ทุกคำถามเกี่ยวกับร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ นพ.วิชัย โชควิวัฒน มีคำตอบ

คอลัมน์คลื่นคิดข่าว: พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายฯวัดใจรัฐบาล"ยิ่งลักษณ์"


นับแต่รัฐบาลปู “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” เข้ามาบริหารประเทศ ก็มีแต่กระแสข่าวกลุ่ม องค์กร หน่วยงานทุกภาคส่วนต่างเรียกร้องให้รัฐบาลเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาให้พวกเขา ด้วยความหวังที่ว่าเมื่อรัฐบาลปูมาแล้วปัญหาต่างๆ จะสามารถคลี่คลายลงได้

ไม่เว้นแม้แต่ในส่วนของภาคประชาชน ที่เรียกตัวเองว่า “เครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์”ที่ก่อนหน้านี้ผิดหวังจากรัฐบาลพรรคประชา ธิปัตย์ เพราะล่าสุด ปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนาประธานเครือข่ายฯ ออกมาให้ข่าวต่อสื่อมวลชนว่า พวกเขากำลังเตรียมการเคลื่อนไหวใหญ่อีกครั้ง เพื่อผลักดันร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ… หลังจากที่ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ยังค้างเติ่งอยู่ในสภาผู้แทนราษฎร เพราะรัฐบาลชุดที่แล้วหยิบยกขึ้นมาพิจารณาไม่ทันในสมัยเปิดการประชุมสภาฯ

ขณะนี้สิ่งที่เครือข่ายผู้เสียหายฯ ได้เริ่มดำเนินการไปแล้วคือ มีการรณรงค์ผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ก “facebook” ในชื่อ “ปรียนันท์ล้อเสริมวัฒนา” เชิญชวนเครือข่ายและชาวไทยที่คิดว่ากำลังจะเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับความเสีย หายจากการรับบริการทางการแพทย์ ร่วมกันเขียนจดหมายในนามส่วนตัว หรือกลุ่มบุคคล หรือองค์กร ส่งถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เรียกร้องให้อาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 153 วรรค 2 ลงนามรับรองร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายฯเพื่อให้สามารถนำเข้าพิจารณาในสภา ทันทีที่สภาเปิดสมัยการประชุม

นอกจากนี้ พวกเขายังเตรียมการที่จะขอเข้าพบนายกรัฐมนตรี และนายวิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขหลังจากที่รัฐบาลได้แถลงนโยบายต่อสภาในวัน ที่ 24 สิงหาคมนี้

เหตุผลที่เครือข่ายผู้เสียหายฯ เคลื่อนไหวกดดันไปที่นายกรัฐมนตรี เพราะรัฐธรรมนูญ มาตรา 153 วรรค 2 กำหนดให้นายกรัฐมนตรีลงนามรับรองร่างกฎหมายต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ภายใน 60 วัน ซึ่งปัจจุบันร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ เป็นวาระเร่งด่วนอันดับที่ 5 ที่ค้างการพิจารณาอยู่ในสภา หากนายกรัฐมนตรีไม่ลงนามรับรองร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวจะตกไปทันที

นั่นหมายความว่า ความพยายามของประชาชนที่เรียกร้องกันมาด้วยความยากลำบากนานถึง 9 ปี ต้องนับหนึ่งใหม่อีกครั้งให้เสียเวลา

ในอดีตเมื่อผู้ป่วยได้รับความเสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข และไม่ได้รับความช่วยเหลือจากแพทย์หรือสถานพยาบาล มักจะต้องก้มหน้าก้มตารับสภาพ แต่ก็มีอีกจำนวนหนึ่งซึ่งน้อยมากที่หันไปพึ่งศาล โดยใช้วิธีฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย แต่กระบวนการเหล่านั้นช่างยากลำบาก เพราะต้องใช้เวลาพิสูจน์ความถูก-ผิด ไม่ทันต่อการให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยและครอบครัวที่ได้รับความเสียหาย

ต่อมาเมื่อมี พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 2545 มาตรา 41 จึงกำหนดให้มีการ

กันเงินงบประมาณไม่เกินร้อยละ 1 ของงบประมาณทั้งหมดในกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อใช้ในการช่วยเหลือเบื้องต้นแก่ผู้ป่วยบัตรทองที่ได้รับความเสียหายจาก การรักษาพยาบาล ซึ่งเริ่มบังคับใช้อย่างจริงจังในปี 2546

ข้อมูลจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ระบุว่า สถิติผู้ป่วยที่เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข ไม่ว่าจะอยู่ในขั้นบาดเจ็บ ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิต ที่ได้รับการจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นตามมาตรา 41 มีเพิ่มขึ้นเกือบ 10 เท่า ภายใน 6 ปี คือ จาก 73 ราย ในปี 2547 เป็น 660 รายในปี 2552 รวมมีผู้ได้รับการจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นไปแล้วถึงเดือนพฤษภาคม2553 จำนวน 3,284 ราย

