ทุกคำถามเกี่ยวกับร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ นพ.วิชัย โชควิวัฒน มีคำตอบ

ความเป็นมาเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์

เครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ มีสมาชิกทั่วประเทศหลายพันคน มีกรณีที่มีมูลมากกว่า 600 กรณี ก่อตั้งขึ้นเมื่อปีพ.ศ.2545 เกิดจากการรวมกลุ่มของคนไข้ไทยจาก 4 ประเภทหลักคือบัตรทอง, ประกันสังคม, สวัสดิการข้าราชการ และจ่ายเงินเอง ที่ได้รับความเสียหายจากการรักษาพยาบาลแต่กลับไม่มีระบบใด ๆ มารองรับ เงินช่วยเหลือเบื้องต้นตามมาตรา 41 ของบัตรทองก็ไม่สามารถบรรเทาความเสียหายระยะยาวและไม่ครอบคลุมคนไข้สิทธิอื่น พวกเราถูกทอดทิ้งให้เผชิญปัญหากันอย่างโดดเดี่ยวและมักถูกบีบบังคับให้รับการเจรจาที่ไม่เป็นธรรม เราคือเสียงที่เจ็บปวดของคนไข้ที่บริสุทธิ์


9 ปีของการรวมกลุ่มต่อสู้ ผู้เสียหายฯ ไม่มีใครอยากฟ้องแพทย์ หรือฟ้องกระทรวงสาธารณสุขพวกเราเข้าใจดีว่าความผิดพลาดเป็นของคู่กันของมนุษย์ เราต่างเห็นใจแพทย์ที่ทำงานหนัก แต่เมื่อพวกเราได้รับความเสียหายต่อชีวิตและร่างกายแล้ว กลับไม่เคยมีทางออกที่เป็นธรรมให้เราเลือกเดิน การต่อสู้ผ่านกระบวนการยุติธรรมก็เป็นการต่อสู้ที่ไม่เท่าเทียมกัน แพทย์มีอำนาจเหนือกว่าทุกด้าน แต่พวกเราก็ยืนหยัดที่จะสู้ นอกจากจะต่อสู้เพื่อญาติพี่น้องและครอบครัวแล้ว พวกเรายังร่วมกันผลักดันให้รัฐบาลจัดตั้งกองทุนชดเชยความเสียหาย เพื่อลดการฟ้องร้องต่อบุคคลากรทางการแพทย์อีกด้วย

การทำงานของเครือข่ายฯ
เป็นงานเสียสละเต็มรูปแบบ เป็นอิสระ ไม่ขึ้นกับหน่วยงานใด ลงขันกันเป็นค่าใช้จ่ายช่วยเหลือกันเองโดยมีกฎเหล็กว่าห้ามรับเงินบริจาค ห้ามเรียกรับผลประโยชน์ใด ๆ จากผู้เสียหายด้วยกันเอง ห้ามเรียกเก็บค่าหัวคิวจากทนายความ แต่มีเงื่อนไขว่า”เราช่วยคุณ คุณต้องช่วยสังคม” เป้าหมายหลักคือ
  1. ให้คำปรึกษา ให้กำลังใจและช่วยเหลือเพื่อนผู้เสียหาย ให้ได้รับความเป็นธรรม จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนช่วยนำคดีเข้าสู่ศาลเป็นลำดับสุดท้าย
  2. ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของวงการแพทย์ไทยในระดับนโยบาย เช่นผลักดันร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ., ผลักดันให้แพทยสภามีคนนอก, ผลักดันให้มีการแก้ไขกฎหมายเรื่องเวชระเบียนให้ผู้เสียหายสามารถเข้าถึงได้อย่างทันท่วงที ฯลฯ
เป้าหมาย
ผลักดันร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ...สำเร็จ เมื่อคนไข้ไทยมีที่พึ่งแล้ว เราจะประกาศเลิกเครือข่ายทันที

