ทุกคำถามเกี่ยวกับร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ นพ.วิชัย โชควิวัฒน มีคำตอบ

ที่มาที่ไปทำไมต้องมีพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข ทำไมจึงมีผู้ต่อต้าน เบื้องลึกเบื้องหลังคืออะไร

โดย Thaipatient Forpatient
ณ วันที่ 2 มีนาคม 2011 เวลา 16:23 น.

ที่มา : ความผิดพลาดเป็นสิ่งที่คู่กันกับมนุษย์ ผู้ที่ไม่เคยทำผิดคือผู้ที่ไม่เคยทำอะไรเลย สถิติการสูญเสียชีวิตจากความผิดพลาดและการให้ยาผิดในโรงพยาบาลโดยป้องกันได้ในสหรัฐอเมริกา ประเมินโดยสถาบัน IOM ระบุว่าคนอเมริกันราว 200,000 คนเสียชีวิตเพราะเหตุนี้โดยแบ่งเป็น 1แสนคนจากการรักษาที่ผิดพลาด และ 1แสนคนจากการให้ยาผิด และเป็นสาเหตุของการฟ้องร้องเพื่อเอาค่าชดเชยจำนวนมหาศาล ...ในประเทศไทยยังไม่มีองค์กรใดออกมายอมรับสถิติการผิดพลาดนี้ ซึ่งคาดว่าคงมีสัดส่วนต่อจำนวนประชากรไม่น้อยไปกว่าสหรัฐอเมริกา จากการประเมินของเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ อ้างอิงจากรายงานของนายแพทย์สรรธวัช อัศวเรืองชัย ต่อองค์การอนามัยโลก และสถิติคนไข้ในและผู้เสียชีวิตในโรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุข 2551-2552 เราประเมินว่าอยู่ที่ประมาณ 65,000 คนต่อปี ที่เสียชีวิตจากสาเหตุที่ป้องกันได้จากการรับบริการทางสาธารณสุข ตัวเลขของเราเทียบกับสหรัฐได้ง่ายๆ คือ อเมริกาประชากร 200กว่าล้าน ตายเพราะความผิดพลาดทางการแพทย์ 2 แสนคน คนไทยมีประชากร 60 กว่าล้าน ตายเพราะสาเหตุเดียวกันประมาณ 6 หมื่นกว่าคน อัตราตายของอเมริกาเอา 200,000 หารด้วยประชากร 200 ล้าน = 1/1000 อัตราตายของไทยเอา 6 หมื่น หารด้วยประชากร 60ล้าน ก็ได้เท่ากัน = 1/1000 ตัวเลขนี้จึงไม่น่าจะผิดไปจากความจริงเท่าไหร่

ตรงกับที่นายแพทย์สรรธวัชวิจัยว่า อัตราการตายแบบป้องกันได้ของ 2 โรงพยาบาลใหญ่ที่ใช้ทำวิจัยเท่าๆกับของประเทศที่พัฒนาแล้ว

การฟ้องร้องทางศาลทำให้เกิดความทุกข์ทั้งแพทย์และผู้เสียหาย กว่าจะสรุปได้สามศาลต้องเสียเวลาหลายปี สิ้นเปลืองค่าทนายค่าศาล กว่าจะได้ค่าชดเชยมาผู้สูญเสียก็บ้านแตกหมดตัวไปก่อนแล้ว หมอเองก็เสียหายเสียชื่อเสียงเสียสุขภาพจิต ในหลายๆประเทศเช่น สวีเดน ฟินแลนด์ เดนมาร์ค นิวซีแลนด์ และบางรัฐของอเมริกาจึงได้มีพรบ. ชดเชยความเสียหายจากบริการสาธารณสุข โดยให้การชดเชยแบบ No-Fault หมายถึงการชดเชยโดยไม่ต้องพิสูจน์ความรับผิด กล่าวคือพิสูจน์เพียงว่าความเสียหายนั้นเป็นผลของการรับการรักษาพยาบาลจริงหรือไม่ ไม่ต้องพิสูน์ว่าใครต้องรับผิดชอบการกระทำนั้น โดยจะมีการตั้งกองทุนคล้ายการประกันภัยขึ้นมา มีคณะกรรมการร่วมจากทั้งสองฝ่ายคือผู้ให้บริการและผู้รับบริการเป็นผู้ดูแลกองทุนและพิจารณาว่าจะให้การชดเชยมากน้อยเพียงใดอย่างไร ให้มากพอๆกับศาลโดยไม่ต้องไปฟ้องศาล โดยอาจให้เป็นตัวเงินหรือในรูปแบบการเยียวยาอื่นที่เหมาะสมก็ได้ การใช้ระบบนี้ช่วยให้ผู้เสียหายได้รับการชดเชยรวดเร็ว เป็นธรรม ผู้ให้บริการก็ไม่ต้องไปขึ้นศาล ทั้งสองฝ่ายไม่ต้องเสียเงินไปกับค่าทนาย ค่าใช้จ่ายทางศาล ศาลก็ไม่ต้องเหนื่อย

