ของกฎหมายนี้คือ อุบัติเหตุทางการแพทย์จะได้รับการเปิดเผยวิเคราะห์ได้สะดวกโดยไม่ต้องกลัวจะเป็นคดีในศาล นำไปสู่การวิเคราะห์ป้องกัน ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทางการแพทย์ คุ้มครองแพทย์จากการถูกฟ้องคดีแพ่งและอาญา ลดความสูญเสียชีวิต ลดความสูญเสียทรัพยากรที่จะต้องใช้ไปในการดูแลแก้ไขผู้เสียหายที่ได้รับบาดเจ็บในไอซียูที่ประเมินค่ามิได้

เหตุผลที่ฝ่ายแพทย์ต่อต้านกฎหมายนี้ชอบยกมาอ้างคือ

1. ทุกวันนี้แพทย์ทำงานหนัก คนน้อย ผู้ป่วยล้น ถ้ามีกฎหมายนี้จะทำให้แพทย์ต้องระมัดระวังมากขึ้นกลัวถูกฟ้อง จะต้องเสียเวลาตรวจนาน ตรวจคนไข้ไม่หมด คนไข้จะเดือดร้อน ข่มขู่ชาวบ้านว่าถ้ามีพรบ.นี้ หมอจะเลิกรักษาคนไข้ จะลาออก หรือไม่ก็จะรักษาแบบใช้เวลานานๆ จะจับส่งตรวจแบบละเอียดยิบคนไข้ต้องเสียเงินเพิ่มมากมายมหาศาล

เป็นตรรกะที่ชาวบ้านที่ไหนก็รับไม่ได้จริงๆ ไม่สมควรจะออกมาจากปากของนักบุญในเสื้อกาวน์ กฎหมายนี้มุ่งให้คนเสียหาย มาร้องขอการชดเชย ไม่ใช่ฟ้องศาลแบบปัจจุบัน --- หมอก็ควรทำงานไปตามเดิม ระมัดระวังขึ้นก็ดีแล้วชาวบ้านจะได้หมดกังวล เวลาพลาดก็มีกองทุนจ่ายแทนไม่ต้องทะเลาะกันเหมือนเวลารถชน มีประกันคนขับรถทุกวันนี้ก็ขับกันปกติสบายใจ รถชนกันก็ไม่ลงไปทะเลาะ ไม่เห็นใครต้องขับช้าหรือเลิกขับรถ

2. กฎหมายนี้มีบทลงโทษเอาแพทย์ไปติดคุก

มีบทลงโทษสำหรับผู้ให้บริการสาธารณสุขที่ไม่ทำตามกฎหมายคือหลีกเลี่ยงไม่จ่ายเงินที่ได้รับจากผู้ป่วยเข้ากองกลาง หรือปกปิดบิดเบือนข้อมูลการรักษาพยาบาล ทั้งจำและปรับ(ในอัตราโทษเท่ากับกฎหมายอื่นๆที่ใกล้เคียงกันเช่นเลี่ยงภาษี ได้รับการกลั่นกรองแล้วจากคณะกรรมการกฤษฎีกาแห่งชาติ)

3. กฎหมายนี้ให้คนที่ไม่ใช่แพทย์ ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์มาตัดสินความผิดของแพทย์ ----

โดยหลักสากล การชดเชยระบบนี้ เป็นการชดเชยโดยไม่ต้องพิสูจน์ความรับผิดในศาล ไม่ต้องการให้มีเหตุที่จะนำไปใช้ในการฟ้องศาลต่อไปให้เรื่องบานปลาย จึงออกแบบให้ผู้มีส่วนได้-เสีย คือตัวแทนสถานพยาบาล-ตัวแทนผู้ป่วยฝ่ายละเท่าๆกัน มาเป็นกรรมการพิจารณา ถ้าผู้เสียหายไม่ต้องการเข้าระบบนี้ก็สามารถเลือกไปทางระบบศาลก็ได้ ในเรื่องนี้ได้รับการกลั่นกรองแล้วจากกคณะกรรมการกฤษฎีกาแห่งชาติเมื่อปี 2551-2552 เช่นกันว่าเหมาะสมดีแล้ว

4.มีองค์กรเอกชน หรือ เอ็นจีโอเข้ามาบริหารกองทุนเพื่อหวังผลประโยชน์เงินก้อนโตในกองทุน

ในเรื่องนี้มีที่มาจากการที่ต้องมีตัวแทนของผู้รับบริการซึ่งไม่อยู่ภายใต้อิทธิพลของรัฐซึ่งรัฐเองเป็นผู้มีส่วนได้เสียในฐานะผู้จ่ายเงินสมทบในส่วนสถานพยาบาลของรัฐ จึงจำเป็นต้องมีผู้แทนผู้ป่วยที่ยอมรับได้คือองค์กรอิสระที่ทำหน้าที่คุ้มครองสิทธิผู้ป่วย ในปัจจุบันทางกระทรวงสาธารณสุขรับอาสาเป็นผู้ดำเนินการก่อตั้งกองทุนโดยให้กรมส่งเสริมสุขภาพเป็นผู้รับผิดชอบ ถ้าไปดูในรายละเอียดองค์ประกอบของผู้บริหารกองทุน จะพบว่าแท้จริงแล้วมีทุกภาคส่วนในสังคมเข้าไปเป็นกรรมการบริหาร เช่นกระทรวงการคลัง กระทรวงยุติธรรม กระทรวงสาธารณสุข สื่อสารมวลชน ผู้ที่จะมาบริหารต้องมีกระบวนการตรวจสอบควบคุมโดยกฎหมายการทุจริตจึงไม่น่าจะทำได้ง่ายตามที่กล่าวหา

เหตุต่างๆที่อ้างมาล้วนแล้วแต่ไปในทางที่จะชะลอ และล้ม พรบ.ฉบับนี้ทั้งสิ้น ถ้าถอนออกไม่ได้ก็หาข้ออ้างให้ชะลอไว้ก่อน จนกว่าจะหมดอายุรัฐบาลนี้ ไปไม่มีที่สิ้นสุด มีพิรุธตรงที่แพทยสภาก็มีร่างพรบ.ของตนในสภา ไว้เป็นหลักฐานชัดเจนว่าแพทยสภาก็ต้องการเข้าเป็นกรรมการแปรญัตติกฎหมายฉบับนี้หมายถึงว่าต้องมีความเห็นชอบด้วยหลักการของกฎหมายแล้ว เพียงแต่ไม่เห็นด้วยในรายละเอียด แต่แพทยสภากลับพูดไม่ตรงกับการกระทำโดยประกาศมาตลอดว่าไม่เห็นด้วยกับการมีกฎหมายฉบับนี้ ต้องการล้มกฎหมายฉบับนี้ในทุกวิถีทาง

ดังนั้นจึงไม่มีประโยชน์อะไรที่จะชะลอการนำกฎหมายนี้เข้าพิจารณาในสภานิติบัญญัติ ในเมื่อองค์กรแพทย์บางส่วนพยายามสร้างสถานการณ์ให้ขัดแย้งตลอดมาเพื่อหวังผลในการชะลอร่างฯ การรอให้ข้อขัดแย้งยุติทั้งหมดก่อนจึงไม่มีทางเป็นไปได้ มาถึงขั้นนี้แล้วข้อขัดแย้งกันจะยุติได้เมื่อมีตัวแทนปวงชนเข้ามาเป็นผู้พิจารณาตัดสินเท่านั้น ผลจะออกมาเป็นอย่างไรจึงจะถือว่าเป็นการตัดสินของตัวแทนปวงชนที่แท้จริง

ด้วยความเคารพ
เครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์

Medical bill needs clearing-บทบรรณาธิการ Bangkok Post


Medical bill needs clearing
Published: 4/03/2011 at 12:00 AM
Newspaper section: News
http://www.bangkokpost.com/opinion/opinion/224699/medical-bill-needs-clearing

Let us admit it. Medical errors are an everyday reality whether in crowded state hospitals or fancy private ones. The challenge is how to fairly compensate patients and ensure sufficient protection for the physicians who have done their best under the circumstances.

