ทุกคำถามเกี่ยวกับร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ นพ.วิชัย โชควิวัฒน มีคำตอบ

ความเป็นมาของเครือข่าย และร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ

เครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ ก่อตั้งเมื่อปี 2545 เกิดจากการรวมตัวของกลุ่มคนไข้ไทย 4 ประเภทคือ บัตรทอง, ประกันสังคม, สวัสดิการข้าราชการ และจ่ายเงินเอง ที่ได้รับความเสียหายจากการรักษาพยาบาล ชีวิตหลังความเสียหาย เป็นชีวิตที่ต้องทนทุกข์ทรมานทั้งร่างกายและจิตใจในระยะยาว หนึ่งชีวิตกระทบต่ออีกหลายชีวิต เป็นปัญหาเรื้องรังของสังคม  ประเทศไทยไม่มีระบบชดเชยความเสียหาย มีเพียงเงินช่วยเหลือเบื้องต้นของคนไข้บัตรทอง ที่ไม่เพียงพอในระยะยาวและไม่ครอบคลุมคนไข้ทุกสิทธิ ที่ผ่านมาไม่มีคนไข้คนใดอยากฟ้องบุคลากรทางการแพทย์ แต่กลไกปกติไม่สามารถเป็นที่พึ่งพาได้ 

กลไกปกติ
1. แพทยสภา
2. กระทรวงสาธารณสุข (ศูนย์สันติวิธี การไกล่เกลี่ย)
3. มาตรา 41 ของพรบ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 (เฉพาะคนไข้บัตรทอง)
4. การฟ้องศาล

ปัญหาการร้องเรียนกับแพทยสภา
1.ใช้เวลาพิจารณานาน 3 ถึง 10 ปี
2.มักมีมติว่า “คดีไม่มีมูล” การักษาได้มาตรฐานดีแล้ว 
3.ตั้งทีมแพทย์ที่จบกฎหมายสู้กับคนไข้ 
4.ส่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญไปเป็นพยานในศาลช่วยแพทย์ด้วยกัน
5.มีทีมตรวจเวชระเบียนก่อนอนุญาตให้คนไข้คัดถ่ายเอกสาร 
6.ขอความร่วมมือจากสตช.ให้ฟังความเห็นแพทยสภาก่อนรับแจ้งความจากคนไข้

ปัญหาในการเจรจาไกล่เกลี่ย (ศูนย์สันติวิธี)
1.กระทรวงสธ.ไม่มีงบประมานเฉพาะสำหรับการชดเชยความเสียหาย
2.ผลักภาระให้โรงพยาบาลในสังกัด รับผิดชอบค่าชดเชยความเสียหาย
3.เพดานการเยียวยาไม่สูงพอ ที่จะบรรเทาความเสียหายในระยะยาว
4.บ่อยครั้งที่คนไข้และญาติรู้สึกว่าเป็นการเกลี้ยกล่อมและบีบบังคับ

ปัญหาในการฟ้องคดีต่อศาล
1.คนไข้แพ้คดีเป็นส่วนใหญ่
2.ใช้เวลาในการต่อสู้คดีนานนับ 10-20 ปี
3.ภาระการพิสูจน์ยังตกเป็นของฝ่ายคนไข้ พยานแพทย์หาแทบไม่ได้
4.พยานหลักฐานอยู่ในมือสถานพยาบาล เวชระเบียนมักขอไม่ได้+ถูกแก้ไข
5.มีค่าใช้จ่ายสูงในการต่อสู้คดี บางคดีต้องวางค่าธรรมเนียมศาล+จ่ายค่าทนายให้คู่กรณี
6.คนไข้มักมีปัญหาคดีหมดอายุความทางแพ่ง 1 ปี เนื่องจากรอมติแพทยสภา เมื่อไปแจ้งความเพื่อนำอายุความทางอาญาที่ยาวกว่ามาใช้ฟ้องคดีแพ่ง แต่แพทยสภาขอความร่วมมือกับสตช. ให้ขอความเห็นจากแพทยสภา ก่อนรับแจ้งความ ผลของการขอความเห็นคือไม่มีมูลแทบทุกคดี

ปัญหาในการขอรับเงินช่วยเหลือเบื้องต้น ตามมาตรา 41 ของพรบ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
1.เพดานสูงสุดไม่เกิน 4 แสนบาท กรณีเสียชีวิตหรือทุพพลภาพถาวร
2.ไม่สามารถบรรเทาความเสียหายในระยะยาวได้
3.ครอบคลุมเฉพาะคนไข้บัตรทองเท่านั้น ไม่ครอบคลุมคนไข้สิทธิอื่น
4.ปัจจุบันกก.แพทยสภาหลายท่าน เข้าไปเป็นคกก.ควบคุมคุณภาพมาตรฐานบริการ ทำให้การอนุมัติมีปัญหา หลายกรณีเข้าเงื่อนไขแต่ไม่ได้รับการอนุมัติ มีการอนุมัติรายที่รพ.เอกชนทำเสียหายแล้วย้ายมารพ.รัฐ (รพ.เอกชนที่คกก.มีผลประโยชน์ทับซ้อน) หลายกรณีที่เสียชีวิตอนุมัติเพียง 4-8 หมื่นบาทแล้วให้คนไข้ไปฟ้องศาลปกครอง เมื่อศาลปกครองมีคำสั่งให้จ่ายเพิ่ม คกก.ควบคุมคุณภาพฯ ก็สู้คดีกับคนไข้จนถึงที่สุด

