ทุกคำถามเกี่ยวกับร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ นพ.วิชัย โชควิวัฒน มีคำตอบ

ประวัติความเป็นมา

ความเป็นมา
โดย..ปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนา
เครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปลายปี พ.ศ.2545 เกิดจากการรวมกลุ่มของคนไข้ 4 ประเภทคือบัตรทอง, ประกันสังคม, สวัสดิการข้าราชการ และจ่ายเงินเอง ที่ได้รับความเสียหายจากการรักษาพยาบาลแต่ไม่มีระบบใด ๆ มารองรับ เงินช่วยเหลือเบื้องต้นตามมาตรา 41 ของบัตรทองก็ไม่สามารถบรรเทาความเสียหายระยะยาว และไม่ครอบคลุมคนไข้สิทธิอื่น

พวกเราเข้าใจดีว่าความผิดพลาดเป็นของคู่กันของมนุษย์ แต่ความผิดพลาดทางการแพทย์ที่ป้องกันได้หมายถึงชีวิตและอวัยวะของมนุษย์ หนึ่งชีวิตกระทบต่ออีกหลายชีวิตเสมอ เสียงอันทุกข์ทรมานของพวกเราไม่ใช่เสียงที่หน่วยงานจะใส่ใจ  พวกเราถูกทอดทิ้งให้เป็นปัญหาเรื้อรังของสังคมอย่างโดดเดี่ยวทั้งที่ยังมีลมหายใจ


9 ปีของการรวมกลุ่มต่อสู้ พวกเราไม่มีใครอยากฟ้องแพทย์ หรือฟ้องกระทรวงสาธารณสุข เราเห็นใจบุคคลากรทางการแพทย์ที่ทำงานหนัก แต่กลไกปกติกลับเป็นที่พึ่งให้เราไม่ได้ ไม่มีทางออกใดให้พวกเราเดิน การต่อสู้ผ่านกระบวนการยุติธรรมก็เป็นการต่อสู้ที่ไม่เท่าเทียมกัน แพทย์มีอำนาจเหนือกว่าทุกด้าน แต่พวกเราก็ยืนหยัดที่จะสู้ นอกจากจะต่อสู้เพื่อญาติพี่น้องและครอบครัวแล้ว พวกเรายังร่วมกันต่อสู้เพื่อสังคมอีกด้วย

การทำงานของเครือข่ายฯ
เป็นงานจิตอาสาเสียสละเต็มรูปแบบ เป็นอิสระ ไม่ขึ้นกับหน่วยงานใด ลงขันช่วยเหลือกันเอง มีกฎเหล็กห้ามรับเงินบริจาค ห้ามเรียกรับผลประโยชน์ใด ๆ จากผู้เสียหายด้วยกัน และห้ามเรียกเก็บค่าหัวคิวจากทนายความ แต่มีเงื่อนไขว่า ”เราช่วยคุณ คุณต้องช่วยสังคม”

หน้าที่หลักคือ
1. รับเรื่องร้องเรียน, เป็นเพื่อนให้กำลังใจ, ชี้แนะช่องทางร้องเรียน ตลอดจนช่วยนำคดีเข้าสู่ศาล
2. ผลักดันร่าง พรบ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ...
3. ช่วยพัฒนาระบบป้องกันความเสียหาย ด้วยการนำผู้เสียหายไปบรรยายพิเศษเป็นกรณีศึกษาให้
    กับนักศึกษาแพทย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

เป้าหมาย
เมื่อผลักดัน ร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ... สำเร็จพวกเราจะประกาศเลิกเครือข่ายฯ ทันที

สถานการณ์ปัญหา
หลายกรณีที่แพทยสภามีมติว่าเป็น คดีไม่มีมูล แต่ศาลพิพากษาให้ชนะ  ทำให้แพทยสภาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำทุกวิถีทางที่จะเอาชนะคนไข้แบบตาต่อตาฟันต่อฟันแม้จะไม่ถูกต้อง เพื่อป้องกันการฟ้องร้อง ทำให้เกิดวิกฤตศรัทธาต่อแพทยสภา และเกิดความขัดแย้งระหว่างแพทย์กับผู้ป่วยขึ้นอย่างรุนแรง การแสวงหาความเป็นธรรมของผู้เสียหายฯ ต้องพบกับปัญหาและอุปสรรคหนักขึ้นไปอีก  ดังนี้

