ทุกคำถามเกี่ยวกับร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ นพ.วิชัย โชควิวัฒน มีคำตอบ

สลดนักกีฬาทีมชาติเสริมจมูก "โคม่า"

จากมติชนออนไลน์ 29 พค.2554
สลด "น้องบุ๋มอดีตนักกีฬาทีมชาติ" ไปทำศัลยกรรมผ่าตัดเสริมจมูก ติดเชื้อจนเป็นอัมพาต


เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม นายวิชิต แก้วเกื้อ อายุ 65 ปี อยู่บ้านเลขที่ 59/2 ถนนสายทุ่งสง-ทุ่งใหญ่ หมู่ 2 อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า น.ส.ชไมพร หรือน้องบุ๋ม แก้วเกื้อ อายุ 22 ปี ซึ่งเป็นหลานสาวอดีตนักกีฬากระโดดสูงทีมชาติไทยและเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดล ได้ไปผ่าตัดเสริมจมูกเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา และเกิดอาการติดเชื้อจนเป็นอัมพาต

นายวิชิตกล่าวว่า ช่วงที่น้องบุ๋มเข้าเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยมหิดล ชั้นปีที่ 2 ได้ไปทำศัลยกรรมเสริมจมูกที่คลีนิคเสริมความงามแห่งหนึ่งย่านรัชดาภิเษก กทม. ในปี 2551 หลังได้รับการผ่าตัดแล้วก็สลบไปจนไม่ได้สติ แพทย์ประจำคลีนิคจึงนำตัวส่งหอพัก เวลาผ่านไปหลายชั่วโมงก็ยังไม่ฟื้น ทางเพื่อนๆ จึงโทรศัพท์ตามแพทย์คนเดิมนำส่งโรงพยาบาลรามคำแหง และนอนพัก 6 ชั่วโมง ทางแพทย์ก็นำน้องบุ๋มกลับไปยังหอพัก

ต่อมาทางบ้านทราบเรื่อง จึงเดินทางไปรับน้องบุ๋มส่งไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ รัตนาธิเบศร์ รักษาตัว 5 วัน เสียค่าใช้จ่ายกว่า 130,000 บาท จึงนำตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลศิริราช อาการจึงดีขึ้นเล็กน้อย หลังจากนั้นได้เข้าแจ้งความที่ สน.สุทธิสาร พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาแพทย์ผู้ทำศัลยกรรม กระทำการโดยประมาท แต่ทางแพทย์แก้ต่างว่า เหตุที่น้องบุ๋มนอนไม่ได้สติ เกิดจากติดเชื้อสมองอักเสบและไวรัสเริม ไม่ใช่สาเหตุมาจากการผ่าตัดเสริมจมูก พร้อมเจรจาจ่ายเงิน 130,000 บาทŽ

นายวิชิตกล่าวอีกว่า ขณะนี้เป็นเวลา 3 ปีกว่าแล้ว อาการของหลานสาวกลับแย่ลงกว่าเดิม รู้สึกสงสารหลานมาก ทางพ่อแม่รู้ว่าที่ไหนรักษาลูกได้ก็จะพาไปรักษา ทั้งหมอบ้าน หมอปัจจุบัน รักษาจนหมดก็ยังไม่หาย

ด้านนางสุภัทรา แก้วเกื้อ มารดาน้องบุ๋ม กล่าวว่า ลูกสาวอาการไม่ดีขึ้น กลับผอมลง ร่างกายไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ ต้องป้อนข้าวป้อนน้ำ ดูแลผลัดเปลี่ยนกับสามีทุกวัน


ข่าวเก่า (ที่มา http://www.dek-d.com/board/view.php?id=1094702 )
หัวข้อ : สวยสยอง! เสริม "จมูก" ถึงขั้นโคม่า!