สำหรับในประเทศไทยได้เริ่มยกร่างกฎหมายนี้มาตั้งแต่ 2551 โดยกระทรวงสาธารณสุข โดยนพ.มงคล ณ.สงขลาเป็นผู้มอบหมายให้สถาบันวิจัยสาธารณสุขกระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้จัดทำ ได้ผ่านกระบวนการทุกขั้นตอนรวมทั้งการพิจารณาจากคณะกรรมการกฤษฎีกาแห่งชาติ แล้วเมื่อปี 2552 และเข้ามารอในสภานิติบัญญัติตั้งแต่กลางปี 2553 แต่ยังไม่ได้รับการเสนอเข้าพิจารณารับหลักการเสียที ทั้งที่ประชาชนได้เรียกร้องมาตลอด เนื่องจากมีแพทย์บางกลุ่มไม่อยากให้มีกฎหมายประเภทนี้เพราะในหลักของกฎหมายนี้ระบุให้ ผู้ให้บริการต้องจ่ายเบี้ยประกันสมทบในกองทุน (ทำนองเดียวกับ พรบ.รถยนต์ คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ) จำนวน 1-3 เปอร์เซนต์ของค่ารักษาพยาบาลที่เก็บจากคนไข้ คาดว่าเป็นเพราะการจ่ายเงินนี้จะเป็นหลักฐานยืนยันรายได้ที่แท้จริงของคลินิคและสถานพยาบาลเอกชน ทำให้สรรพากรตรวจภาษีได้ง่าย (ปกติธุรกิจในบ้านเรามักทำสองบัญชีเลี่ยงภาษี) แพทย์กลุ่มนี้ที่มีอิทธิพลในแพทยสภา แพทยสมาคมจึงออกมาต่อต้านในทุกรูปแบบโดยให้เครือข่ายของตนที่อยู่ในภาครัฐ(และหาเงินกับเอกชนนอกเวลาบ้างในเวลาบ้าง) เป็นผู้ออกหน้าแทน ไปปลุกระดมบุคลากรทางการแพทย์ทั่วประเทศให้เกลียดกลัวกฎหมายนี้

หลักการสำคัญโดยสรุปของกฎหมายคือ ผู้ที่ให้บริการทางการแพทย์และสาธารณสุขจะต้องจ่ายเงินจำนวนหนึ่ง ประมาณ 1-3 เปอร์เซนต์ของรายได้ที่รับจากคนไข้ เข้าไว้เป็นกองทุน เมื่อผู้ป่วยหรือญาติมีความสงสัยว่าตนได้รับความเสียหายก็สามารถมาร้องขอรับการชดเชยจากกองทุนนี้ โดยมีคณะกรรมการกลางจากตัวแทนของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเป็นผู้พิจารณาว่าสมควรได้รับชดเชยหรือไม่ อย่างไร โดยมีหลักว่า จะชดเชยให้ต่อเมื่อการเสียหายนั้นต้องไม่ได้เกิดจากพยาธิสภาพของโรคเอง การเสียหายนั้นต้องเสียชีวิตหรือทุพพลภาพถาวรแก้ไขไม่ได้ การเสียหายนั้นต้องเป็นความผิดพลาดที่สามารถป้องกันได้ เมื่อมีกรณีเกิดขึ้นแล้ว กฎหมายของเรายังบังคับต่อไปว่า สถานบริการจะต้องมีการนำเอาสาเหตุไปวิเคราะห์วิจัยเผยแพร่อบรมบุคลากร เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำอีก ทำให้ความปลอดภัยผู้ป่วยมากขึ้น ลดการจ่ายในคราวหน้า ทำให้ลดการจ่ายเงินสมทบในปีถัดๆไป อานิสสงส์ของกฎหมายนี้คือ อุบัติเหตุทางการแพทย์จะได้รับการเปิดเผยวิเคราะห์ได้สะดวกโดยไม่ต้องกลัวจะเป็นคดีในศาล นำไปสู่การวิเคราะห์ป้องกัน ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทางการแพทย์ คุ้มครองแพทย์จากการถูกฟ้องคดีแพ่งและอาญา ลดความสูญเสียชีวิต ลดความสูญเสียทรัพยากรที่จะต้องใช้ไปในการดูแลแก้ไขผู้เสียหายที่ได้รับบาดเจ็บในไอซียูที่ประเมินค่ามิได้