ปัญาเรื่องเวชระเบียน
เวชระเบียน คือหลักฐานเดียวในที่เกิดเหตุแต่อยู่ในมือสถานพยาบาล ผู้เสียหายฯไม่สามารถขอสำเนาเวชระเบียนเพื่อนำไปตรวจสอบได้อย่างทันท่วงที ทั้งที่มีสิทธิตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ, พรบ.สุขภาพแห่งชาติ, พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ, พรบ.สถานพยาบาล, และตามคำประกาศสิทธิของผู้ป่วยข้อที่ 9 แต่กฎหมายต่าง ๆ เหล่านั้นกลับไม่มีผลในการบังคับใช้ สถานพยาบาลมักกระทำดังต่อไปนี้
1.  อ้างคำพูดของนายกแพทยสภาว่า เวชระเบียนเป็นสมบัติของโรงพยาบาลให้ไม่ได้ ทั้งที่ผู้เสียหาย
    ต้องการเพียงคัดถ่ายสำเนา  ไม่ได้ต้องการตัวจริง
2.  ทำรายงานสรุปให้  ซึ่งมักเป็นเท็จขัดต่อข้อเท็จจริง
3.  ให้เพียงบางส่วน แต่ไม่ครบ ดึงส่วนสำคัญออก กว่าจะร้องเรียนผ่านหน่วยงานก็ใช้เวลานาน  เอื้อให้มี
     การแก้ไขต้นฉบับ  ยากแก่การตรวจสอบ
4.  การแจ้งความเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไปขอเวชระเบียนให้ มักเป็นไปด้วยความลำบาก
5.  มักอ้างว่าเวชระเบียนหาย การต่อสู้คดีโดยไม่มีเวชระเบียนแทบไม่มีหนทางสู้
6.  มักท้าทายให้เอาหมายศาลไปขอ ทั้งที่ผู้เสียหายต้องการเพียงตรวจสอบข้อเท็จจริง
7.  ตั้งเงื่อนไขให้ผู้เสียหายฯ พาแพทย์ที่รู้จักไปพบ แล้วจะอ่านเวชระเบียนให้ฟังว่าโรงพยาบาลไม่ผิด
     อย่างไร ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ผู้เสียหายทำไม่ได้
8.  คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารฯ เคยประชุมร่วมกับเครือข่ายฯ ยอมรับว่าไม่มีอำนาจบังคับ ไม่มีอำนาจ
     ลงโทษ
9.  ปัจจุบันมีการบันทึกเวชระเบียนด้วยคอมพิวเตอร์กันอย่างแพร่หลาย  ซึ่งง่ายต่อการแก้ไข