สถานการณ์ปัญหา
หลายกรณีที่แพทยสภามีมติว่าเป็น คดีไม่มีมูล แต่เมื่อเราพึ่งกระบวนการยุติธรรมศาลพิพากษาให้ชนะ เมื่อพวกเราเริ่มได้รับความเป็นธรรม หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เริ่มทำทุกวิถีทางที่จะเอาชนะคนไข้แม้จะไม่ถูกต้อง เพื่อป้องกันการฟ้องร้อง ทำให้เกิดวิกฤตศรัทธาต่อแพทยสภา และเกิดความขัดแย้งระหว่างแพทย์กับผู้ป่วยขึ้นอย่างรุนแรง การแสวงหาความเป็นธรรมของผู้เสียหายฯ ต้องพบกับปัญหาและอุปสรรคหนักขึ้นไปอีก ดังต่อไปนี้

ปัญาเรื่องเวชระเบียน
เวชระเบียน คือหลักฐานเดียวในที่เกิดเหตุแต่อยู่ในมือสถานพยาบาล ผู้เสียหายฯไม่สามารถขอสำเนาเวชระเบียนเพื่อนำไปตรวจสอบได้อย่างทันท่วงที ทั้งที่มีสิทธิตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ, พรบ.สุขภาพแห่งชาติ, พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ, พรบ.สถานพยาบาล, และตามคำประกาศสิทธิของผู้ป่วยข้อที่ 9แต่กฎหมายต่าง ๆ เหล่านั้นกลับไม่มีผลในการบังคับใช้ สถานพยาบาลมักกระทำดังต่อไปนี้
1. อ้างคำพูดของนายกแพทยสภาว่า เวชระเบียนเป็นสมบัติของโรงพยาบาลให้ไม่ได้ ทั้งที่ผู้เสียหาย
ต้องการเพียงคัดถ่ายสำเนา ไม่ได้ต้องการตัวจริง

2. ทำรายงานสรุปให้ ซึ่งมักเป็นเท็จขัดต่อข้อเท็จจริง

3. ให้เพียงบางส่วน ดึงส่วนสำคัญออก กว่าจะร้องเรียนผ่านหน่วยงานก็ใช้เวลานานเอื้อให้มีการแก้ไข
ต้นฉบับยากแก่การตรวจสอบ


4. การแจ้งความเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไปขอเวชระเบียนให้ มักเป็นไปด้วยความลำบาก

5. มักอ้างว่าเวชระเบียนหาย การต่อสู้คดีโดยไม่มีเวชระเบียนแทบไม่มีหนทางสู้

6. มักท้าทายให้เอาหมายศาลไปขอ ทั้งที่ผู้เสียหายต้องการเพียงตรวจสอบข้อเท็จจริง

7. ตั้งเงื่อนไขให้ผู้เสียหายฯพาแพทย์ที่รู้จักไปพบ แล้วจะอ่านเวชระเบียนให้ฟังว่าโรงพยาบาลไม่ผิด
อย่างไร ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ผู้เสียหายทำไม่ได้

8. คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารฯ เคยประชุมร่วมกับเครือข่ายฯ ยอมรับว่าไม่มีอำนาจบังคับ ไม่มีอำนาจ
ลงโทษ

9. ปัจจุบันมีการบันทึกเวชระเบียนด้วยคอมพิวเตอร์กันอย่างแพร่หลาย ซึ่งง่ายต่อการแก้ไข

ปัญหากับแพทยสภา
1. มักมีมติว่าเรื่องร้องเรียนของคนไข้เป็น”คดีไม่มีมูล” หลายคดีคนไข้นำไปฟ้องศาลกลายเป็นคดีมีมูล
ศาลให้คนไข้ชนะ

2. แพทยสภากับหน่วยงานร่วมมือกันตั้งทีมทนาย, ทีมแพทย์ที่จบกฎหมาย รวมทั้งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจาก
ราชวิทยาลัยฯ เอาไว้ช่วยแพทย์ที่ถูกฟ้องโดยตรง มีการประกาศอย่างเปิดเผยรับสมัครแพทย์ที่จบ
กฎหมายเข้าไปทำงานร่วมทีมจำนวนมาก