โคม่า- น.ส.ชไมภรณ์ แก้วเกื้อ อายุ 19 ปี น.ศ.ปี 1 ม.มหิดล อาการโคม่านอนไม่รู้สึกตัวในห้องไอซียู ร.พ.เกษมราษฎร์ รัตนาธิเบศร์ โดยนางสุภัทรตรา มารดา สงสัยว่าสาเหตุเพราะลูกสาวเพิ่งไปผ่าตัดเสริมจมูกที่คลินิกความงามแห่งหนึ่งย่านรัชดาฯ

"น้องบุ๋ม" ชไมภรณ์ แก้วเกื้อนักกีฬากระโดดสูงทีมชาติวัย 19 ป่วยโคม่า หลังผ่าตัดเสริมจมูกในคลินิกดังย่านรัชดาฯ เผยเป็นนิสิตปี 1 คณะวิทยาศาสตร์ฯ ทำงานร้านอาหารหารายได้พิเศษเก็บหอมรอมริบไปทำจมูก หลังผ่าตัดสลบไม่ได้สติ รุ่งขึ้นกลับอาการหนักไข้ขึ้นสูง พูดจาเพ้อเจ้อต้องนำส่งร.พ. แพทย์เจ้าของคลินิกโต้ไม่เกี่ยวผ่าตัดจมูก อ้างคนไข้ติดเชื้อที่เยื่อหุ้มสมอง เพราะมีประวัติเคยเช็กสมอง

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 7 พ.ค. ที่ร.พ.เกษมราษฎร์ รัตนาธิเบศร์ จ.นนทบุรี ผู้สื่อข่าวรับแจ้งว่า มีนิสิตสาวนักกีฬาเยาวชนทีมชาติอาการโคม่ามานอนพักรักษาตัวอยู่ หลังผ่าตัดเสริมจมูกที่คลินิกดังย่านรัชดาภิเษก จึงไปตรวจสอบ ภายในห้องไอซียูชั้น 2 พบนางสุภัทรตรา แก้วเกื้อ อายุ 51 ปี อยู่บ้านเลขที่ 59/2 ม.12 ต.ควนกรด อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช นั่งเฝ้าดูอาการลูกสาวคือน.ส.ชไมภรณ์ หรือบุ๋ม แก้วเกื้อ อายุ 19 ปี นักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดล ชั้นปีที่ 1 คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการกีฬา ลูกสาว ที่นอนไม่รู้สึกตัว

นางสุภัทรตรา เปิดเผยว่า ลูกสาวเป็นนักกีฬากระโดดสูงเยาวชนทีมชาติไทย หลังเรียนจบชั้นม.ปลายที่บ้านเกิดแล้วก็สอบเข้าเรียนต่อที่ม.มหิดล โดยพักอยู่ที่หอพักในมหาวิทยาลัย แต่ช่วงปิดเทอมมาอาศัยพักกับเพื่อนที่ย่านรามคำแหง เพราะต้องทำงานหารายได้พิเศษเป็นพนักงานอยู่ห้องอาหารแห่งหนึ่งย่านเกษตร-นวมินทร์ กระทั่งลูกสาวเก็บหอมรอมริบได้เงินมาก้อนหนึ่งจึงขออนุญาตไปทำศัลยกรรมเสริมจมูกที่คลินิกน.พ.ชวาลย์ อัศวดิษฐ์ เจ้าของสถานเสริมความงาม "ไนซ์เมดิก คลินิก" ย่านถนนรัชดาภิเษก แล้วป่วยหนักต้องนำตัวส่งโรงพยาบาล โดยครั้งแรกตนสอบถามอาการลูกสาวจากน.พ.ชวาลย์ อ้างว่าลูกสาวเล่นน้ำป่วยเป็นไวรัสขึ้นสมอง ไม่เกี่ยวกับการเสริมจมูกในครั้งนี้ แต่เพื่อมนุษยธรรมยินดีช่วยค่ารักษาพยาบาล 1 หมื่นบาท ทางตนกับสามีคือนายสุชีพ ไม่สามารถรับได้กับเรื่องที่เกิดขึ้นจึงได้เข้าแจ้งความกับร้อยเวร สน.สุทธิสาร เพื่อให้ดำเนินคดีกับน.พ.ชวาลย์