ปัญหากับแพทยสภา
1.  มักมีมติว่าเรื่องร้องเรียนของคนไข้เป็น ”คดีไม่มีมูล” หลายคดีคนไข้นำไปฟ้องศาลกลายเป็นคดีมี
     มูลศาลให้คนไข้ชนะ และมักดึงเวลาเรื่องร้องเรียนจนหมดอายุความทางแพ่ง 3-8 ปีไม่ชี้มูล
2.  แพทยสภากับหน่วยงานร่วมมือกันตั้งทีมทนาย, ทีมแพทย์ที่จบกฎหมาย รวมทั้งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
     จากราชวิทยาลัยฯ เอาไว้ช่วยแพทย์ที่ถูกฟ้องโดยตรง  มีการประกาศอย่างเปิดเผยรับสมัครแพทย์ที่
     จบกฎหมายเข้าร่วมทีมจำนวนมาก 
3.  ส่งเสริมให้แพทย์ที่มีวี่แววว่าจะถูกคนไข้ตรวจสอบ ส่งเวชระเบียนให้ทีมกฎหมายของแพทยสภาที่ตั้ง
     ขึ้นเพื่อช่วยเหลือแพทย์เพื่อตรวจสอบก่อน  แต่ผู้เสียหายฯ ขอกลับไม่ยอมให้
4.  จัดอบรมวิธีเขียนเวชระเบียนเพื่อป้องกันการฟ้องร้อง สอนให้นำบันทึกพยาบาล และบันทึกของแพทย์
     ไปไว้ในหน้าเดียวกัน เพื่อง่ายแก่การตรวจสอบว่าสอดคล้องกันหรือไม่ เนื่องจากหลายคดีที่แพทย์แพ้
     คดี  เพราะรายงานพยาบาลขัดกับรายงานแพทย์
5.      จัดอบรมการเบิกความเป็นพยานในศาลให้กับแพทย์ โดยเชิญผู้พิพากษา, อัยการ, ทนายความและ
     บุคคลากรทางการแพทย์  เข้าร่วมด้วย  โดยไม่มีการเชิญคนไข้เข้าร่วมแม้แต่ครั้งเดียว
6.      ส่งผู้แทนเข้าพบผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อขอความร่วมมือว่าก่อนรับแจ้งความจากคนไข้ต้อง
     ขอความเห็นแพทยสภาก่อน ซึ่งสตช.ให้ความร่วมมือออกหนังสือถึงสถานีตำรวจทั่วประเทศเมื่อวันที่
     11 กันยายน 2549 ให้ถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เมื่อตำรวจขอความเห็น แพทยสภาใช้เวลาเพียง 3-6 
     เดือนก็รีบชี้มูล โดยไม่มีการเรียกผู้เสียหายไปชี้แจง ทุกคดีไม่มีมูลแทบทั้งสิ้น ขณะที่ผู้เสียหายร้อง
     เรียน 3-8 ปีก็ไม่ชี้มูล
7.     มีความพยายามออกฎหมายไม่ให้มีการฟ้องคดีอาญาแพทย์
8.     มีพฤติกรรมทรกแซงสื่อ เมื่อคนไข้พบทางตันจึงพึ่งสื่อเปิดโปงเรื่องการถูกละเมิดสิทธิในเวชระเบียน 
     ผ่านรายการ ขบวนการแก้โกง ช่อง 9 อสมท.  มีการอัดเทปไว้ 2 ตอน  เมื่อตอนที่หนึ่งออก
     อากาศ แพทยสภาจัดทีมไปล็อบบี้ช่อง 9 อสมท.ไม่ให้มีการออกอากาศตอนที่ 2 และได้นำคณะ
     กรรมการแพทยสภาไปออกรายการสดแทน แม้เราจะพยายามชี้แจงกับทางผอ.ช่อง 9 อสมท.แต่ก็ไม่
    ได้ผล  ขณะเดียวกันทางโรงพยาบาลคู่กรณีของผู้เสียหายก็ไปยื่นคำร้อง ขอให้ศาลปกครองออกคำ
     สั่งปิดปากผู้เสียหายที่ไปร่วมออกรายการ ซึ่งศาลปกครองได้มีคำพิพากษายกคำร้อง ว่าตลอด
     รายการมิได้มีการกล่าวถ้อยคำระบุชื่อโรงพยาบาลให้ปรากฏ จึงไม่มีความจำเป็นที่ศาลจะต้องใช้
     อำนาจในการออกข้อกำหนดใด ๆ จึงให้ยกคำร้อง   แต่ก็มีการปลดรายการ ขบวนการแก้โกง  ออก
     จากผังรายการของช่อง 9 เป็นเรื่องเศร้าที่เราไม่สามารถต่อกรกับกลุ่มผลประโยชน์ได้ โดยเฉพาะ
     กลุ่มแพทยสภาที่เป็นเจ้าของรพ.เอกชนมีอำนาจเงินซื้อเวลาของสถานีโทรทัศน์ และเป็นผู้สปอน
     เซอร์บางรายการได้ เกี่ยวเนื่องกับเรื่องนี้ ต่อมารายการตาสว่าง ซึ่งเป็นรายการสด  และออก
     อากาศทางช่อง 9 อสมท.เช่นกัน ติดต่อให้เครือข่ายฯ ไปออกรายการ  แต่ก็ถูกแพทยสภาไปล็อบบี้
     ทางช่อง 9 ไม่ให้พวกเราได้ออกรายการอีก    พวกเรารู้สึกว่าแพทยสภาคือมาเฟียวงการแพทย์คือผู้มี
     อิทธิพลสามารถสั่งสื่อได้  ทั้งที่แพทยสภาควรทำหน้าให้ความเป็นธรรมกับผู้เสียหายฯ  แต่กลับ
     ละเมิดสิทธิผู้เสียหายฯ ทุกวิถีทาง
9.       แพทยสภาคัดค้านร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ...ทั้งที่ตนเองก็ไม่
      สามารถให้ความเป็นธรรมกับคนไข้ได้

