ทุกคำถามเกี่ยวกับร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ นพ.วิชัย โชควิวัฒน มีคำตอบ

เส้นทางเดิน พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เ่สียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ...


เรื่องส่วนรวมเริ่มจากเรื่องส่วนตัว สู้เพื่อลูกนาน 20 ปีก็ยังไม่ได้รับความเป็นธรรม ระหว่างต่อสู้เห็นเพื่อนจำนวนมากล้วนตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกัน จึงรวมกลุ่มกันเป็นเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ เรียกร้องให้รัฐจัดตั้งกองทุนชดเชยความเสียหาย เพื่อลดปัญหาการฟ้องร้องระหว่างหมอกับคนไข้ ลดการเผชิญหน้าและเจ็บปวดทั้งสองฝ่าย


คนไข้ไทยมีสี่ประเภทคือ บัตรทอง, ประกันสังคม, สวัสดิการข้าราชการ และจ่ายเงินเอง  เมื่อได้รับความเสียหายจากการรักษาพยาบาล แต่บ้านเราไม่มีระบบชดเชยความเสียหายมารองรับ 

1.คนไข้บัตรทอง
รัฐให้งบปีละ 1 แสนล้านกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพื่อดูแลสุขภาพคนไทย 48 ล้านคน สปสช.กันเงินไว้1%เป็นเงินช่วยเหลือเบื้องต้นตามม.41 จ่ายให้คนไข้ที่ตาย+พิการจากการรักษา (แต่ไม่ใช่เงินชดเชย) หลายปีที่ผ่านมามีเงินเหลือสะสมประมานเจ็ดพันกว่าล้าน แต่เงินช่วยเหลือเบื้องต้นนี้มีเพดานสูงสุดเพียง 2 แสนบาทสำหรับตายหรือพิการถาวร แต่ไม่สามารถบรรเทาความเสียหายระยะยาวได้  และไม่ครอบคลุมคนไข้สิทธิอื่น


2.คนไข้ประกันสังคม  
สำนักงานประกันสังคมมีเงินมากมายมหาศาล  แต่ไม่เคยกันเงินไว้ชดเชยความเสียหายให้กับคนไข้

3.คนไข้สวัสดิการข้าราชการ  
รัฐให้งบประมานปีละ 4 หมื่นล้านต่อข้าราชการประมาน 4 ล้านคน ก็ไม่เคยกันเงินไว้ชดเชยความเสียหายให้กับคนไข้ (เทียบกับบัตรทองแล้วข้าราชการรวยกว่า บัตรทอง 2 พันกว่าบาทต่อหัว, ข้าราชการ 1 หมื่นบาทต่อหัว)

4.คนไข้รพ.เอกชน  
รพ.เอกชนชุบมือเปิบดูดบุคคลากรภาครัฐไปรักษาชาวต่างชาติโดยไม่ได้ลงทุนผลิตแม้แต่บาทเดียว ฟันกำไรปีละนับแสนล้านร่ำรวยมหาศาล ทิ้งปัญหาให้ภาครัฐ หมอน้อยคนไข้ล้นรพ. ตาย+พิการกันเป็นเบือ แต่รพ.เอกชนก็ไม่เคยมีระบบมาชดเชยความเสียหายให้กับคนไข้


ความเสียหายทางการแพทย์ หมายถึงชีวิตและร่างกายของคนไข้ หนึ่งชีวิตกระทบต่ออีกหลายชีวิต  90%ของผู้หญิงที่เลี้ยงลูกพิการมักถูกสามีทอดทิ้งเป็นปัญหาเรื้องรังของสังคม ไม่มีคนไข้คนใดอยากฟ้องหมอ แต่"แพทยสภา" พึ่งไม่ได้ทุกกรณีมักมีมติว่า "คดีไม่มีมูล" ใช้เวลา 3-8 ปีก็ไม่ชี้มูล ดึงเวลาจนหมดอายุความทางแพ่ง 

เมื่อนำคดีเข้าสู่ศาลก็เป็นการต่อสู้ที่ไม่เท่าเทียมกัน เวชระเบียน (ประวัติการรักษาพยาบาล) หลักฐานเดียวในที่เกิดเหตุมักถูกแก้ไขหรือเขียนขึ้นใหม่  พยานทางการแพทย์ของฝ่ายหมอล้วนเป็นผู้เชี่ยวชาญ ขณะที่พยานทางการแพทย์ฝ่ายคนไข้หาแทบไม่ได้ ใช้เวลาต่อสู้นานนับ 10 ปี และแพ้คดีเสียเป็นส่วนใหญ่