นางสุภัทรตรา กล่าวด้วยว่า จากการสอบถาม น้องกอล์ฟ เพื่อนนิสิตที่พักอยู่ที่เดียวกันกับน้องบุ๋ม ทราบว่า วันเกิดเหตุ 29 เม.ย. เวลาราว 10.00 น. น้องบุ๋มชวนน้องกอล์ฟไปเป็นเพื่อนทำศัลยกรรมเสร
   ิมจมูกที่คลินิก แต่น้องกอล์ฟไม่ว่าง น้องบุ๋มจึงไปคนเดียว จนกระทั่งเวลา 20.00 น. น้องกอล์ฟเห็นว่าเพื่อนยังไม่กลับมา ด้วยความเป็นห่วงจึงโทรศัพท์ไปสอบถามกับน.พ.ชวาลย์ได้รับคำตอบว่า น้องบุ๋มยังสลบไม่ได้สติอยู่ ถ้าว่างก็ให้มารับกลับไปพักผ่อนต่อที่หอพักด้วย แต่น้องกอล์ฟไม่ว่างเพราะต้องไปทำงานที่ร้านอาหาร 

นางสุภัทรตรา กล่าวอีกว่า สักครู่น.พ.ชวาลย์ขับรถมาหาน้องกอล์ฟที่ร้าน พร้อมทั้งขอให้น้องกอล์ฟพาน้องบุ๋ม ซึ่งนอนสลบไสลไม่ได้สติกลับหอพัก เมื่อมาถึงหอพัก นายนนท์เพื่อนนิสิตที่อยู่หอพักด้วยกันต้องอุ้มร่างน้องบุ๋มขึ้นไปนอนพักที่ห้อง โดยน.พ.ชวาลย์บอกว่าให้นอนพักสักครู่เดี๋ยวอาการก็ดีขึ้นเอง แต่ปรากฏว่าวันรุ่งขึ้นน้องบุ๋มกลับมีอาการหนักกว่าเดิมพูดจาเพ้อเจ้อ มีไข้ขึ้นสูงจึงได้นำตัวส่ง ร.พ.รามคำแหง ก่อนที่น.พ.ชวาลย์จะมารับตัวกลับไปที่คลินิกตนเองเพื่อนอนให้น้ำเกลือ แต่อาการก็ไม่ดีขึ้น ตนกับสามีต้องขึ้นมาจากใต้เพื่อนำลูกสาวเข้ามารักษาตัวต่อที่ร.พ.เกษมราษฎร์ และต้องพักอยู่ในห้องไอซียูเนื่องจากอาการหนักโดยที่ตนเองก็ไม่ทราบว่ามาจากสาเหตุใด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.ชไมภรณ์หรือน้องบุ๋มเป็นนักกีฬากระโดดสูงเยาวชนทีมชาติไทย เคยได้รับรางวัลเหรียญเงินมาแล้วโดยครั้งสุดท้ายเพิ่งเดินทางไปแข่งขันที่ประเทศมาเลเซีย และยังมีพี่ชายเป็นนักกีฬาว่ายน้ำอีกด้วย