ปัญหาเมื่อนำคดีเข้าสู่ศาล
1. มีค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดีสูง
2. หาพยานทางการแพทย์ได้ยาก
3. หาทนายความที่ถนัดคดีทางการแพทย์ได้ยาก
4. ระยะเวลาในการต่อสู้คดียาวนาน
5. ภาระการพิสูจน์ว่าแพทย์ผิดหรือไม่ ยังคงตกเป็นของฝ่ายผู้เสียหาย
6. ค่าชดเชยที่ได้รับมักไม่คุ้มกับเวลาที่รอคอยและความเสียหายที่เกิดขึ้น
7. พยานทางการแพทย์ฝ่ายผู้เสียหายฯ ที่มีอยู่ไม่กี่ท่าน ถูกข่มขู่  คุกคาม  และล่าสุดถึงกับถูกทำร้าย
    ร่างกาย เพื่อไม่ให้ไปเป็นพยานในศาลช่วยคนไข้  หลายครั้งถูกแพทย์คู่กรณีของผู้เสียหายฟ้องว่าเบิก 
    ความเท็จและหมิ่นประมาท ฝ่ายผู้เสียหายจึงแทบไม่มีที่พึ่ง 
8. พยานฝ่ายแพทย์และโรงพยาบาลส่วนใหญ่มักจะมาจากราชวิทยาลัยฯ ซึ่งมักจะรู้จักคุ้นเคยและเกื้อกูล
    กันระหว่างแพทย์เป็นอย่างยิ่ง 
9. มีการส่งเสริมให้มีการฟ้องกลับผู้เสียหาย และปฏิเสธการรักษาผู้เสียหายที่ลุกขึ้นเรียกร้องสิทธิมากขึ้น

หลายปีที่ผ่านมา มีการประชุมหาทางออกร่วมกันระหว่างเครือข่ายฯ กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายครั้ง  แต่ความขัดแย้งกลับบานปลายมากขึ้น  เนื่องจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่มีความจริงใจในการแก้ไขปัญหา

เครือข่ายฯ เสนอทางออก
1.  ตั้งกองทุนชดเชยความเสียหาย ครอบคลุมทุกสิทธิ์ทั้งสถานพยาบาลของรัฐและเอกชน
2.  ตั้งองค์กรกลางที่เป็นที่ยอมรับจากทุกฝ่ายทำหน้าที่พิจารณาการชดเชยที่เป็นธรรม
3.  พัฒนาระบบป้องกันความเสียหาย ด้วยนำความผิดพลาดมาเปิดเผย และเรียนรู้เพื่อป้องกันการเกิด
     เหตุการณ์ซ้ำ จะสามารถรักษาชีวิตคนไข้ได้จำนวนมาก และลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจของชาติ
     ได้อย่างมหาศาล
4.  ขอให้ผู้เสียหายหรือญาติมีสิทธิได้รับสำเนาเวชระเบียนที่ทันทีที่ร้องขอโดยปราศจากเงื่อนไข, เพิ่ม 
     บทลงโทษทางอาญาหากมีการแก้ไข, ทำลาย, ทำขึ้นใหม่,ซ่อนเร้น หรืออ้างว่าสูญหาย รวมทั้งให้
     กำหนดรูปแบบการบันทึกเวชระเบียนให้เป็นแบบเดียวกันทั้งประเทศ หากบันทึกด้วยคอมพิวเตอร์ให้มี
     หน่วยกลางงานกำกับดูแลอย่างเป็นระบบ
5.  ขอให้มีการแก้ไขร่างพรบ.วิชาชีพเวชกรรม  ฉบับปีพ.ศ.2525 ดังต่อไปนี้
5.1     ลดจำนวนกรรมการแพทยสภาลงเพื่อให้เกิดความคล่องตัวและเพิ่มคนนอกเข้าไปเป็นกรรมการเพื่อคานอำนาจ
5.2.    กำหนดให้นายกแพทยสภา อุปนายกแพทยสภา เลขาธิการ และรองเลขาธิการ ต้องไม่เป็นผู้บริหารหน่วยงานหรือองค์กรที่มีวัตถุประสงค์และการดำเนินการที่อาจขัดแย้งต่อการทำหน้าที่คุ้มครองสวัสดิภาพของประชาชน ตามวัตถุประสงค์ของแพทยสภา
5.3.    กำหนดให้ข้อบังคับใด ๆ ที่มีผลกระทบต่อการคุ้มครองสวัสดิภาพของประชาชน ต้องเปิดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนอย่างกว้างขวางก่อน