The no-fault medical compensation draft bill aims to do just that. It is incomprehensible, therefore, why the Medical Council is fiercely opposed to this bill, resulting in an over-long delay to its deliberation in parliament.

Last week, health activist Preeyanant Lorsermwattana staged a sit-in protest in front of parliament when the Abhisit government was again going to put off discussing the bill. A small army of some 100 police officers rushed the protest site to shoo her away. In the public outcry that followed, Prime Minister Abhisit Vejjajiva eventually announced he would sponsor the draft bill as had been promised. It was the right move. There is a real need for legislation to heal the increasingly strained doctor-patient relationship and to prevent the number of medical lawsuits from exploding, given the rising public frustration at the medical profession's indifference.

The Medical Council says the bill as it stands will put physicians and other health personnel at higher risk of lawsuits, because meeting medical standards is difficult in crowded hospitals with poor support systems. Many doctors, out of fear and anger, have issued threats to quit the profession or to treat only a limited number of patients each day.

But such fears are groundless. The bill follows the same principle of no-fault liability in the medical compensation fund under the universal healthcare system. In its sixth year, the fund has enabled patients to receive prompt healing measures while freeing the physicians from the threat of lawsuits. The result is better doctor-patient relations and a marked drop in the number of lawsuits.

But this fund only covers 47 million people under universal health care or the gold card system, leaving out some 18 million people in the government and social security system. The fund also offers only primary financial assistance. The medical compensation draft bill, if passed into law, will cover the country's entire populace. It will also provide additional avenues to fix long-term health damages that are not included in the gold card system.

The council also wants the bill to prohibit all medical error and malpractice lawsuits. This cannot be _ not only because it violates citizens' legal rights, but also encourages negligence when check-and-balance mechanisms are removed. Furthermore, the draft bill already contains protective measures for physicians; the patients will lose their right to immediate and long-term compensation if they want to sue their doctors. Given the painfully long and costly court procedures, and judging from the positive response from patients to the compensation fund in the gold card system, physicians should not let fear prevail over reason.

But then again, the opposition to the medical compensation legislation might well be driven by money concerns rather than fear. The bill requires hospitals to contribute 3% to 5% of their income to the fund. Hospitals will also face legal punishment if they fail to contribute their share or reveal their real income.

The council's latest move has been to set up a special medical court to handle medical error and malpractice complaints, in order to fortify physicians' sense of self-protection. It is exactly this sort of attitude that explains the urgent need for a law to protect patients from medical error and malpractice.

"ปรียนันท์”บุกเดี่ยวประท้วงกม.ผู้ป่วยหน้ารัฐสภา


"ปรียนันท์" บุกเดี่ยวประท้วงกม.ผู้ป่วยหน้ารัฐสภาบ่ายนี้
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
นางปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนา ประธานเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ เปิดเผยว่า ตนกำลังเดินทางไปยังหน้ารัฐสภาเพื่อประท้วงกรณีที่รัฐบาลผิดสัญญาผลักดันร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข โดยจะนั่งประท้วงต่อเนื่องไปจนกว่ารัฐบาลจะนำร่าง พ.ร.บ. เข้าพิจารณาสภาฯ ในสมัยประชุมนี้ ซึ่งถือเป็นการต่อสู้ครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่ทำมาในชีวิต ภายหลังจากที่ได้เคยโกนหัวประท้วงรัฐบาลไปก่อนหน้านี้ ที่ผ่านมาจากที่มีกลุ่มหมอเข้าพบวิปรัฐบาล และนายวิทยา แก้วภราดัย ประธานวิปรัฐบาล ได้ออกมาระบุว่า จะให้ไปทำประชาพิจารณ์ก่อนแล้วจึงนำเข้าสภาได้ ทั้งๆ ที่เคยมีการทำประชาพิจารณ์ไปแล้ว

อีกทั้งการทำประชาพิจารณ์ครั้งใหม่นี้ ไม่ว่าจะเป็นแพทยสภา หรือกรมการแพทย์ที่กำลังจัดทำก็ปิดโอกาสไม่ให้ประชาชนมีส่วนร่วม เรียกว่าเป็นการทำประชาพิจารณ์ฝ่ายเดียว ดังนั้นผลที่ออกมาไม่ต้องพูดถึง และในที่สุดก็จะมีการนำประชาพิจารณ์นี้ส่งกลับไปยังวิปรัฐบาล แล้วทำให้ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ตกไป

นางปรียนันท์ กล่าวว่า ครั้งนี้ถือว่ารัฐบาลหักหลังประชาชนแป็นครั้งที่ 2 เพราะทั้งนายกรัฐมนตรีเคยรับปากว่าจะนำร่าง พ.ร.บ.เข้าพิจารณาในสภาฯ ในเดือนกุมภาพันธ์นี้ แต่นี้ก็ใกล้หมดเดือนแล้ว ขณะที่ รมว.สาธารณสุขเองก็เคยรับปากจะผลักดันร่าง พ.ร.บ.ล้านเปอร์เซ็น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นขณะนี้คืออะไร ทำไมฟังแต่เสียหมอ ไม่ฟังเสียงประชาชน ไม่สนใจผผู้ป่วยที่ได้รับความเสียหาย แม้แต่การยื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรีครั้งหลังสุดก็ไม่สนใจในคำเรียกร้องของเรา อย่างไรก็ตามขณะนี้พอมีเวลาที่รัฐบาลจะนำเข้าได้ จึงอยากให้เลื่อนวาระพิจารณาขึ้นมาโดยเร็ว เพื่อทำสิ่งดีๆ ฝากสิ่งดีๆ ให้กับประชาชนบ้าง