ด้านน.พ.ชวาลย์ เจ้าของสถานเสริมความงาม "ไนซ์เมดิก คลินิก" ชี้แจงว่า กรณีของน้องบุ๋มไม่ได้เกิดจากการผ่าตัดจมูก เนื่องจากหากมีสิ่งผิดปกติจมูกที่ได้รับการผ่าตัดจะต้องมีอาการบวมแดง หรือมีน้ำหนองไหล แต่บาดแผลจากการผ่าตัดไม่มีอะไรผิดปกติ และเมื่อสอบถามจากแพทย์เจ้าของไข้แล้ว ทราบว่าเกิดจากการติดเชื้อที่เยื่อหุ้มสมอง ไม่เกี่ยวกับการผ่าตัด ส่วนกรณีที่เพื่อนน้องบุ๋มกล่าวว่า เป็นผู้ที่พาน้องบุ๋มซึ่งยังไม่ได้สติไปหาที่ห้องพักนั้น วันผ่าตัดให้น้องบุ๋มทานยาเพื่อช่วยให้นอนหลับสำหรับผ่าตัด แต่น้องบุ๋มไม่หลับจึงต้องฉีดยาเพิ่ม หลังผ่าตัดเสร็จน้องบุ๋มฟื้นขึ้นมาแล้วแต่ยังสะลึมสะลืออยู่ จึงให้นอนพักที่เตียงคนไข้ และมีเพื่อนน้องบุ๋มโทรศัพท์เข้ามาหาที่โทรศัพท์ของน้องบุ๋ม จึงรับสายและแจ้งว่าน้องบุ๋มยังอยู่ในอาการสะลึมสะลือ แต่เพื่อนเขาเป็นห่วงมากจึงบอกให้พาไปส่ง เมื่อไปส่งแล้วยังไม่ได้คิดว่าจะเป็นอะไร เพราะไม่มีอาการผิดปกติแต่อย่างใดทั้งสิ้น

น.พ.ชวาลย์ กล่าวว่า รุ่งขึ้นโทรศัพท์ไปถามอาการหลังการผ่าตัดของน้องบุ๋ม แต่ไม่มีคนรับสายซึ่งไม่ได้คิดว่าเป็นเรื่องผิดปกติอะไร แต่หลังจากทราบข่าวว่าน้องบุ๋มเข้าโรงพยาบาลจึงรีบไปเยี่ยมอาการ เพราะครั้งแรกที่ทราบข่าวตกใจมากคิดว่าเป็นผลมาจากการผ่าตัดหรือไม่ แต่เมื่อพูดกับแพทย์เจ้าของไข้แล้วจึงทราบว่าไม่เกี่ยวกัน แต่ยังมีความเป็นห่วงอาการของน้องบุ๋มจึงบอกกับญาติของน้องบุ๋มว่า อยากจะช่วยเหลือเพื่อมนุษยธรรม ด้วยการจะจองเตียงคนไข้ที่โรงพยาบาลรัฐให้ เพื่อทุ่นค่าใช้จ่ายในการรักษา พร้อมขอดูประวัติการรักษาของน้องบุ๋ม แต่ญาติกลับไม่ยอมให้ดูประวัติและบอกว่าหากอยากจะช่วย ต้องไปลงชื่อรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลไว้เป็นหลักฐาน จึงต้องถอยออกมาเพราะกลัวว่าเรื่องจะบานปลายเป็นการยอมรับความผิดไป

น.พ.ชวาลย์ กล่าวอีกว่า จากการขอดูประวัติการรักษาของน้องบุ๋มจากทางโรงพยาบาล ในเวชระเบียนระบุว่า เคยมีประวัติการตรวจเช็กสมอง มีอาการหวัดและเจ็บคอบ่อยครั้ง จึงทำให้ทราบว่าคนไข้ปิดบังประวัติการรักษาไว้ เพราะตอนที่เข้ารับการผ่าตัดแจ้งว่า ไม่เคยเป็นอะไร ร่างกายแข็งแรงดี และขณะนั้นจากการตรวจร่างกายไม่พบว่ามีอาการผิดปกติจึงลงมือผ่าตัดจนสำเร็จตามที่ต้องการ แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเข้าใจว่า อาการของน้องบุ๋มในวันที่เข้ารับการผ่าตัด เป็นระยะฟักตัวของโรคอาจมีไข้อยู่ ประกอบกับเป็นผู้ที่ทำงานกลางคืนการพักผ่อนอาจไม่เพียงพอ ทำให้ร่างกายอ่อนแอ เมื่อผ่าตัดจมูกภูมิคุ้มกันจึงต่ำลงจนกำเริบขึ้นดังกล่าว

สถานการณ์ร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ กับรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

คลิบวิดีโอเรียกร้องพรบ.คุ้มครองผู้เสียหาย

คลิปสร้างกำลังใจ