คนไข้ไปทางไหนก็เจอแต่ทางตัน เรารวมกลุ่มกันในปี 45 เรียกร้องให้รัฐบาลตั้งกองทุนชดเชยความเสียหาย ให้ครอบคลุมคนไข้ทุกสิทธิ เพื่อลดปัญหาการฟ้องร้องระหว่างหมอกับคนไข้ และให้นำความผิดพลาดไปพัฒนาระบบป้องกันความเสียหายเพื่อป้องกันการเกิดเหตุการณ์ซ้ำ จนถึงวันนี้ 9 ปีกว่าแล้ว

ปีพ.ศ. 2545-2549 
มีความขัดแย้งระหว่างหมอกับคนไข้อย่างหนัก  มีคดีความคนไข้ฟ้องหมอเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว, เกิดเหตุฆาตกรรมคนไข้ที่ได้รับความเสียหาย, เกิดคดีหมอติดคุกโดยไม่รอลงอาญา, เกิดคดีคนไข้ติดคุกเพราะนำเวชระเบียนตัวจริงออกจากโรงพยาบาล ฯลฯ


ปลายปีพ.ศ. 2549  
อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นพ.มงคล ณ สงขลา มีบัญชาให้ยก ร่าง พรบ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ... ขึ้นโดยมีตัวแทนจากทุกภาคส่วนเข้าร่วม


เจตนารมณ์ 
เพื่อลดปัญหาการฟ้องร้องระหว่างหมอกับคนไข้

หลักการ
1. มีกองทุนชดเชยความเสียหายอย่างเป็นธรรมและรวดเร็ว ครอบคลุมคนไข้ทุกสิทธิ
2. นำความผิดพลาดไปพัฒนาระบบป้องกันความเสียหาย  ป้องกันการเกิดเหตุการณ์ซ้ำ

เงินกองทุนมาจากไหน? 
มาจากการจ่ายสมทบจากเงินของคนไข้ 4 ประเภท (ไม่ใช่เงินของหมอ)


มีพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ ดีอย่างไร?
1. มีกองทุนชดเชยความเสียหายให้คนไข้ทุกสิทธิด้วยความรวดเร็วเป็นธรรม จ่ายตามหลักประมวลกม.แพ่งฯ ตามระดับของความเสียหาย ระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งปี 
2. ชดเชยให้คนไข้ทุกสิทธิ (บัตรทอง, ประกันสังคม, ข้าราชการ, จ่ายเงินเอง) เนื่องจากเก็บเงินสมทบจากทุกสิทธิอย่างเท่าเทียมกันไม่มียกเว้น
3. ไม่ต้องขัดแย้งกับโรงพยาบาลเรื่องเวชระเบียนถูกแก้ไข หรือขอไม่ได้
4. ลดจำนวนคดีความเข้าสู่ศาล
5. ไม่ต้องไปพบการต่อสู้ที่ไม่เท่าเทียมก้นในศาล พยานทางการแพทย์สู้ฝ่ายหมอไม่ได้
6. ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดี ค่าธรรมเนียม ค่าทนายความ ค่าเดินทาง ค่าพยานฯลฯ
7. ไม่ต้องเสียเวลาในการสู้คดีนานนับ 10 ปี 
8. ไม่ถูกซ้ำเติมความทุกข์จากแพทยสภาหน่วยงานที่ไม่เป็นธรรมอีกต่อไป
9. ไม่ต้องเร่ร่อนไปขอความเป็นธรรมต่อหลายหน่วยงานอีกต่อไป
10. มาตรฐานการรักษาของแพทย์จะดีขึ้น จะทำให้คนไข้ไทยปลอดภัย จะตายและพิการจากความผิดพลาดทางการแพทย์น้อยลง เนื่องจากจะมีการนำความผิดพลาดไปพัฒนาระบบป้องกันความเสียหาย ป้องกันการเกิดเหตุการณ์ซ้ำ
11. นอกจากการชดเชยความเสียหายยังมีการดูแลรักษาระยะยาวให้ด้วย
12. จะไม่มีใครต้องสิ้นเนื้อประดาตัวกับการต่อสู้คดีอีกต่อไป
13. จะไม่มีเด็กคนไหนต้องไม่ได้เรียนหนังสือเพราะขาดเสาหลักของครอบครัวอีกต่อไป
14. ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างหมอกับคนไข้จะกลับคืนมา
15. จะช่วยลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจของชาติได้อย่างมหาศาล (คชจ.ในการต่อสู้คดี, คชจ.ในการดูแลคนไข้ในห้องไอซียูฯลฯ)
16.แก้ปัญหาเบ็ดเสร็จเด็ดขาดทั้งต้นเหตุและปลายเหตุ
17. มีกฎหมายต้นแบบ, มีงานวิจัยรองรับว่ามีพรบ.แล้วลดปัญหาการฟ้องร้องได้จริง