3. ส่งเสริมให้แพทย์ที่มีวี่แววว่าจะถูกคนไข้ตรวจสอบ ส่งเวชระเบียนให้ทีมกฎหมายของแพทยสภาที่ตั้ง
ขึ้นเพื่อช่วยเหลือแพทย์เพื่อตรวจสอบก่อน แต่ผู้เสียหายฯ ขอกลับไม่ยอมให้

4. จัดอบรมวิธีเขียนเวชระเบียนเพื่อป้องกันการฟ้องร้อง สอนให้นำบันทึกพยาบาล และบันทึกของแพทย์
เอาไปไว้หน้าเดียวกัน เพื่อง่ายแก่การตรวจสอบว่าสอดคล้องกันหรือไม่ เนื่องจากหลายคดีที่แพทย์แพ้คดี
เพราะรายงานพยาบาลขัดกับรายงานแพทย์

5. จัดอบรมการเบิกความเป็นพยานในศาลให้กับแพทย์ โดยเชิญผู้พิพากษา, อัยการ, ทนายความและ
บุคคลากรทางการแพทย์เข้าร่วมด้วย โดยไม่มีการเชิญภาคประชาชนเข้าร่วมแม้แต่ครั้งเดียว

6. แพทยสภาส่งผู้แทนเข้าพบผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อขอความร่วมมือว่าก่อนรับแจ้งความจาก
คนไข้ต้องขอความเห็นแพทยสภาก่อน ซึ่งสตช.ให้ความร่วมมือออกหนังสือถึงสถานีตำรวจทั่วประเทศ
เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2549ให้ถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เมื่อตำรวจขอความเห็น แพทยสภาใช้เวลาเพียง
3-6 เดือนก็รีบชี้มูล โดยไม่มีการเรียกผู้เสียหายไปชี้แจงทุกคดีไม่มีมูลแทบทั้งสิ้น ขณะที่ผู้เสียหายร้อง
เรียน 3-8 ปีก็ไม่ชี้มูล

7. แพทยสภามีความพยายามออกฎหมายไม่ให้มีการฟ้องคดีอาญาแพทย์



8. แพทยสภามีพฤติกรรมแทรกแซงสื่อ ปิดกั้นช่องทางร้องเรียนหาความเป็นธรรมของผู้เสียหาย ดังเหตุการณ์ต่อไปนี้ “เมื่อคนไข้พบทางตัน จึงหันไปพึ่งสื่อเปิดโปงความไม่ชอบมาพากลของแพทยสภา เรื่องถูกละเมิดสิทธิเรื่องเวชระเบียน ผ่านรายการโทรทัศน์ขบวนการแก้โกงช่อง 9 อสมท. มีการอัดเทปไว้ 2 ตอน เมื่อตอนที่หนึ่งออกอากาศ แพทยสภาจัดทีมไปล็อบบี้ช่อง 9 อสมท.ไม่ให้มีการออกอากาศตอนที่ 2 ให้สังคมได้รับรู้ และได้นำคณะกรรมการแพทยสภาไปออกรายการสดแทน แม้เราจะพยายามชี้แจงกับทางผอ.ช่อง 9 อสมท.แต่ก็ไม่ได้ผล

ขณะเดียวกันทางโรงพยาบาลคู่กรณีก็ไปยื่นคำร้องขอให้ศาลปกครองออกคำสั่งปิดปากผู้เสียหายที่ไปร่วมออกรายการ ซึ่งศาลปกครองได้มีคำพิพากษายกคำร้อง ว่าตลอดรายการมิได้มีการกล่าวถ้อยคำระบุชื่อโรงพยาบาลให้ปรากฏ กรณีจึงไม่มีความจำเป็นที่ศาลจะต้องใช้อำนาจในการออกข้อกำหนดใด ๆ จึงให้ยกคำร้อง แต่ก็มีการปลดรายการ ขบวนการแก้โกง ออกจากผังรายการของช่อง 9