ในจำนวนนี้กว่าครึ่ง หรือประมาณ1,496 ราย ได้รับความเสียหายถึงขั้นเสียชีวิต

อย่าง ไรก็ดี ในการจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นให้แก่ผู้ได้รับความเสียหายจากการรับบริการ สาธารณสุขนั้น จนถึงขณะนี้ยังครอบคลุมเฉพาะกลุ่มผู้ใช้สิทธิบัตรทองประมาณ 47 ล้านคนเท่านั้น แต่ยังมีประชาชนอีกประมาณ 16 ล้านคน ทั้งจากระบบประกันสังคม และระบบสวัสดิการข้าราชการ ที่ยังไม่มีระบบเยียวยาใดๆ รองรับ

เมื่อเกิดปัญหาขึ้น แพทย์หรือสถานพยาบาลนั้นๆ จะต้องเป็นผู้แบกรับความเสี่ยงจ่ายค่าเสียหาย หรือจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้น ซึ่งจะยิ่งทำให้ความขัดแย้งระหว่างแพทย์และผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้น เห็นได้จากสถิติการฟ้องร้องในคดีแพ่งในช่วงปี 2539-2551 ที่มีมากถึง 76 คดี และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกปีในปัจจุบัน

ดังนั้น ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายฯฉบับนี้ จึงยกร่างขึ้นภายใต้หลักการสำคัญ 3 ประการ คือ

1.ชดเชยความเสียหายจากการรับบริการสาธารณสุขโดยไม่ต้องพิสูจน์ถูก-ผิด2.ลด การฟ้องร้องระหว่างแพทย์และผู้ป่วย3.นำความเสียหายที่เกิดขึ้นปรับปรุงระบบ บริการสาธารณสุข

และหากร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ มีผลบังคับใช้จะทำให้ 1.ประชาชนที่ได้รับความเสียหายจากการรับบริการทางการแพทย์ ได้รับความช่วยเหลืออย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องพิสูจน์ถูกผิด ลดปัญหาความไม่พอใจที่อาจนำไปสู่การฟ้องร้อง

2.มีกองทุนอย่างชัดเจนเพื่อชดเชยค่าเสียหายให้กับประชาชน โดยมีรัฐบาลและสถานพยาบาลร่วมจ่ายเงินกองทุน

3.ลดกระบวนการ ฟ้องร้อง

5.เป็นการควบคุมความผิดพลาดทางการแพทย์ เพราะสถานพยาบาลจะต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุน หากมีการให้บริการผิดพลาดและมีอัตราการใช้กองทุนสูง6.ครอบคลุมผู้รับบริการ ทุกระบบ

ปรียนันท์บอกว่า พรรคเพื่อไทยประกาศว่าเป็นพรรคที่คิดถึงมวลชน คิดถึงรากหญ้าดังนั้น รัฐบาลชุดนี้จะเป็นความหวังของเครือข่ายฯและประชาชนทุกคน เพราะเชื่อว่าจะคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายฯฉบับนี้ ยังมีบางประเด็นที่ไม่ชัดเจน เช่น
1.การที่ไม่ต้องพิสูจน์ถูก-ผิด อาจส่งผลให้ประชาชนแห่รับบริการจำนวนมาก

2.ไม่มีการกำหนดเพดานจ่ายค่าเสียหาย ซึ่งจะกระทบต่อกองทุน ดังนั้นอาจสร้างภาระให้ประชาชน เพราะรัฐบาลต้องหาเงินจำนวนมากเข้ากองทุน ขณะที่สถานพยาบาลอาจเก็บเงินจากผู้รับบริการเพิ่มสูงขึ้น

3.ไม่มีหลักเกณฑ์ป้องกันการเรียกเก็บค่าเสียหายจากกระบวนการทางแพ่งและอาญา แม้ว่าจะได้รับการชดเชยไปแล้วก็ตาม

4.สัดส่วนของคณะกรรมการ ดูแลกองทุนเป็นอย่างไร

5.อาจเกิดกรณีปฏิเสธการรักษาและใช้วิธีการส่งต่อผู้ป่วย ทำให้เกิดการกระจุกตัวของผู้ป่วยในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ๆ ซึ่งปัจจุบันมีปัญหามาก

6.หลายฝ่ายเสนอว่าให้อาศัยช่องในมาตรา 41 พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่ระบุว่าให้ดูแลคนไทยทุกคน แต่ปัจจุบันยังดูแลเฉพาะผู้มีสิทธิบัตรทองอย่างเดียว โดยให้ขยายสิทธิไปยังผู้ประกันตน และสวัสดิการข้าราชการด้วย

วินาทีนี้…ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายฯจะหมู่หรือจ่า คงต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของรัฐบาล!


มติชน (กรอบบ่าย)
ฉบับวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2554

สถานการณ์ร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ กับรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

คลิบวิดีโอเรียกร้องพรบ.คุ้มครองผู้เสียหาย

คลิปสร้างกำลังใจ