ไปประท้วงหน้ารัฐสภาในฐานะคนไทยที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลที่กลับไปกลับมา ซึ่งจะไปนั่งประท้วงคนเดียว และประท้วงไปจนกว่าจะได้รับคำตอบ ซึ่งวันนี้ได้นำเสื่อนำหมอนมาแล้ว จะนอนที่นี่ หากใครเห็นด้วยก็ให้มาสมทบได้” ประธานเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ กล่าว และว่า ตนจะนั่งประท้วงไปจนหมดสมัยประชุมในเดือนพฤษภาคมนี้ เพราะเราที่เป็นผู้ป่วยไม่รู้จะทำอย่างไร เราสู้หมอไม่ได้ ซึ่งล่าสุดขณะนี้แพทยสภาเองเตรียมที่จะผลักดันร่าง พ.ร.บ.วิธีพิจารณาความในคดีอาญาต่อแพทย์เข้าสภาอีก

วิปรัฐบาลรับลูกภาคีวิชาชีพแพทย์ เสนอ ครม.ทบทวน กม.ค้มครองผู้เสียหายฯ


วิปรัฐบาลรับลูกภาคีวิชาชีพแพทย์ เสนอ ครม.ทบทวน กม.ค้มครองผู้เสียหายฯ
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
28 กุมภาพันธ์ 2554 15:25 น.
http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9540000026148
ภาคีสภาวิชาชีพแพทย์ ยื่นวิปรัฐบาลเสนอทำประชาพิจารณ์ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรักษาพยาบาล พร้อมเสนอให้นำเงินจากองค์กรหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ มาช่วยเหลือผู้เสียหาย ขยายวงเงินช่วยเป็น 2 ล้าน ประธานวิปรัฐบาลรับลูกเตรียมเสนอให้ ครม.ทบทวน อ้างกลัวปัญหาบานปลาย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (28 ก.พ.) ภาคีสภาวิชาชีพสุขภาพประกอบด้วย นายกแพทย์สภา นายกสภาการพยาบาล นายกสภาเภสัชกรรม นายกทันตแพทยสภา นายกสภากายภาพบำบัด นายกสภาเทคนิคการแพทย์ และนายกสัตวแพทย์สภา ได้เข้ายื่นหนังสือต่อคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) เกี่ยวกับข้อเสนอร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการจากสาธารณสุข พ.ศ. ... โดยมีข้อเสนอแนะประกอบด้วย

1.ขอให้ชะลอร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการจากสาธารณสุข พ.ศ. ... เข้าสู่สภา เพื่อทำประชาพิจารณ์ ในกลุ่มผู้รับบริการและผู้ให้บริการทั้ง 5 กระทรวงและการศึกษาปัญหา ผลกระทบ และแนวทางแก้ไขอย่างรอบคอบก่อน ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมีเพียงบางส่วนเท่านั้นไม่ใช่ทั้งหมด

2.ภาคีสภาวิชาชีพฯ สนับสนุนการช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการรับบริการไม่ว่าจะเกิดจากเหตุใด จึงขอค้านการจำกัดสิทธิไม่จ่ายเงินช่วยเหลือในเหตุสุดวิสัยในร่าง พ.ร.บ.ที่รัฐบาลควรขยายให้ช่วยมากขึ้น และสนับสนุนให้มีการพิสูจน์ถูกผิดทางการแพทย์ โดยกลไกต้องเป็นอิสระต่อการพิสูจน์

3.ภาคีสภาวิชาชีพฯ มีความเห็นว่า ควรพิจารณาขยายเพดานวงเงินช่วยเหลือเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 5-10 เท่า เป็นการเร่งด่วนเพื่อนำเงินไปช่วยเหลือที่กันไว้ในกฎหมายเดิม ควรตั้งคณะกรรมการร่วม 3 สิทธิ คือ เพิ่มสวัสดิการข้าราชการ 4.5 ล้านคนและประกันสังคม 9 ล้านคน ให้อยู่ในระบบเดียวกัน โดยใช้ลักเกณฑ์ร่วมกันหรือผ่านคณะกรรมการ มาตรา 41 ใน พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพ ซึ่งเรียกเก็บเงินจากต้นสังกัด ไม่ใช่งบประมาณจาก พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพฯ และการเสนอให้วางมาตรการการแก้ไขปัญหาตามกลไกของกฎหมายทางการแพทย์ในต่างประเทศที่จะมีผลระยะยาว เพราะวิชาชีพมีความจำเพาะและหลากหลายต้องใช้ความชำนาญ ไม่สามารถพิจารณาตามสามัญสำนึกได้ เพราะอาจจะส่งผลกระทบต่อการให้บริการ จึงควรมีการออก พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ให้บริการสาธารณสุขโดยเฉพาะ และตั้งศาลคดีพิเศษทางการแพทย์ เพื่อให้ผู้เสียหายและผู้ให้บริการได้รับความช่วยอย่างเป็นธรรม

ด้าน นายวิทยา แก้วภราดัย ประธานวิปรัฐบาล แถลงภายหลังการชี้แจงจากกลุ่มภาคีสภาวิชาชีพสุขภาพ ว่า ทางกลุ่มภาคีสภาวิชาชีพ ได้ยื่นหนังสือต่อวิปรัฐบาลขอให้ชะลอ การนำร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการจากสาธารณสุข พ.ศ. ... เข้าสู่สภา ทั้งนี้ จากการรับฟังความคิดเห็น ตนเห็นว่า

1.เนื่องจากภาคีสภาวิชาชีพหลายท่านเป็นคณะกรรมการอยู่ในหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งเป็นช่องทางหนึ่งที่เห็นว่า ถ้าองค์กรหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ มีงบประมาณเองที่จะดูแลผู้ป่วยที่ได้รับความเสียหายจากการรักษาพยาบาล และมีการตั้งงบปีละประมาณ 1 พันล้านบาท ใช้จริงปีละไม่ถึง 100 ล้านบาท จึงน่าจะขยายความช่วยเหลือไปยังประชาชนในระดับที่จะทำให้ยุติความขัดแย้งได้ในเบื้องต้น และขอให้ตัวแทนที่มายื่นหนังสือต่อสู้ในสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เช่น ผู้เสียจากการรักษาพยาบาลอาจได้รับการช่วยเหลือถึง 2 ล้านบาท หรือตามสภาพความเป็นจริง

2.นอกจากนี้ หากปฏิบัติในทิศทางที่ทำได้ตนจะหารือกับนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อนำกลับไปหารือกับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในการที่จะมอบหมายให้กระทรวงสาธารณสุขได้กลับไปทบทวนทำประชาพิจารณ์ปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมดเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ให้เสร็จสิ้นภายในกระทรวง เพราะเป็นกฎหมายฉบับแรกที่มีความขัดแย้งมาก ก่อนนำเข้าสู่สภาและไม่มีทีทีท่าจะยุติ ฉะนั้น ผู้เสนอกฎหมายจะต้องกลับไปทบทวนและทำความเข้าใจกับบุคลากรในองค์กร ทั้งนี้ตนรับปากว่าจะฝากให้นายสาทิตย์นำไปหารือกับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับคณะรัฐมนตรี

นายกรัฐมนตรียืนยันเดินหน้าพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ


นายกรัฐมนตรียืนยันเดินหน้าพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายทางการแพทย์
สำนักข่าวไทย
พรรคประชาธิปัตย์ 1 มี.ค.54 - เครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ทวงถามนายกรัฐมนตรีผลักดันร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับการบริการทางการแพทย์ เข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ “อภิสิทธิ์” ยันเดินหน้ากฎหมายดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณา แม้จะมีผู้ไม่เห็นด้วย แนะเครือข่ายฯ หารือ ส.ส.ให้ช่วยสนับสนุน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 13.30 น. นางปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนา พร้อมด้วยสมาชิกเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ ได้มาชุมนุมเรียกร้องขอพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เพื่อทวงสัญญาให้นายอภิสิทธิ์ผลักดันร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการทางการแพทย์ พ.ศ. ... ให้เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรภายในสมัยประชุมนี้

จากนั้นเวลา 15.15 น. นายอภิสิทธิ์เดินทางมาถึงพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อร่วมประชุม ส.ส. แต่ก่อนการเข้าร่วมประชุมได้พบกับตัวแทนเครือข่ายดังกล่าว โดยนายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ ยังอยู่ในวาระการพิจารณาของสภาฯ ซึ่งจะไปเป็นตามลำดับของร่างกฎหมาย ตนได้บอกกับคณะกรรมการประสานงาน (วิป) พรรคร่วมรัฐบาลทุกครั้ง ยืนยันว่าไม่ให้ถอนร่างกฎหมายนี้ ขณะที่กลุ่มแพทย์จำนวนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยพยายามจะให้ถอนออก และยังมี ส.ส.จากพรรคการเมืองอื่น ๆ เห็นว่าเรื่องนี้เกิดความขัดแย้งอย่างมาก ก็บอกว่าไม่อยากให้พิจารณา แต่ตนยังยืนยันเดินหน้าต่อ ส่วนเรื่องการช่วยเหลือผู้ได้รับความเสียหายจากการรับการรักษาพยาบาลนั้น ต้องได้รับการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนตามกฎหมาย โดยไม่ต้องรอให้มีร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ถ้ามีปัญหาการรับการช่วยเหลือ ขอให้แจ้งมาให้ทราบเพื่อจะแก้ไขให้

“ตอนนี้ผมถูกคัดค้านโดยกลุ่มหมอส่วนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วย ซึ่งเขาเคลื่อนไหวแรง มาเล่นงานผมว่าทำไมไม่ถอนออกไป และพรรคการเมืองกับ ส.ส.จำนวนมากก็เห็นว่าเรื่องนี้มีปัญหา จึงไม่อยากทำ ไม่อยากยุ่งเรื่องที่มันร้อน แต่ผมก็ยังเดินหน้า เพราะถือเป็นนโยบาย แต่จะได้ช้าหรือเร็วนั้น ยังมีหลายเรื่องที่อยู่ในวาระของสภาฯ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การผลักดันเรื่องนี้ไม่ใช่อำนาจของรัฐบาล และตนไม่สามารถบังคับสภาฯ ได้ เพราะเป็นเรื่องของ ส.ส.และพรรคการเมือง ซึ่งเราต้องมั่นใจว่าสามารถคุมเสียงข้างมากได้ นอกจากนี้ ถ้าเรื่องนี้ถูกเลื่อนให้นำมาพิจารณาในสภาฯ เร็วขึ้น อาจถูกคว่ำและทำให้ร่างกฎหมายตกไป ซึ่งไม่เป็นประโยชน์กับใคร ตนจึงอยากขอให้ทางเครือข่ายฯ ไปพูดคุกับ ส.ส.ของทุกพรรค เพื่อให้ช่วยสนับสนุนการพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าว ถ้าทำได้ จะช่วยให้เรื่องนี้ง่ายขึ้น .- สำนักข่าวไทย

http://webcache.googleusercontent.com/search?q=cache:85hI4nMw0ngJ:www.mcot.net/cfcustom/cache_page/175825.html+%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5+%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B9%8C+%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%9A.&cd=1&hl=th&ct=clnk&gl=th&source=www.google.co.th

สพศท.โว มติบุคลากรการแพทย์-สาธารณสุข ยันไม่เอา พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ป่วยฯ

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
1 มีนาคม 2554 18:20 น.
http://www.manager.co.th/Qol/ViewNews.aspx?NewsID=9540000026863

สพศท.โว มติบุคลากรการแพทย์-สาธารณสุข ยันไม่เอา พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ป่วยฯ เสนอแก้ ม.4 พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพฯ แจงกรณีจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนชดเชยนั้น ส่งผลให้ รพ.ต้องเก็บค่ารักษาเพิ่มขึ้น
      
       วันนี้ (1 มี.ค.) นพ.เพิ่มบุญ จิรยศบุญยศักดิ์ กรรมการสมาพันธ์แพทย์โรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป (สพศท.) กล่าวว่า วันนี้บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข ประกอบด้วย แพทยสภา กรรมาธิการการสาธารณสุขวุฒิสภา, กรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร และสภาการพยาบาล ร่วมเข้าประชุมพิจารณาร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการเข้ารับบริการสาธารณสุข พ.ศ.....ที่ รพ.สงขลา โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมหลากหลายวิชาชีพและประชาชนทั่วไปประมาณ 200 คน โดย สพศท.ได้มีการให้ความรู้รายละเอียดของร่างกฎหมายฉบับนี้ และมีมติไม่เห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ เพราะเนื้อหายังไม่เหมาะสมกับการใช้ในประเทศไทย เนื่องจากจำนวนแพทย์ พยาบาล และบุคลากรสาธารณสุข และอุปกรณ์ต่างๆ ยังมีความขาดแคลน ทำให้มีภาระงานล้นมือ เสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องอยู่แล้ว แต่ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้มีเนื้อหากดดันผู้ให้บริการรักษาผู้ป่วย ผลที่ตามมาไม่สามารถควบคุมความกังวลของแพทย์และพยาบาลได้ จนเกิดการลังเลในการรักษาผู้ป่วยหรือหลีกเลี่ยงการรักษาโดยการส่งต่อไปรักษาที่อื่น มีโอกาสทำให้ผู้ป่วยตายหรือพิการเพิ่มขึ้น จากการออกกฎหมายลักษณะนี้มาใช้ ความกังวลของแพทย์ทำให้การตรวจรักษาใช้เวลานานขึ้น ประชาชนจะได้รับบริการที่ล่าช้า ไม่ได้รับความสะดวก
      
       “นอกจากนี้ การเก็บเงินสมทบเข้ากองทุนชดเชย จะมีผลทำให้เก็บเงินค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้น เป็นภาระกับประชาชนส่วนใหญ่ เพื่อไปช่วยประชาชนส่วนน้อยที่ได้รับความเสียหาย ผู้ร่วมประชุม เห็นว่า ไม่คุ้มค่า และร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้มีเนื้อหาที่เปิดช่องแสวงหาผลประโยชน์ของคณะกรรมการ โดยเงินสมทบกองทุนพอกพูนตลอด เพราะไม่ต้องส่งคืนคลัง แต่เอื้อให้คณะกรรมการหาประโยชน์ เพราะอนุญาตให้ใช้เงินกองทุนได้ร้อยละ 10 ดังนั้น เงินกองทุนยิ่งโต คณะกรรมการก็มีโอกาสใช้เงินมากขึ้นตาม ซึ่งไม่น่าไว้วางใจ” นพ.เพิ่มบุญ กล่าว
      