เป็นเรื่องน่าเศร้าใจที่ชาวบ้านไม่สามารถต่อกรกับกลุ่มผลประโยชน์ได้ โดยเฉพาะกลุ่มแพทยสภาที่มีอำนาจเงินซื้อเวลาของสถานีโทรทัศน์ และเป็นผู้สปอนเซอร์บางรายการได้ เกี่ยวเนื่องกับเรื่องนี้ ต่อมารายการตาสว่าง ซึ่งเป็นรายการสด และออกอากาศทางช่อง 9 อสมท.เช่นกัน ได้ติดต่อให้เครือข่ายฯ ไปออกรายการ มีการนัดเวลากันแล้ว แต่ก็ถูกแพทยสภาไปล็อบบี้ทางช่อง 9 ไม่ให้พวกเราได้ออกรายการอีก พวกเรารู้สึกว่าแพทยสภาคือมาเฟียวงการแพทย์คือผู้มีอิทธิพลสามารถสั่งสื่อได้ ทั้งที่แพทยสภาควรทำหน้าให้ความเป็นธรรมกับผู้เสียหายฯ แต่กลับละเมิดสิทธิผู้เสียหายฯ ทุกวิถีทาง

9. แพทยสภาคัดค้านร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ...ทั้งที่ตนเองก็ไม่
สามารถให้ความเป็นธรรมกับคนไข้ได้