เหตุผลที่ฝ่ายแพทย์ต่อต้านกฎหมายนี้ชอบยกมาอ้างคือ

1. ทุกวันนี้แพทย์ทำงานหนัก คนน้อย ผู้ป่วยล้น ถ้ามีกฎหมายนี้จะทำให้แพทย์ต้องระมัดระวังมากขึ้นกลัวถูกฟ้อง จะต้องเสียเวลาตรวจนาน ตรวจคนไข้ไม่หมด คนไข้จะเดือดร้อน ข่มขู่ชาวบ้านว่าถ้ามีพรบ.นี้ หมอจะเลิกรักษาคนไข้ จะลาออก หรือไม่ก็จะรักษาแบบใช้เวลานานๆ จะจับส่งตรวจแบบละเอียดยิบคนไข้ต้องเสียเงินเพิ่มมากมายมหาศาล

เป็นตรรกะที่ชาวบ้านที่ไหนก็รับไม่ได้จริงๆ ไม่สมควรจะออกมาจากปากของนักบุญในเสื้อกาวน์ กฎหมายนี้มุ่งให้คนเสียหาย มาร้องขอการชดเชย ไม่ใช่ฟ้องศาลแบบปัจจุบัน --- หมอก็ควรทำงานไปตามเดิม ระมัดระวังขึ้นก็ดีแล้วชาวบ้านจะได้หมดกังวล เวลาพลาดก็มีกองทุนจ่ายแทนไม่ต้องทะเลาะกันเหมือนเวลารถชน มีประกันคนขับรถทุกวันนี้ก็ขับกันปกติสบายใจ รถชนกันก็ไม่ลงไปทะเลาะ ไม่เห็นใครต้องขับช้าหรือเลิกขับรถ

2. กฎหมายนี้มีบทลงโทษเอาแพทย์ไปติดคุก

มีบทลงโทษสำหรับผู้ให้บริการสาธารณสุขที่ไม่ทำตามกฎหมายคือหลีกเลี่ยงไม่จ่ายเงินที่ได้รับจากผู้ป่วยเข้ากองกลาง หรือปกปิดบิดเบือนข้อมูลการรักษาพยาบาล ทั้งจำและปรับ(ในอัตราโทษเท่ากับกฎหมายอื่นๆที่ใกล้เคียงกันเช่นเลี่ยงภาษี ได้รับการกลั่นกรองแล้วจากคณะกรรมการกฤษฎีกาแห่งชาติ)

3. กฎหมายนี้ให้คนที่ไม่ใช่แพทย์ ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์มาตัดสินความผิดของแพทย์ ----

โดยหลักสากล การชดเชยระบบนี้ เป็นการชดเชยโดยไม่ต้องพิสูจน์ความรับผิดในศาล ไม่ต้องการให้มีเหตุที่จะนำไปใช้ในการฟ้องศาลต่อไปให้เรื่องบานปลาย จึงออกแบบให้ผู้มีส่วนได้-เสีย คือตัวแทนสถานพยาบาล-ตัวแทนผู้ป่วยฝ่ายละเท่าๆกัน มาเป็นกรรมการพิจารณา ถ้าผู้เสียหายไม่ต้องการเข้าระบบนี้ก็สามารถเลือกไปทางระบบศาลก็ได้ ในเรื่องนี้ได้รับการกลั่นกรองแล้วจากกคณะกรรมการกฤษฎีกาแห่งชาติเมื่อปี 2551-2552 เช่นกันว่าเหมาะสมดีแล้ว