       นพ.เพิ่มบุญ กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ ผู้ร่วมประชุมทั้งหมดมีมติ เห็นด้วยว่า หนทางช่วยเหลือผู้เสียหายที่ง่ายที่สุด คือ การแก้ไขกฎหมาย พรบ.หลักประกันสุขภาพให้ครอบคลุมประชาชนทั้งประเทศ และไปแก้กฎระเบียบการใช้เงินในมาตรา 41 ของ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพ ให้มีวงเงินสูงขึ้น ซึ่งคาดว่า เปลี่ยนจาก 200,000 บาท เป็น 1-2 ล้านบาท ซึ่งเงินในมาตรา 41 มีเพียงพออย่างแน่นอน น่าจะมีความเหมาะสมกว่าและคุ้มครองได้ทันที ถ้ารัฐบาลตัดสินใจทำ

ระบบชดเชยโดยไม่เพ่งโทษที่ตัวบุคคลของEU

ความเป็นมาเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์

เครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ มีสมาชิกทั่วประเทศหลายพันคน มีกรณีที่มีมูลมากกว่า 600 กรณี ก่อตั้งขึ้นเมื่อปีพ.ศ.2545 เกิดจากการรวมกลุ่มของคนไข้ไทยจาก 4 ประเภทหลักคือบัตรทอง, ประกันสังคม, สวัสดิการข้าราชการ และจ่ายเงินเอง ที่ได้รับความเสียหายจากการรักษาพยาบาลแต่กลับไม่มีระบบใด ๆ มารองรับ เงินช่วยเหลือเบื้องต้นตามมาตรา 41 ของบัตรทองก็ไม่สามารถบรรเทาความเสียหายระยะยาวและไม่ครอบคลุมคนไข้สิทธิอื่น พวกเราถูกทอดทิ้งให้เผชิญปัญหากันอย่างโดดเดี่ยวและมักถูกบีบบังคับให้รับการเจรจาที่ไม่เป็นธรรม เราคือเสียงที่เจ็บปวดของคนไข้ที่บริสุทธิ์


9 ปีของการรวมกลุ่มต่อสู้ ผู้เสียหายฯ ไม่มีใครอยากฟ้องแพทย์ หรือฟ้องกระทรวงสาธารณสุขพวกเราเข้าใจดีว่าความผิดพลาดเป็นของคู่กันของมนุษย์ เราต่างเห็นใจแพทย์ที่ทำงานหนัก แต่เมื่อพวกเราได้รับความเสียหายต่อชีวิตและร่างกายแล้ว กลับไม่เคยมีทางออกที่เป็นธรรมให้เราเลือกเดิน การต่อสู้ผ่านกระบวนการยุติธรรมก็เป็นการต่อสู้ที่ไม่เท่าเทียมกัน แพทย์มีอำนาจเหนือกว่าทุกด้าน แต่พวกเราก็ยืนหยัดที่จะสู้ นอกจากจะต่อสู้เพื่อญาติพี่น้องและครอบครัวแล้ว พวกเรายังร่วมกันผลักดันให้รัฐบาลจัดตั้งกองทุนชดเชยความเสียหาย เพื่อลดการฟ้องร้องต่อบุคคลากรทางการแพทย์อีกด้วย

การทำงานของเครือข่ายฯ
เป็นงานเสียสละเต็มรูปแบบ เป็นอิสระ ไม่ขึ้นกับหน่วยงานใด ลงขันกันเป็นค่าใช้จ่ายช่วยเหลือกันเองโดยมีกฎเหล็กว่าห้ามรับเงินบริจาค ห้ามเรียกรับผลประโยชน์ใด ๆ จากผู้เสียหายด้วยกันเอง ห้ามเรียกเก็บค่าหัวคิวจากทนายความ แต่มีเงื่อนไขว่า”เราช่วยคุณ คุณต้องช่วยสังคม” เป้าหมายหลักคือ
  1. ให้คำปรึกษา ให้กำลังใจและช่วยเหลือเพื่อนผู้เสียหาย ให้ได้รับความเป็นธรรม จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนช่วยนำคดีเข้าสู่ศาลเป็นลำดับสุดท้าย
  2. ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของวงการแพทย์ไทยในระดับนโยบาย เช่นผลักดันร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ., ผลักดันให้แพทยสภามีคนนอก, ผลักดันให้มีการแก้ไขกฎหมายเรื่องเวชระเบียนให้ผู้เสียหายสามารถเข้าถึงได้อย่างทันท่วงที ฯลฯ
เป้าหมาย
ผลักดันร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ...สำเร็จ เมื่อคนไข้ไทยมีที่พึ่งแล้ว เราจะประกาศเลิกเครือข่ายทันที

สถานการณ์ปัญหา
หลายกรณีที่แพทยสภามีมติว่าเป็น คดีไม่มีมูล แต่เมื่อเราพึ่งกระบวนการยุติธรรมศาลพิพากษาให้ชนะ เมื่อพวกเราเริ่มได้รับความเป็นธรรม หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เริ่มทำทุกวิถีทางที่จะเอาชนะคนไข้แม้จะไม่ถูกต้อง เพื่อป้องกันการฟ้องร้อง ทำให้เกิดวิกฤตศรัทธาต่อแพทยสภา และเกิดความขัดแย้งระหว่างแพทย์กับผู้ป่วยขึ้นอย่างรุนแรง การแสวงหาความเป็นธรรมของผู้เสียหายฯ ต้องพบกับปัญหาและอุปสรรคหนักขึ้นไปอีก ดังต่อไปนี้

ปัญาเรื่องเวชระเบียน
เวชระเบียน คือหลักฐานเดียวในที่เกิดเหตุแต่อยู่ในมือสถานพยาบาล ผู้เสียหายฯไม่สามารถขอสำเนาเวชระเบียนเพื่อนำไปตรวจสอบได้อย่างทันท่วงที ทั้งที่มีสิทธิตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ, พรบ.สุขภาพแห่งชาติ, พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ, พรบ.สถานพยาบาล, และตามคำประกาศสิทธิของผู้ป่วยข้อที่ 9แต่กฎหมายต่าง ๆ เหล่านั้นกลับไม่มีผลในการบังคับใช้ สถานพยาบาลมักกระทำดังต่อไปนี้
1. อ้างคำพูดของนายกแพทยสภาว่า เวชระเบียนเป็นสมบัติของโรงพยาบาลให้ไม่ได้ ทั้งที่ผู้เสียหาย
ต้องการเพียงคัดถ่ายสำเนา ไม่ได้ต้องการตัวจริง

2. ทำรายงานสรุปให้ ซึ่งมักเป็นเท็จขัดต่อข้อเท็จจริง

3. ให้เพียงบางส่วน ดึงส่วนสำคัญออก กว่าจะร้องเรียนผ่านหน่วยงานก็ใช้เวลานานเอื้อให้มีการแก้ไข
ต้นฉบับยากแก่การตรวจสอบ