ถ้าไม่มีพรบ.จะเกิดอะไรขึ้น
1.หนทางหาความเป็นธรรมของคนไข้ไทยจะตีบตัน  ไม่มีทางออกแม้กระทั่งการไปศาล
2.คนไข้ไทยจะตายจากความผิดพลาดที่ป้องกันได้มากขึ้น  เนื่องจากความผิดพลาดจะถูกปกปิดเอาไว้ ไม่เกิดการเรียนรู้จากความผิดพลาด  มาตรฐานการรักษาไม่ได้ถูกยกระดับ
3.ความขัดแย้งจะรุนแรงขึ้น ความเป็นธรรมไม่มีสันติย่อมไม่เกิด

ร่างพรบ.ฉบับนี้ผ่านการพิจาณาจากคณะกรรมการกฤษฎีกา
นานถึง 11 เดือน ต่อมาได้รับการบรรจุเป็นวาระในสภาฯ

ทำไมหมอแต่งดำออกมาต่อต้าน?
  1. เพราะรพ.เอกชน ที่เจ้าของส่วนใหญ่เป็นกรรมการแพทยสภา  ไม่ต้องการจ่ายเงินสมทบกองทุน เนื่องจากไม่ต้องการเปิดเผยรายได้ที่แท้จริง (การเก็บเงินสมทบกองทุนเก็บจากรายได้ต่อหัว)  อีกทั้งการต่อสู้คดีกับคนไข้ รพ.เอกชนได้เปรียบกว่าทุกด้าน  โอกาสที่คนไข้ชนะยาก  ประกอบกับรพ.เอกชนบังคับให้หมอทำประกันความเสี่ยงกับบริษัทประกันในเครือเดียวกันของรพ. การจ่ายเงินสมทบกองทุนทำให้เสียประโยชน์หลายด้าน
  2. แพทยสภาเดินสายปลุกระดมทั่วประเทศ ให้ข้อที่มูลบิดเบือนเช่น มีพรบ.แล้วจะมีการฟ้องร้องมากขึ้นทั้งทางแพ่งและอาญา, จะมีการเก็บเงินจากหมอและโรงพยาบาล, คนไข้จะได้เงินหลายต่อ, จะมีการเข้าไปกอบโกยประโยชน์จากกองทุน, วงการแพทย์ไทยจะล่มสลายเพราะพรบ.ฉบับนี้  ทั้งที่ข้อกังวลใจของหมอต้านพรบ.นั้นได้ผ่านการประชุมร่วมจนได้ข้อสรุปหมดแล้ว 12 ประเด็น

การต่อสู้เรียกร้องพรบ.ในยุครัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ 

กันยายน 2553
ร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ ได้รับการบรรจุเป็นวาระในสภาฯ มีร่างพรบ.ประกบจากสส.,ประชาชน,หมอต้านพรบ.รวมทั้งหมด 13 ร่าง

หมอแต่งชุดดำออกมาประท้วง  รัฐบาลให้กระทรวงสธ. จัดประชุมหาข้อสรุปร่วม เพื่อจะเดินหน้าพิจารณาร่างพรบ.ตามวาระต่อไป  การประชุมมีปัญหามากหมอต้านพรบ.แบ่งเป็นหลายกลุ่มมีการเดินออกห้องประชุม ไม่เข้าร่วมประชุม แต่เครือข่ายฯ เข้าร่วมประชุมทุกครั้งไม่เคยขาด ทางสธ.กำหนดให้การประชุมนัดสุดท้ายคือวันที่ 15 ตุลาคม 2553

14 ต.ค.53 
นายวิทยา แก้วภราดัย ประธานวิปรัฐบาลประกาศชะลอการพิจารณาร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ


15 ต.ค.53
นางปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนา ประธานเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ และนางภิญญามาศ โยธี สมาชิกเครือข่ายฯ ได้โกนศีรษะประท้วงรัฐบาลที่ประกาศชะลอการพิจารณาร่างพรบ.ทั้งที่การประชุมยังไม่สิ้นสุด