ปัญหาเมื่อนำคดีเข้าสู่ศาล
  1. มีค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดีสูง
  2. หาพยานทางการแพทย์ได้ยาก
  3. หาทนายความที่ถนัดคดีทางการแพทย์ได้ยาก
  4. ระยะเวลาในการต่อสู้คดียาวนาน
  5. ภาระการพิสูจน์ว่าแพทย์ผิดหรือไม่ ตกเป็นของฝ่ายผู้เสียหาย
  6. ค่าชดเชยที่ได้รับมักไม่คุ้มกับเวลาที่รอคอยและความเสียหายที่เกิดขึ้น
  7. ผู้เสียหายฯ หาแพทย์ไปเป็นพยานในศาลแทบไม่มี
  8. มีแพทย์บางท่านยอมเบิกความเป็นพยานให้ผู้เสียหายฯ แต่กลับมีกรรมการแพทยสภาบางท่านที่จบกฎหมายตามประกบพยานท่านนั้นในศาล จึงยากที่แพทย์ท่านนั้นจะกล้าเบิกความช่วยผู้เสียหายต่อหน้ากรรมการแพทยสภา
  9. พยานทางการแพทย์ฝ่ายผู้เสียหายฯ ที่มีอยู่ไม่กี่ท่าน ถูกข่มขู่ คุกคาม และล่าสุดถึงกับถูกทำร้ายร่างกาย เพื่อไม่ให้ไปเป็นพยานในศาลช่วยคนไข้ หลายครั้งถูกแพทย์คู่กรณีของผู้เสียหายฟ้องว่าเบิกความเท็จและหมิ่นประมาท ฝ่ายผู้เสียหายจึงแทบไม่มีที่พึ่ง
  10. พยานฝ่ายแพทย์และโรงพยาบาลส่วนใหญ่มักจะมาจากราชวิทยาลัยฯ ซึ่งมักจะรู้จักคุ้นเคยและเกื้อกูลกันระหว่างแพทย์เป็นอย่างยิ่ง
  11. นายกแพทยสภานำทีมไปเบิกความช่วยแพทย์เกือบแทบทุกคดี ทำให้ผู้เสียหายแทบไม่มีทางสู้ เริ่มแพ้คดีติดกันหลายคดี ทั้งที่ความเสียหายนั้นชัดเจน
  12. มีการส่งเสริมให้มีการฟ้องกลับผู้เสียหาย และปฏิเสธการรักษาผู้เสียหายที่ลุกขึ้นเรียกร้องสิทธิมากขึ้น
หลายปีที่ผ่านมา มีการประชุมหาทางออกร่วมกันระหว่างเครือข่ายฯ กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายครั้ง แต่ความขัดแย้งกลับบานปลายมากขึ้น เนื่องจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่มีความจริงใจในการแก้ไขปัญหา
เครือข่ายฯ เสนอทางออก
1. ตั้งกองทุนชดเชยความเสียหาย ครอบคลุมทุกสิทธิ์ทั้งสถานพยาบาลของรัฐและเอกชน
2. ตั้งองค์กรกลางที่เป็นที่ยอมรับจากทั้งฝ่ายแพทย์และฝ่ายคนไข้ทำหน้าที่พิจารณาการชดเชยที่เป็น
    ธรรม
  1. นำโครงการความปลอดภัยของคนไข้โดยคนไข้มีส่วนร่วม - Patient for Patient Safetyขององค์การอนามัยโลก (WHO) มาใช้ คือการนำความเสียหายไปเป็นบทเรียนสอนบุคคลากรทางการแพทย์และให้ความรู้กับประชาชน ป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำ ซึ่งจะสามารถรักษาชีวิตคนไข้และลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจของชาติได้อย่างมหาศาล
  2. ขอให้มีการแก้ไขกฏหมายเรื่องเวชระเบียน ให้ผู้เสียหายหรือญาติมีสิทธิได้รับสำเนาเวชระเบียนที่ครบถ้วนในทันทีที่ร้องขอโดยปราศจากเงื่อนไข, เพิ่มบทลงโทษทางอาญาหากมีการแก้ไข, ทำลาย, ทำขึ้นใหม่,ซ่อนเร้น หรืออ้างว่าสูญหาย รวมทั้งให้กำหนดรูปแบบการบันทึกเวชระเบียนให้เป็นแบบเดียวกันทั้งประเทศ หากบันทึกด้วยคอมพิวเตอร์ให้มีหน่วยกลางงานกำกับดูแลอย่างเป็นระบบ
  1. ขอให้มีการแก้ไขร่างพรบ.วิชาชีพเวชกรรม ฉบับปีพ.ศ.2525 ดังต่อไปนี้
5.1  ลดจำนวนกรรมการแพทยสภาลงเพื่อให้เกิดความคล่องตัวและเพิ่มคนนอกเข้าไปเป็น
       กรรมการเพื่อคานอำนาจ

5.2. กำหนดให้นายกแพทยสภา อุปนายกแพทยสภา เลขาธิการ และรองเลขาธิการ ต้องไม่เป็นผู้
       บริหารหน่วยงานหรือองค์กรที่มีวัตถุประสงค์และการดำเนินการที่อาจขัดแย้งต่อการทำหน้าที่
       คุ้มครองสวัสดิภาพของประชาชน ตามวัตถุประสงค์ของแพทยสภา

5.3. กำหนดให้ข้อบังคับใด ๆ ที่มีผลกระทบต่อการคุ้มครองสวัสดิภาพของประชาชน ต้องเปิดให้มี
        การรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนอย่างกว้างขวางก่อน

ผลจากการเคลื่อนไหวเรียกร้อง
อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นพ.มงคล ณ สงขลา มีคำสั่งให้ยกร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข โดยมีตัวแทนจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมในการยกร่าง ข้อเสนอของเครือข่ายฯ ข้อที่ 1-3 ได้รับการบรรจุอยู่ในร่างพรบ.ฉบับนี้ด้วย ครม.มีมติรับหลักการเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2550 คณะกรรมการกฤษฎีกาใช้เวลานานถึง 11 เดือนในการพิจารณาแล้วเสร็จเมื่อ 7 เมษายน 2552 ตัวแทนเครือข่ายฯ และตัวแทนฝ่ายวิชาชีพและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมโดยไม่เคยขาดแม้แต่ครั้งเดียว