4. การแจ้งความเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไปขอเวชระเบียนให้ มักเป็นไปด้วยความลำบาก

5. มักอ้างว่าเวชระเบียนหาย การต่อสู้คดีโดยไม่มีเวชระเบียนแทบไม่มีหนทางสู้

6. มักท้าทายให้เอาหมายศาลไปขอ ทั้งที่ผู้เสียหายต้องการเพียงตรวจสอบข้อเท็จจริง

7. ตั้งเงื่อนไขให้ผู้เสียหายฯพาแพทย์ที่รู้จักไปพบ แล้วจะอ่านเวชระเบียนให้ฟังว่าโรงพยาบาลไม่ผิด
อย่างไร ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ผู้เสียหายทำไม่ได้

8. คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารฯ เคยประชุมร่วมกับเครือข่ายฯ ยอมรับว่าไม่มีอำนาจบังคับ ไม่มีอำนาจ
ลงโทษ

9. ปัจจุบันมีการบันทึกเวชระเบียนด้วยคอมพิวเตอร์กันอย่างแพร่หลาย ซึ่งง่ายต่อการแก้ไข

ปัญหากับแพทยสภา
1. มักมีมติว่าเรื่องร้องเรียนของคนไข้เป็น”คดีไม่มีมูล” หลายคดีคนไข้นำไปฟ้องศาลกลายเป็นคดีมีมูล
ศาลให้คนไข้ชนะ

2. แพทยสภากับหน่วยงานร่วมมือกันตั้งทีมทนาย, ทีมแพทย์ที่จบกฎหมาย รวมทั้งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจาก
ราชวิทยาลัยฯ เอาไว้ช่วยแพทย์ที่ถูกฟ้องโดยตรง มีการประกาศอย่างเปิดเผยรับสมัครแพทย์ที่จบ
กฎหมายเข้าไปทำงานร่วมทีมจำนวนมาก

3. ส่งเสริมให้แพทย์ที่มีวี่แววว่าจะถูกคนไข้ตรวจสอบ ส่งเวชระเบียนให้ทีมกฎหมายของแพทยสภาที่ตั้ง
ขึ้นเพื่อช่วยเหลือแพทย์เพื่อตรวจสอบก่อน แต่ผู้เสียหายฯ ขอกลับไม่ยอมให้

4. จัดอบรมวิธีเขียนเวชระเบียนเพื่อป้องกันการฟ้องร้อง สอนให้นำบันทึกพยาบาล และบันทึกของแพทย์
เอาไปไว้หน้าเดียวกัน เพื่อง่ายแก่การตรวจสอบว่าสอดคล้องกันหรือไม่ เนื่องจากหลายคดีที่แพทย์แพ้คดี
เพราะรายงานพยาบาลขัดกับรายงานแพทย์

5. จัดอบรมการเบิกความเป็นพยานในศาลให้กับแพทย์ โดยเชิญผู้พิพากษา, อัยการ, ทนายความและ
บุคคลากรทางการแพทย์เข้าร่วมด้วย โดยไม่มีการเชิญภาคประชาชนเข้าร่วมแม้แต่ครั้งเดียว

6. แพทยสภาส่งผู้แทนเข้าพบผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อขอความร่วมมือว่าก่อนรับแจ้งความจาก
คนไข้ต้องขอความเห็นแพทยสภาก่อน ซึ่งสตช.ให้ความร่วมมือออกหนังสือถึงสถานีตำรวจทั่วประเทศ
เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2549ให้ถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เมื่อตำรวจขอความเห็น แพทยสภาใช้เวลาเพียง
3-6 เดือนก็รีบชี้มูล โดยไม่มีการเรียกผู้เสียหายไปชี้แจงทุกคดีไม่มีมูลแทบทั้งสิ้น ขณะที่ผู้เสียหายร้อง
เรียน 3-8 ปีก็ไม่ชี้มูล

7. แพทยสภามีความพยายามออกฎหมายไม่ให้มีการฟ้องคดีอาญาแพทย์



8. แพทยสภามีพฤติกรรมแทรกแซงสื่อ ปิดกั้นช่องทางร้องเรียนหาความเป็นธรรมของผู้เสียหาย ดังเหตุการณ์ต่อไปนี้ “เมื่อคนไข้พบทางตัน จึงหันไปพึ่งสื่อเปิดโปงความไม่ชอบมาพากลของแพทยสภา เรื่องถูกละเมิดสิทธิเรื่องเวชระเบียน ผ่านรายการโทรทัศน์ขบวนการแก้โกงช่อง 9 อสมท. มีการอัดเทปไว้ 2 ตอน เมื่อตอนที่หนึ่งออกอากาศ แพทยสภาจัดทีมไปล็อบบี้ช่อง 9 อสมท.ไม่ให้มีการออกอากาศตอนที่ 2 ให้สังคมได้รับรู้ และได้นำคณะกรรมการแพทยสภาไปออกรายการสดแทน แม้เราจะพยายามชี้แจงกับทางผอ.ช่อง 9 อสมท.แต่ก็ไม่ได้ผล

ขณะเดียวกันทางโรงพยาบาลคู่กรณีก็ไปยื่นคำร้องขอให้ศาลปกครองออกคำสั่งปิดปากผู้เสียหายที่ไปร่วมออกรายการ ซึ่งศาลปกครองได้มีคำพิพากษายกคำร้อง ว่าตลอดรายการมิได้มีการกล่าวถ้อยคำระบุชื่อโรงพยาบาลให้ปรากฏ กรณีจึงไม่มีความจำเป็นที่ศาลจะต้องใช้อำนาจในการออกข้อกำหนดใด ๆ จึงให้ยกคำร้อง แต่ก็มีการปลดรายการ ขบวนการแก้โกง ออกจากผังรายการของช่อง 9

เป็นเรื่องน่าเศร้าใจที่ชาวบ้านไม่สามารถต่อกรกับกลุ่มผลประโยชน์ได้ โดยเฉพาะกลุ่มแพทยสภาที่มีอำนาจเงินซื้อเวลาของสถานีโทรทัศน์ และเป็นผู้สปอนเซอร์บางรายการได้ เกี่ยวเนื่องกับเรื่องนี้ ต่อมารายการตาสว่าง ซึ่งเป็นรายการสด และออกอากาศทางช่อง 9 อสมท.เช่นกัน ได้ติดต่อให้เครือข่ายฯ ไปออกรายการ มีการนัดเวลากันแล้ว แต่ก็ถูกแพทยสภาไปล็อบบี้ทางช่อง 9 ไม่ให้พวกเราได้ออกรายการอีก พวกเรารู้สึกว่าแพทยสภาคือมาเฟียวงการแพทย์คือผู้มีอิทธิพลสามารถสั่งสื่อได้ ทั้งที่แพทยสภาควรทำหน้าให้ความเป็นธรรมกับผู้เสียหายฯ แต่กลับละเมิดสิทธิผู้เสียหายฯ ทุกวิถีทาง

9. แพทยสภาคัดค้านร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ...ทั้งที่ตนเองก็ไม่
สามารถให้ความเป็นธรรมกับคนไข้ได้