20 ต.ค.53
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อีดตนายกรัฐมนตรี ได้ยืนยันกับเครือข่ายฯ ณ อาคารรัฐสภา ว่าไม่ถอนและไม่ชะลอร่างพรบ.ค้มครองผู้เสียหายฯ สิ่งไหนที่ผมทำไม่ได้จะไม่รับปาก คงจะไม่ทันในสมัยประชุมนี้

22 พ.ย.53
นายกรัฐมนตรีได้ให้คำมั่นสัญญากับเครือข่ายฯ ณ ที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ ว่าจะนำร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายเข้าสภาในเดือนกุมภาพันธ์อย่างแน่นอน



21 ก.พ.54
เครือข่ายฯ ได้ไปยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาล ว่าได้โปรดอย่าลืมคำมั่นสัญญาที่เคยให้ไว้กับประชาชน

24 ก.พ.54 
เป็นการประชุมสภานัดสุดท้ายของเดือนกุมภาพันธ์ ปรากฏว่ารัฐบาลไม่ได้หยิบยกร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ เข้าพิจารณาแต่อย่างใด

25 ก.พ.54 
นางปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนา ไปนอนประท้วงบริเวณหน้ารัฐสภา


26 ก.พ.54
ตำรวจร่วมร้อยนายรื้อเต็นท์ ไม่ให้ประท้วงหน้ารัฐสภา 

28 ก.พ.54 
นางปรียนันท์นำสมาชิกเครือข่ายพบนายกรัฐมนตรีที่พรรคประชาธิปัตย์ ได้รับการยืนยันว่าจะไม่ถอนจะไม่ชะลอการพิจารณาร่างพรบ. พร้อมแนะนำให้หารือขอการสนับสนุนจากทุกพรรคการเมือง หากทุกพรรคการเมืองเห็นด้วย ก็สามารถเร่งหยิบขี้นพิจารณาได้ทันที 


7 มี.ค.54
เครือข่ายฯ ทำหนังสือถึงพรรคการเมือง เพื่อขอเข้าชี้แจงและขอแรงสนับสนุนร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ ตามที่นายกรัฐมนตรีแนะนำ แต่เป็นเงื่อนไขที่เครือข่ายฯ ทำไม่สำเร็จ  

9 พ.ค.54
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้แถลงการประกาศยุบสภาอย่างเป็นทางการ และกำหนดจัดเลือกตั้ง 3 กค.54


การต่อสู้เรียกร้องพรบ.ในยุครัฐบาลพรรคเพื่อไทย

รัฐธรรมนูญ ม.153 วรรคสองกำหนดว่า "ร่างพรบ.ที่เป็นวาระค้างพิจารณาในสภา หากครม.ชุดใหม่ร้องขอภายใน 60 วันนับตั้งแต่วันเรียกประชุมรัฐสภาครั้งแรก และรัฐสภามีความเห็นชอบ ร่างพรบ.จะไม่ตกไป"

1 ส.ค.54
 รัฐสภามีการเรียกประชุมครั้งแรก  เครือข่ายฯ รณรงค์ผ่านเฟซบุ๊คให้ปชช.เขียนจดหมายถึงนายกรัฐมนตรี เรียกร้องให้ยืนยัน+ลงนามรับรองร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหาย

คกก.ปฏิรูปกฎหมาย และคกก.สุขภาพแห่งชาติ มีมติให้รัฐบาลยืนยันร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฉบับปชช.เข้าชื่อ

5 ก.ย.54  
รัฐมนตรีสธ.คนใหม่นายวิทยา บุรณศิริ อนุญาตให้เครือข่ายฯ และคณะเข้าพบที่กระทรวงสธ.  แต่การนัดหมายถูกเลื่อนไม่มีกำหนด ขณะที่เครือข่ายฯ ประสานผ่านสส.พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ เพื่อขอเข้าพบนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร แต่ไม่ได้รับการตอบรับใด ๆ 

7-12 ก.ย.54
เครือข่ายฯ ออกรณรงค์ให้ีพี่น้องปชช.ร่วมกันส่งจดหมายถึงนายกรัฐมนตรี ให้ยืนยัน+ลงนามรับรองร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ ที่ถนนสีลม, หน้าธนาคารแห่งประเทศไทย, การไฟฟ้าฝ่ายผลิต, สวนจตุจักร 2 วัน และการบินไทย  ปชช.ต่างเห็นด้วยที่จะต้องมีกฎหมายฉบับนี้ออกมาคุ้มครองคนไข้