สถานการณ์ พรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ
เดือนกันยายน 2553
ร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ ได้รับการบรรจุเป็นวาระในสภาฯ แต่มีแพทย์แต่งชุดดำออกมาประท้วง รัฐบาลแนะทางออกให้กระทรวงสาธารณสุขเป็นเจ้าภาพจัดประชุมเพื่อหาข้อสรุปร่วมแล้วจะเดินหน้าพิจารณาร่างพรบ.ตามวาระต่อไป ซึ่งการประชุมได้ดำเนินไปหลายครั้งด้วยความยากยิ่งมีการสลับการเดินออกห้องประชุมบ้าง ไม่เข้าร่วมประชุมบ้าง แต่เครือข่ายฯ ก็ยืนหยัดเข้าร่วมประชุมทุกครั้งไม่เคยขาด จนนัดสุดท้ายของการประชุมคือวันที่ 15 ตุลาคม 2553



5 ตุลาคม 2553
เครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ ร่วมกับเครือข่ายภาคประชาชน และองค์กรคุ้มครองผู้บริโภคต่าง ๆ ได้รวมตัวกันเคลื่อนไหวเรียกร้องให้รัฐบาลเดินหน้าหยิบยกร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ ขึ้นพิจารณา

14 ตุลาคม 2553
นายวิทยา แก้วภราดัย ประธานวิปรัฐบาลได้ประกาศชะลอการพิจารณาร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ

15 ตุลาคม 2553
นางปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนา ประธานเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ และนางภิญญามาศ โยธี สมาชิกเครือข่ายฯ ได้โกนศีรษะประท้วงรัฐบาล

20 ตุลาคม 2553
นายกรัฐมนตรีได้ยืนยันกับเครือข่ายฯ ณ อาคารรัฐสภา ว่าไม่ถอนและไม่ชะลอร่างพรบ.ค้มครองผู้เสียหายฯ สิ่งไหนที่ผมทำไม่ได้จะไม่รับปาก คงจะไม่ทันในสมัยประชุมนี้

22 พฤศจิกายน 2553
นายกรัฐมนตรีได้ให้คำมั่นสัญญากับเครือข่ายฯ ณ ที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ ว่าจะนำร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายเข้าสภาในเดือนกุมภาพันธ์อย่างแน่นอน

21 กุมภาพันธ์ 2554
เครือข่ายฯ ได้ไปยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาล ว่าได้โปรดอย่าลืมคำมั่นสัญญาที่เคยให้ไว้กับประชาชน

24 กุมภาพันธ์ 2554
เป็นการประชุมสภานัดสุดท้ายของเดือนกุมภาพันธ์ ปรากฏว่ารัฐบาลไม่ได้หยิบยกร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ เข้าพิจารณาแต่อย่างใด

25 กุมภาพันธ์ 2554
นางปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนา ไปนั่งปักหลักประท้วงบริเวณหน้ารัฐสภา

26 กุมภาพันธ์ 2554
ตำรวจร่วมร้อยนายรื้อเต็นท์ ขอพื้นที่การชุมนุมคืน

28 กุมภาพันธ์ 2554
นางปรียนันท์นำสมาชิกเครือข่ายพบนายกรัฐมนตรีที่พรรคประชาธิปัตย์ นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่าจะไม่ถอนจะไม่ชะลอการพิจารณาร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ พร้อมแนะนำให้หารือขอการสนับสนุนจากทุกพรรคการเมือง หากทุกพรรคการเมืองเห็นด้วย ก็สามารถเร่งหยิบขี้นพิจารณาได้ทันที ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ทำไม่ได้

7 มี.ค.54
เครือข่ายฯ ทำหนังสือถึงพรรคการเมือง เพื่อขอเข้าชี้แจงและขอแรงสนับสนุนร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ ตามที่นายกรัฐมนตรีแนะนำ แต่ไม่ได้รับการตอบรับที่ดี มีเพียงพรรคการเมืองเดียวที่ให้โอกาสในการเข้าชี้แจง