ปัญหาเมื่อนำคดีเข้าสู่ศาล
  1. มีค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดีสูง
  2. หาพยานทางการแพทย์ได้ยาก
  3. หาทนายความที่ถนัดคดีทางการแพทย์ได้ยาก
  4. ระยะเวลาในการต่อสู้คดียาวนาน
  5. ภาระการพิสูจน์ว่าแพทย์ผิดหรือไม่ ตกเป็นของฝ่ายผู้เสียหาย
  6. ค่าชดเชยที่ได้รับมักไม่คุ้มกับเวลาที่รอคอยและความเสียหายที่เกิดขึ้น
  7. ผู้เสียหายฯ หาแพทย์ไปเป็นพยานในศาลแทบไม่มี
  8. มีแพทย์บางท่านยอมเบิกความเป็นพยานให้ผู้เสียหายฯ แต่กลับมีกรรมการแพทยสภาบางท่านที่จบกฎหมายตามประกบพยานท่านนั้นในศาล จึงยากที่แพทย์ท่านนั้นจะกล้าเบิกความช่วยผู้เสียหายต่อหน้ากรรมการแพทยสภา
  9. พยานทางการแพทย์ฝ่ายผู้เสียหายฯ ที่มีอยู่ไม่กี่ท่าน ถูกข่มขู่ คุกคาม และล่าสุดถึงกับถูกทำร้ายร่างกาย เพื่อไม่ให้ไปเป็นพยานในศาลช่วยคนไข้ หลายครั้งถูกแพทย์คู่กรณีของผู้เสียหายฟ้องว่าเบิกความเท็จและหมิ่นประมาท ฝ่ายผู้เสียหายจึงแทบไม่มีที่พึ่ง
  10. พยานฝ่ายแพทย์และโรงพยาบาลส่วนใหญ่มักจะมาจากราชวิทยาลัยฯ ซึ่งมักจะรู้จักคุ้นเคยและเกื้อกูลกันระหว่างแพทย์เป็นอย่างยิ่ง
  11. นายกแพทยสภานำทีมไปเบิกความช่วยแพทย์เกือบแทบทุกคดี ทำให้ผู้เสียหายแทบไม่มีทางสู้ เริ่มแพ้คดีติดกันหลายคดี ทั้งที่ความเสียหายนั้นชัดเจน
  12. มีการส่งเสริมให้มีการฟ้องกลับผู้เสียหาย และปฏิเสธการรักษาผู้เสียหายที่ลุกขึ้นเรียกร้องสิทธิมากขึ้น
หลายปีที่ผ่านมา มีการประชุมหาทางออกร่วมกันระหว่างเครือข่ายฯ กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายครั้ง แต่ความขัดแย้งกลับบานปลายมากขึ้น เนื่องจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่มีความจริงใจในการแก้ไขปัญหา
เครือข่ายฯ เสนอทางออก
1. ตั้งกองทุนชดเชยความเสียหาย ครอบคลุมทุกสิทธิ์ทั้งสถานพยาบาลของรัฐและเอกชน
2. ตั้งองค์กรกลางที่เป็นที่ยอมรับจากทั้งฝ่ายแพทย์และฝ่ายคนไข้ทำหน้าที่พิจารณาการชดเชยที่เป็น
    ธรรม
  1. นำโครงการความปลอดภัยของคนไข้โดยคนไข้มีส่วนร่วม - Patient for Patient Safetyขององค์การอนามัยโลก (WHO) มาใช้ คือการนำความเสียหายไปเป็นบทเรียนสอนบุคคลากรทางการแพทย์และให้ความรู้กับประชาชน ป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำ ซึ่งจะสามารถรักษาชีวิตคนไข้และลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจของชาติได้อย่างมหาศาล
  2. ขอให้มีการแก้ไขกฏหมายเรื่องเวชระเบียน ให้ผู้เสียหายหรือญาติมีสิทธิได้รับสำเนาเวชระเบียนที่ครบถ้วนในทันทีที่ร้องขอโดยปราศจากเงื่อนไข, เพิ่มบทลงโทษทางอาญาหากมีการแก้ไข, ทำลาย, ทำขึ้นใหม่,ซ่อนเร้น หรืออ้างว่าสูญหาย รวมทั้งให้กำหนดรูปแบบการบันทึกเวชระเบียนให้เป็นแบบเดียวกันทั้งประเทศ หากบันทึกด้วยคอมพิวเตอร์ให้มีหน่วยกลางงานกำกับดูแลอย่างเป็นระบบ
  1. ขอให้มีการแก้ไขร่างพรบ.วิชาชีพเวชกรรม ฉบับปีพ.ศ.2525 ดังต่อไปนี้
5.1  ลดจำนวนกรรมการแพทยสภาลงเพื่อให้เกิดความคล่องตัวและเพิ่มคนนอกเข้าไปเป็น
       กรรมการเพื่อคานอำนาจ

5.2. กำหนดให้นายกแพทยสภา อุปนายกแพทยสภา เลขาธิการ และรองเลขาธิการ ต้องไม่เป็นผู้
       บริหารหน่วยงานหรือองค์กรที่มีวัตถุประสงค์และการดำเนินการที่อาจขัดแย้งต่อการทำหน้าที่
       คุ้มครองสวัสดิภาพของประชาชน ตามวัตถุประสงค์ของแพทยสภา

5.3. กำหนดให้ข้อบังคับใด ๆ ที่มีผลกระทบต่อการคุ้มครองสวัสดิภาพของประชาชน ต้องเปิดให้มี
        การรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนอย่างกว้างขวางก่อน

ผลจากการเคลื่อนไหวเรียกร้อง
อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นพ.มงคล ณ สงขลา มีคำสั่งให้ยกร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข โดยมีตัวแทนจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมในการยกร่าง ข้อเสนอของเครือข่ายฯ ข้อที่ 1-3 ได้รับการบรรจุอยู่ในร่างพรบ.ฉบับนี้ด้วย ครม.มีมติรับหลักการเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2550 คณะกรรมการกฤษฎีกาใช้เวลานานถึง 11 เดือนในการพิจารณาแล้วเสร็จเมื่อ 7 เมษายน 2552 ตัวแทนเครือข่ายฯ และตัวแทนฝ่ายวิชาชีพและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมโดยไม่เคยขาดแม้แต่ครั้งเดียว



สถานการณ์ พรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ
เดือนกันยายน 2553
ร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ ได้รับการบรรจุเป็นวาระในสภาฯ แต่มีแพทย์แต่งชุดดำออกมาประท้วง รัฐบาลแนะทางออกให้กระทรวงสาธารณสุขเป็นเจ้าภาพจัดประชุมเพื่อหาข้อสรุปร่วมแล้วจะเดินหน้าพิจารณาร่างพรบ.ตามวาระต่อไป ซึ่งการประชุมได้ดำเนินไปหลายครั้งด้วยความยากยิ่งมีการสลับการเดินออกห้องประชุมบ้าง ไม่เข้าร่วมประชุมบ้าง แต่เครือข่ายฯ ก็ยืนหยัดเข้าร่วมประชุมทุกครั้งไม่เคยขาด จนนัดสุดท้ายของการประชุมคือวันที่ 15 ตุลาคม 2553