4.มีองค์กรเอกชน หรือ เอ็นจีโอเข้ามาบริหารกองทุนเพื่อหวังผลประโยชน์เงินก้อนโตในกองทุน

ในเรื่องนี้มีที่มาจากการที่ต้องมีตัวแทนของผู้รับบริการซึ่งไม่อยู่ภายใต้อิทธิพลของรัฐซึ่งรัฐเองเป็นผู้มีส่วนได้เสียในฐานะผู้จ่ายเงินสมทบในส่วนสถานพยาบาลของรัฐ จึงจำเป็นต้องมีผู้แทนผู้ป่วยที่ยอมรับได้คือองค์กรอิสระที่ทำหน้าที่คุ้มครองสิทธิผู้ป่วย ในปัจจุบันทางกระทรวงสาธารณสุขรับอาสาเป็นผู้ดำเนินการก่อตั้งกองทุนโดยให้กรมส่งเสริมสุขภาพเป็นผู้รับผิดชอบ ถ้าไปดูในรายละเอียดองค์ประกอบของผู้บริหารกองทุน จะพบว่าแท้จริงแล้วมีทุกภาคส่วนในสังคมเข้าไปเป็นกรรมการบริหาร เช่นกระทรวงการคลัง กระทรวงยุติธรรม กระทรวงสาธารณสุข สื่อสารมวลชน ผู้ที่จะมาบริหารต้องมีกระบวนการตรวจสอบควบคุมโดยกฎหมายการทุจริตจึงไม่น่าจะทำได้ง่ายตามที่กล่าวหา

เหตุต่างๆที่อ้างมาล้วนแล้วแต่ไปในทางที่จะชะลอ และล้ม พรบ.ฉบับนี้ทั้งสิ้น ถ้าถอนออกไม่ได้ก็หาข้ออ้างให้ชะลอไว้ก่อน จนกว่าจะหมดอายุรัฐบาลนี้ ไปไม่มีที่สิ้นสุด มีพิรุธตรงที่แพทยสภาก็มีร่างพรบ.ของตนในสภา ไว้เป็นหลักฐานชัดเจนว่าแพทยสภาก็ต้องการเข้าเป็นกรรมการแปรญัตติกฎหมายฉบับนี้หมายถึงว่าต้องมีความเห็นชอบด้วยหลักการของกฎหมายแล้ว เพียงแต่ไม่เห็นด้วยในรายละเอียด แต่แพทยสภากลับพูดไม่ตรงกับการกระทำโดยประกาศมาตลอดว่าไม่เห็นด้วยกับการมีกฎหมายฉบับนี้ ต้องการล้มกฎหมายฉบับนี้ในทุกวิถีทาง

ดังนั้นจึงไม่มีประโยชน์อะไรที่จะชะลอการนำกฎหมายนี้เข้าพิจารณาในสภานิติบัญญัติ ในเมื่อองค์กรแพทย์บางส่วนพยายามสร้างสถานการณ์ให้ขัดแย้งตลอดมาเพื่อหวังผลในการชะลอร่างฯ การรอให้ข้อขัดแย้งยุติทั้งหมดก่อนจึงไม่มีทางเป็นไปได้ มาถึงขั้นนี้แล้วข้อขัดแย้งกันจะยุติได้เมื่อมีตัวแทนปวงชนเข้ามาเป็นผู้พิจารณาตัดสินเท่านั้น ผลจะออกมาเป็นอย่างไรจึงจะถือว่าเป็นการตัดสินของตัวแทนปวงชนที่แท้จริง

ด้วยความเคารพ
เครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์

สถานการณ์ร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ กับรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

คลิบวิดีโอเรียกร้องพรบ.คุ้มครองผู้เสียหาย

คลิปสร้างกำลังใจ