ผลจากการเคลื่อนไหวเรียกร้อง
อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นพ.มงคล ณ สงขลา มีคำสั่งให้ยกร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ..ขึ้น โดยมีตัวแทนจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมในการยกร่าง ข้อเสนอของเครือข่ายฯ ข้อที่ 1-3 ได้รับการบรรจุอยู่ในร่างพรบ.ฉบับนี้ด้วย ครม.มีมติรับหลักการเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2550 คณะกรรมการกฤษฎีกาใช้เวลานานถึง 11 เดือนในการพิจารณาแล้วเสร็จเมื่อ 7 เมษายน 2552 ตัวแทนเครือข่ายฯ และตัวแทนฝ่ายวิชาชีพและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมโดยไม่เคยขาดแม้แต่ครั้งเดียว  
ขณะนี้ร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ กลายเป็นวาระค้างพิจารณาในสภาฯ รอให้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ลงนามรับรองภายใน 60 วันตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 153  ซึ่งพวกเราจะเคลื่อนไหวต่อไปจนกฎหมายฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้ต่อไป

หมายเหตุ
       ตั้งแต่ปี 2545 องค์การอนามัยโลกมีนโยบาย ส่งเสริมให้มีการนำเอาความผิดพลาดมาเปิดเผย เป็นบทเรียนแก่บุคลากรทางการแพทย์ และให้ความรู้กับประชาชน เป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ เป็นหลักการที่ยอมรับโดยสากลว่า สามารถลดสาเหตุการตายจากความผิดพลาดทางการแพทย์ และลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจของชาติได้อย่างมหาศาล
       หลายปีที่ผ่านมาเครือข่ายฯ ได้มีส่วนผลักดันเรื่องความปลอดภัยของคนไข้มาโดยตลอด ด้วยการไปเป็นวิทยากรพิเศษบรรยายให้นักศึกษาแพทย์, เภสัช, และนักศึกษาคณะต่าง ๆ ตลอดจนหน่วยงานสาธารณะต่าง ๆ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ในสาขาต่าง ๆ ให้มีคุณธรรม จริยธรรม ได้ผลเป็นที่พอใจแก่ทุกฝ่าย ในการรื้อฟื้นบรรยากาศแห่งความเข้าอกเข้าใจและเอื้ออาทรต่อกันในสังคม ระหว่างบุคคลากรทางการแพทย์และคนไข้ผู้บริโภค
       เครือข่ายฯ มีความคาดหวังอย่างยิ่งว่า หากพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯมีผลบังคับใช้ในเร็ววัน โครงการความปลอดภัยของคนไข้ที่บรรจุอยู่ในร่างพรบ.ดังกล่าว ก็จะถูกนำไปปฏิบัติอย่างกว้างขวางจริงจัง บุคลากรทางการแพทย์ก็จะได้เรียนรู้จากความผิดพลาด เป็นการยกระดับมาตรฐานวิชาชีพ คนไข้ไทยจะได้ปลอดภัยไม่ต้องเสียชีวิต หรือพิการจากความผิดพลาดทางการแพทย์ให้เป็นปัญหาสังคมอีกต่อไป บุคลากรทางการแพทย์ก็จะทำงานได้อย่างมีความสุข ความสัมพันธ์อันดีระหว่างแพทย์กับคนไข้คงจะกลับมาในเวลาอันไม่ช้า

สถานการณ์ร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ กับรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

คลิบวิดีโอเรียกร้องพรบ.คุ้มครองผู้เสียหาย

คลิปสร้างกำลังใจ