5 ตุลาคม 2553
เครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ ร่วมกับเครือข่ายภาคประชาชน และองค์กรคุ้มครองผู้บริโภคต่าง ๆ ได้รวมตัวกันเคลื่อนไหวเรียกร้องให้รัฐบาลเดินหน้าหยิบยกร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ ขึ้นพิจารณา

14 ตุลาคม 2553
นายวิทยา แก้วภราดัย ประธานวิปรัฐบาลได้ประกาศชะลอการพิจารณาร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ

15 ตุลาคม 2553
นางปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนา ประธานเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ และนางภิญญามาศ โยธี สมาชิกเครือข่ายฯ ได้โกนศีรษะประท้วงรัฐบาล

20 ตุลาคม 2553
นายกรัฐมนตรีได้ยืนยันกับเครือข่ายฯ ณ อาคารรัฐสภา ว่าไม่ถอนและไม่ชะลอร่างพรบ.ค้มครองผู้เสียหายฯ สิ่งไหนที่ผมทำไม่ได้จะไม่รับปาก คงจะไม่ทันในสมัยประชุมนี้

22 พฤศจิกายน 2553
นายกรัฐมนตรีได้ให้คำมั่นสัญญากับเครือข่ายฯ ณ ที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ ว่าจะนำร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายเข้าสภาในเดือนกุมภาพันธ์อย่างแน่นอน

21 กุมภาพันธ์ 2554
เครือข่ายฯ ได้ไปยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาล ว่าได้โปรดอย่าลืมคำมั่นสัญญาที่เคยให้ไว้กับประชาชน

24 กุมภาพันธ์ 2554
เป็นการประชุมสภานัดสุดท้ายของเดือนกุมภาพันธ์ ปรากฏว่ารัฐบาลไม่ได้หยิบยกร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ เข้าพิจารณาแต่อย่างใด

25 กุมภาพันธ์ 2554
นางปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนา ไปนั่งปักหลักประท้วงบริเวณหน้ารัฐสภา

26 กุมภาพันธ์ 2554
ตำรวจร่วมร้อยนายรื้อเต็นท์ ขอพื้นที่การชุมนุมคืน

28 กุมภาพันธ์ 2554
นางปรียนันท์นำสมาชิกเครือข่ายพบนายกรัฐมนตรีที่พรรคประชาธิปัตย์ นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่าจะไม่ถอนจะไม่ชะลอการพิจารณาร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ พร้อมแนะนำให้หารือขอการสนับสนุนจากทุกพรรคการเมือง หากทุกพรรคการเมืองเห็นด้วย ก็สามารถเร่งหยิบขี้นพิจารณาได้ทันที ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ทำไม่ได้

7 มี.ค.54
เครือข่ายฯ ทำหนังสือถึงพรรคการเมือง เพื่อขอเข้าชี้แจงและขอแรงสนับสนุนร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ ตามที่นายกรัฐมนตรีแนะนำ แต่ไม่ได้รับการตอบรับที่ดี มีเพียงพรรคการเมืองเดียวที่ให้โอกาสในการเข้าชี้แจง

ขณะนี้ร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ กลายเป็นวาระค้างอยู่ในสภาฯ ในยุครัฐบาลก่อน  ไม่ได้รับการหยิบยกขึ้นพิจารณาหรือพูดถึงแต่อย่างใด ทั้งที่นายกรัฐมนตรีรับปากถึงสองครั้ง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขยืนยันว่าจะผลักดันล้านเปอร์เซนต์

8-10 สิงหาคม 2554
ในหลวงทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ และให้คณะรัฐมนตรีใหม่เข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาน

หมายเหตุ
กฎหมายรัฐธรรมนูญ ม.153 กำหนดให้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ลงนามรับรองร่างพรบ. ที่เป็นวาระค้างพิจารณาในสภาฯ ภายใน 60 วันหลังได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง  ร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ.. เป็นวาระค้างพิจารณาอยู่ในสภาฯ แล้ว  หากนายกรัฐมนตรีไม่ลงนามรับรอง  ร่างพรบ.จะตกไปทันที  ความพยายามของคนไข้ที่เรียกร้องกันมานานด้วยความยากลำบากถึง 9 ปี คงสูญเปล่าและต้องนับหนึ่งใหม่


หมายเหตุ
การมีส่วนร่วมพัฒนาระบบป้องกันความเสียหาย
ตั้งแต่ปี 2545 องค์การอนามัยโลกมีนโยบาย ส่งเสริมให้มีการนำเอาความผิดพลาดมาเปิดเผย เป็นบทเรียนแก่บุคลากรทางการแพทย์ และให้ความรู้กับประชาชน เป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ เป็นหลักการที่ยอมรับโดยสากลว่า สามารถลดสาเหตุการตายจากความผิดพลาดทางการแพทย์ และลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจของชาติได้อย่างมหาศาล

หลายปีที่ผ่านมาเครือข่ายฯ ได้มีส่วนผลักดันเรื่องความปลอดภัยของคนไข้มาโดยตลอด ด้วยการไปเป็นวิทยากรพิเศษบรรยายให้นักศึกษาแพทย์, เภสัช, และนักศึกษาคณะต่าง ๆ ตลอดจนหน่วยงานสาธารณะต่าง ๆ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ในสาขาต่าง ๆ ให้มีคุณธรรม จริยธรรม ได้ผลเป็นที่พอใจแก่ทุกฝ่าย ในการรื้อฟื้นบรรยากาศแห่งความเข้าอกเข้าใจและเอื้ออาทรต่อกันในสังคม ระหว่างบุคคลากรทางการแพทย์และคนไข้ผู้บริโภค แต่ก็ถูกกรรมการแพทยสภาบางท่านวิ่งเต้นขอไม่ให้เครือข่ายฯ ได้เข้าไปบรรยายอีก

เครือข่ายฯ มีความคาดหวังอย่างยิ่งว่า หากพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯมีผลบังคับใช้ในเร็ววัน โครงการความปลอดภัยของคนไข้ที่บรรจุอยู่ในร่างพรบ.ดังกล่าว ก็จะถูกนำไปปฏิบัติอย่างกว้างขวางจริงจัง บุคลากรทางการแพทย์ก็จะได้เรียนรู้จากความผิดพลาด เป็นการยกระดับมาตรฐานวิชาชีพ คนไข้ไทยจะได้ปลอดภัยไม่ต้องเสียชีวิต หรือพิการจากความผิดพลาดทางการแพทย์ให้เป็นปัญหาสังคมอีกต่อไป บุคลากรทางการแพทย์ก็จะทำงานได้อย่างมีความสุข ความสัมพันธ์อันดีระหว่างแพทย์กับคนไข้คงจะกลับมาในเวลาอันไม่ช้า

สถานการณ์ร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ กับรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

คลิบวิดีโอเรียกร้องพรบ.คุ้มครองผู้เสียหาย

คลิปสร้างกำลังใจ