ระหว่างปีพ.ศ. 2545-2549
เกิดวิกฤตความสัมพันธ์ระหว่างหมอกับคนไข้ขึ้นอย่างหนัก จำนวนคดีฟ้องร้องระหว่างหมอกับคนไข้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว, เกิดเหตุฆาตกรรมกับคนไข้ที่ได้รับความเสียหาย, เกิดคดีหมอติดคุก และเกิดคดีคนไข้ติดคุกเพราะขโมยเวชระเบียนตัวจริงออกจากโรงพยาบาล ฯลฯ

ปลายปี พ.ศ. 2549
อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นพ.มงคล ณ สงขลา มีบัญชาให้ยก ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ... ขึ้นโดยมีตัวแทนจากทุกภาคส่วนเข้าร่วมในการยกร่าง ร่างพรบ.ฉบับนี้ผ่านการพิจาณาจากคณะกรรมการกฤษฎีกานานถึง 11 เดือน ต่อมาได้รับการบรรจุเป็นวาระในสภาฯ สมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์

เจตนารมณ์
เพื่อลดปัญหาการฟ้องร้องระหว่างหมอกับคนไข้

หลักการสำคัญ
1. มีกองทุนชดเชยความเสียหายให้กับคนไข้ไทยทุกสิทธิ 
2. มีคณะกรรมการกลางทำหน้าที่พิจารณาการชดเชยที่รวดเร็วเป็นธรรม (ไม่เกิน 1 ปี)
3. มีการนำความผิดพลาดไปพัฒนาระบบป้องกันความเสียหาย ป้องกันเหตุการณ์ซ้ำ

ข้อดีของร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้
1. จะช่วยลดจำนวนคดีที่เข้าสู่ศาล 
2. จะไม่มีการเสียเวลาร้องเรียนและต่อสู้คดีนานหลายปีอีกต่อไป
3. จะไม่มีการพบกับการต่อสู้ที่ไม่เท่าเทียมกันอีกต่อไป 
4. จะไม่มีการสิ้นเนื้อประดาตัวไปกับค่าใช้จ่ายในการต่อสู้อีกต่อไป 
5. ความเสียหายทางจิตใจ และการดูแลรักษาระยะยาว จะได้รับการดูแลเร็วขึ้น
6. ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างคนไข้กับบุคลาการทางการแพทย์จะกลับคืนมา 
8. มาตรฐานการรักษาและความปลอดภัยของคนไข้จะมีมากขึ้น
9. ผ่านความขัดแย้งทางความคิด และกระบวนการต่าง ๆ มานานหลายปี 
10.มีกฎหมายต้นแบบจากประเทศสวีเดน มีงานวิจัยรองรับว่าลดปัญหาการฟ้องร้องได้จริง (สธ.ส่งทีมงานไปศึกษาดูงานที่ประเทศต้นแบบ)

เงินกองทุนมาจากไหน
1. โอนมาจากเงินของคนไข้บัตรทอง ตามมาตรา 41 ของพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2551
2. เงินของคนไข้ประกันสังคม ร่วมจ่ายสมทบกองทุน
3. เงินของคนไข้สวัสดิการข้าราชการ จ่ายสมทบกองทุน
4. รพ.เอกชน ร่วมจ่ายสมทบกองทุน (หรืออาจจะโดยสมัครใจ)

สถานการณ์ ในสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์
ปลายปี 2553 ร่างพ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ ได้รับการบรรจุเป็นวาระในสภาฯ  ภาคธุรกิจรพ.เอกชน ไม่ต้องการจ่ายสบทบกองทุน จึงร่วมกับแพทยสภาจัดประชุมปลุกระดมแพทย์ทั่วประเทศให้แต่งชุดดำประท้วง ร่างพรบ.จึงไม่ถูกหยิบยกขึ้นพิจารณา จนกระทั่งมีการยุบสภา ร่างพรบ.ฉบับนี้จึงกลายเป็นวาระค้างพิจารณาในสภาฯ

สถานการณ์ ในสมัยรัฐบาลพรรคเพื่่อไทย
20 กันยายน 2554 ครม.มีมติยืนยันร่างพรบ.ไม่ให้ตกไป  
28 พฤศจิกายน 2554 ที่ประชุมร่วมของ สส.+สว.มีมติเป็นเอกฉันท์ 511 เสียงให้เดินหน้าพิจารณาร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ และได้รับการบรรจุให้เป็นวาระเพื่อพิจารณาในสภา แต่แพทยสภาเคลื่อนไหวไม่ให้มีการพิจารณาร่างพรบ. ด้วยการเสนอให้ขยายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นตามม.41 ชดเชยให้คนไข้ทุกสิทธิแทนการมีพรบ.  ส่วนทางกระทรวงสาธารณสุขก็ไม่ได้มีการยกร่างพรบ.หลักส่งเข้าสู่สภา ตามที่ทางสภาเร่งรัดแต่ประการใด จนกระทั่งมีการประกาศยุบสภา ร่างพรบ.ฉบับนี้จึงกลายเป็นวาระค้างพิจารณาในสภาฯ


สถานการณ์ร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ กับรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

คลิบวิดีโอเรียกร้องพรบ.คุ้มครองผู้เสียหาย

คลิปสร้างกำลังใจ