ขณะนี้ร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ กลายเป็นวาระค้างอยู่ในสภาฯ ในยุครัฐบาลก่อน  ไม่ได้รับการหยิบยกขึ้นพิจารณาหรือพูดถึงแต่อย่างใด ทั้งที่นายกรัฐมนตรีรับปากถึงสองครั้ง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขยืนยันว่าจะผลักดันล้านเปอร์เซนต์

8-10 สิงหาคม 2554
ในหลวงทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ และให้คณะรัฐมนตรีใหม่เข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาน

หมายเหตุ
กฎหมายรัฐธรรมนูญ ม.153 กำหนดให้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ลงนามรับรองร่างพรบ. ที่เป็นวาระค้างพิจารณาในสภาฯ ภายใน 60 วันหลังได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง  ร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ.. เป็นวาระค้างพิจารณาอยู่ในสภาฯ แล้ว  หากนายกรัฐมนตรีไม่ลงนามรับรอง  ร่างพรบ.จะตกไปทันที  ความพยายามของคนไข้ที่เรียกร้องกันมานานด้วยความยากลำบากถึง 9 ปี คงสูญเปล่าและต้องนับหนึ่งใหม่


หมายเหตุ
การมีส่วนร่วมพัฒนาระบบป้องกันความเสียหาย
ตั้งแต่ปี 2545 องค์การอนามัยโลกมีนโยบาย ส่งเสริมให้มีการนำเอาความผิดพลาดมาเปิดเผย เป็นบทเรียนแก่บุคลากรทางการแพทย์ และให้ความรู้กับประชาชน เป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ เป็นหลักการที่ยอมรับโดยสากลว่า สามารถลดสาเหตุการตายจากความผิดพลาดทางการแพทย์ และลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจของชาติได้อย่างมหาศาล

หลายปีที่ผ่านมาเครือข่ายฯ ได้มีส่วนผลักดันเรื่องความปลอดภัยของคนไข้มาโดยตลอด ด้วยการไปเป็นวิทยากรพิเศษบรรยายให้นักศึกษาแพทย์, เภสัช, และนักศึกษาคณะต่าง ๆ ตลอดจนหน่วยงานสาธารณะต่าง ๆ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ในสาขาต่าง ๆ ให้มีคุณธรรม จริยธรรม ได้ผลเป็นที่พอใจแก่ทุกฝ่าย ในการรื้อฟื้นบรรยากาศแห่งความเข้าอกเข้าใจและเอื้ออาทรต่อกันในสังคม ระหว่างบุคคลากรทางการแพทย์และคนไข้ผู้บริโภค แต่ก็ถูกกรรมการแพทยสภาบางท่านวิ่งเต้นขอไม่ให้เครือข่ายฯ ได้เข้าไปบรรยายอีก

เครือข่ายฯ มีความคาดหวังอย่างยิ่งว่า หากพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯมีผลบังคับใช้ในเร็ววัน โครงการความปลอดภัยของคนไข้ที่บรรจุอยู่ในร่างพรบ.ดังกล่าว ก็จะถูกนำไปปฏิบัติอย่างกว้างขวางจริงจัง บุคลากรทางการแพทย์ก็จะได้เรียนรู้จากความผิดพลาด เป็นการยกระดับมาตรฐานวิชาชีพ คนไข้ไทยจะได้ปลอดภัยไม่ต้องเสียชีวิต หรือพิการจากความผิดพลาดทางการแพทย์ให้เป็นปัญหาสังคมอีกต่อไป บุคลากรทางการแพทย์ก็จะทำงานได้อย่างมีความสุข ความสัมพันธ์อันดีระหว่างแพทย์กับคนไข้คงจะกลับมาในเวลาอันไม่ช้า

สถานการณ์ร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ กับรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

คลิบวิดีโอเรียกร้องพรบ.คุ้มครองผู้เสียหาย

คลิปสร้างกำลังใจ