13 ก.ย.54 (13.00น.)
เครือข่ายฯ เข้าพบนายกรัฐมนตรี ยื่นหนังสือขอให้ยืนยัน+ลงนามรับรองร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ ที่พรรคเพื่อไทย นายกรัฐมนตรีรับปากส่งเรื่องให้รัฐมนตรีสธ.รีบดำเนินการ  รัฐมนตรีช่วยสธ.นายต่อพงษ์ ไชยสาส์น์ มารับจดหมายแทนนายวิทยา บุรณศิริ รมว.สธ. พร้อมยืนยันว่าจะรีบดำเนินการให้



16 ก.ย.54
เครือข่ายฯ ทราบว่ากลุ่มหมอต้านพรบ.มีการเคลื่่อนไหวที่จะคัดค้านการยืนยันร่างพรบ. นางปรียนันท์ฯ+สมาชิกเครือข่ายฯ  จึงประกาศปักหลัก "อดข้าว" ที่กระทรวงสธ. รัฐมนตรีสธ.นายวิทยา บุรณศิริ รับปากหนักแน่นว่าจะยืนยันร่างพรบ.ต่อครม.ในวันที่ 20กย.54  นางปรียนันท์และเพื่อนสมาชิกจึงยกเลิกการอดข้าว

20 ก.ย.54 (ประชุมครม.)
เครือข่ายฯ ไปให้กำลังใจนายกรัฐมนตรีและนายวิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีสธ.ในการยืนยันร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ ที่ทำเนียบรัฐบาล ขณะที่กลุ่มหมอต้านพรบ.ก็ได้เข้ายื่นหนังสือคัดค้าน, มีการแถลงข่าวคัดค้านจากแพทยสภา และสว.ที่เป็นแพทย์ รวมทั้งคณบดีแพทย์ศาสตร์จุฬาลงกรณ์ฯ 


ในที่สุด 20 ก.ย.54
ครม.มีมติยืนยันร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ ฉบับประชาชนเข้าชื่อ  ซึ่งมีสองฉบับคือของปชช.และของหมอต้านพรบ. ส่วนร่างหลักของรัฐบาลก่อนและอื่น ๆ ตกไป


หมายเหตุขณะนี้กลุ่มหมอต้านพรบ.ตั้งใจล้มกระดานไม่ให้มีพรบ. พร้อมเชียร์ให้รัฐบาลขยายวงเงินตามม.41 ของบัตรทอง ชดเชยความเสียหายให้คนไข้ทุกสิทธิรวมทั้งคนไข้จากรพ.เอกชน  ซึ่งเป็นการเอาเงินภาษีของปชช.ไปรับผิดชอบแทนรพ.เอกชน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

การขยายม.41 แก้ปัญหาไม่สะเด็ดน้ำ
1.หากขยายครอบคลุมรพ.เอกชนด้วย ก็เป็นการเอาเงินภาษีปชช.ไปชดเชยให้รพ.เอกชน ถูกต้องไหม?
2.หากขยายชดเชยเฉพาะคนไข้รพ.รัฐ คนไข้รพ.เอกชนก็ต้องไปฟ้องเอาเอง เท่ากับต้องไปเผชิญปัญหาสู้คดีแบบไม่เท่าเทียมกัน, เวชระเบียนถูกแก้ไข, พยานแพทย์หายาก, สู้หมอไม่ได้, สู้ไปก็แพ้, ใช้เวลานานนับ 10 ปี, ปัญหาไม่จบ
3.กำหนดวงเงินชดเชย 1 ล้านบาทเท่ากันทุกกรณี แต่ความเสียหายของแต่ละกรณีไม่เท่ากัน เมื่อไม่เป็นธรรม ปัญหาก็ไม่จบ
4.ไม่มีการนำความผิดพลาดไปพัฒนาระบบป้องกันความเสียหาย
5.เพิ่งมีการเสนอ ต่างจากพรบ.ผ่านกระบวนการต่าง ๆ มาถึง 9 ปี 

พวกเราคนไทยทุกคน  ต้องร่วมกันเรียกร้องให้รัฐบาลเดินหน้าบนความถูกต้อง ผลักดันร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ  เพื่อประโยชน์ของคนไทยทั้งประเทศ  ท่ามกลางการออกมาต้านของกลุ่มทุนรพ.เอกชนที่คัดค้านสุดตัวเช่นกัน
หมายเหตุ
เว็บไซต์เครือข่าย    :   www.thai-medical-error.blogspot.com
Facebook               :  ปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนา (Preeyanan Lorsermvattana)

สถานการณ์ร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ กับรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

คลิบวิดีโอเรียกร้องพรบ.คุ้มครองผู้เสียหาย

คลิปสร้างกำลังใจ